โรงรมยางผลาญงบฯ

โดย โสภิณ ทองปาน  มติชนรายวัน  วันที่  9 กรกฎาคม 2546

วันนี้ขอเล่าความเป็นมาของโรงรมยาง ซึ่งเป็นข่าวตั้งแต่สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตรวจพบว่า โรงอบ/รมยางถูกทิ้งร้างไว้เป็นร้อยแห่ง ทันทีที่ทราบข่าว รมต.เกษตรฯรับลูกว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบ (มติชนรายวัน 30 มิถุนายน)

รุ่งขึ้นอีกวันท่านนายกฯให้สัมภาษณ์ที่ศูนย์ประชุมของเมืองทองธานีว่า รัฐบาลจะตรวจสอบทันทีเป็นการสูญเปล่ามาก รัฐบาลนี้จะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด (มติชนวันที่ 1 กรกฎาคม) และรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับโรงรมอีกมากปรากฏในข่าวอยู่แล้ว

จะชี้ให้ชัดถึงความเป็นมา ทำไมจึงมีปัญหาดังที่ สตง.รายงานแล้วจะแก้ไขต่อไปกันอย่างไร

ความเป็นมา

ปัญหาคุณภาพยางแผ่นเป็นเรื่องที่พูดคุยกัน และพยายามหาทางแก้ไขมานานนับ 50 ปียังแก้ไม่ได้ ชาวสวนขนาดเล็กต่างคนต่างทำ คุณภาพยางแผ่นก็ไม่ดี มีสิ่งเจือปน

ประกอบกับในช่วง พ.ศ. 2534-2535 ราคายางแผ่นต่ำมากชาวสวนยางขายได้กิโลกรัมละ 17 บาท ทำให้รัฐบาลลงไปแทรกแซงและดำเนินการต่อมาอีกหลายปี จะให้รัฐไปแทรกแซงรับซื้อตลอดคงเป็นไปไม่ได้

ปัญหาข้างต้นน่าจะมีทางแก้ไขได้ ถ้าให้เกษตรกรรวมกลุ่มแล้วรับน้ำยางมาจากสมาชิกในพื้นที่เดียวกัน นำน้ำยางมาทำยางแผ่นดิบ แล้วรมควันต่อ หรือทำยางผึ่งแห้งคือไม่ต้องรมควัน ก็จะแก้ปัญหาคุณภาพยางแผ่นไปได้ ต่อไปถ้ากลุ่มเข้มแข็งขึ้นทำหน้าที่การตลาด ทำยางแผ่นหรือยางแผ่นรมควันแล้วเก็บไว้ชั่วระยะหนึ่งรอขายเมื่อยางราคาดี ก็น่าจะแก้ปัญหาราคายางในพื้นที่ได้

ทั้งสองข้อนี้ผู้อ่านเห็นด้วยไหม? หรือเห็นด้วยแต่ต้อง...ก็ไม่ว่ากัน

จากแนวคิดข้างต้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำโครงการให้ชาวสวนรวมตัวเป็นสหกรณ์ กระทรวงเห็นชอบกับโครงการ แต่ไม่มีงบประมาณ ขณะที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ก็เสนอโครงการเช่นกัน และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการงบประมาณ

ตามโครงการรัฐจะให้ความสนับสนุนด้านสิ่งก่อสร้าง ครุภัณฑ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างโรงงานละ 3.7 ล้านบาท เริ่มดำเนินการใน พ.ศ.2537-2538 รวม 700 โรง และจะดำเนินการต่อไปจนครบ 1,500 โรง ในการดำเนินการข้างต้นกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ดังนี้

ข้อหนึ่งแต่ละโรงต้องอยู่ห่างกันไม่ต่ำกว่า 5 ก.ม. และให้ครอบคลุมเนื้อที่สวนยางประมาณโรงละ 3,000 ไร่

ข้อสอง เนื่องจากงบประมาณมีน้อยจะซื้อที่ดินด้วยคงไม่ได้ จึงต้องเป็นที่ดินบริจาค

ข้อสามให้มีการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์เรียกว่า สหกรณ์กองทุนให้ สกย.ดูแลด้านการก่อสร้าง ดูแลกำกับด้านการผลิตและการตลาด

ข้อสี่ให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ให้คำแนะนำในการจัดตั้งและจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้คำแนะนำเรื่องการลงบัญชีและฝึกอบรมเจ้าหน้าที่

ถ้าทำได้ตามนี้และตั้งโรงงานให้ครบ 1,500 โรงมีกำลังการผลิตได้ยางแผ่นโรงละสองตันต่อวัน โรงงานทำงานปีละ 100 วัน จะได้ยางแผ่นรมควันปีละสามแสนตัน หรือร้อยละ 30 ของยางแผ่นรมควันที่ส่งออก จะแก้ปัญหาคุณภาพยาง และชาวสวนยางจะได้ผลตอบแทนดีขึ้น

เห็นสวรรค์อยู่รำไรว่างั้นเถอะ

มีปัญหาตั้งแต่เริ่ม

ปัญหาแรกคือปัญหาการก่อสร้าง ที่ดินเป็นที่บริจาค คงไม่มีใครบริจาคที่น้ำและไฟเข้าถึง บางโรงสร้างเสร็จแล้วไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำก็ต้องแก้กันไป ปัญหาอุปกรณ์และการก่อสร้างเตาอบ สร้างแล้วดำเนินการไม่ได้ก็แก้ไขกัน จึงปรับแผนการก่อสร้างในช่วง พ.ศ.2537-2540 เพียงปีละ 300-400 ก็จะครบจำนวนข้างต้น

ปัญหาใหญ่ข้อที่สองเป็นปัญหาองค์กรชาวบ้าน ใครทำงานในพื้นที่ก็คงเข้าใจกว่าจะประชุมตกลงหากรรมการ ร่างข้อบังคับของสหกรณ์ ระดมทุนเรือนหุ้นหุ้นละ 10 บาท กว่าจะจดทะเบียนได้ไม่ใช่ง่าย ทำได้ภายในหนึ่งปีก็ยอดเยี่ยมแล้วเรื่องนี้ต้องช้า ต้องทำความเข้าใจ

ปัญหาข้อที่สามคือการดำเนินงาน จดทะเบียนแล้วมิใช่จะกดปุ่มเดินเครื่องได้ ช่วงแรกไม่มีเจ้าหน้าที่ เช่น ผู้จัดการ ฝ่ายการเงิน ฝ่ายจัดซื้อต้องดูแลตรวจสอบคุณภาพน้ำยาง แต่ละแห่งแก้ปัญหากันโดยกรรมการต้องลงไปทำงานเอง ลองคิดดูเถอะว่าจะทุลักทุเลแค่ไหน

ปัญหาข้อสี่เป็นเรื่องการตลาด เทวดาที่ไหนจะบอกได้ว่าถ้าราคาน้ำยางเท่านี้ ราคายางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่ราคานี้ ควรจะทำยางแผ่นแล้วขาย หรือทำเป็นยางแผ่นรมควันหรือยางผึ่งแห้ง หรือขายน้ำยาง ทำแล้วจะขายที่ไหน สมาชิกก็ต้องการได้เงินขายยางเร็ว ส่งน้ำยางวันนี้ได้เงินพรุ่งนี้ยิ่งดี

ปัญหาต่อไปเหมือนกับปัญหาของกลุ่มคือสมาชิกแต่ละคนต่างมีปัญหา จึงแก้ปัญหาตามที่ตนเองคิด เช่น กรีดได้น้ำยางก็ขายน้ำยางในหมู่บ้าน ปกติก็รับซื้อราคาสูงกว่าสหกรณ์ บางรายทำยางแผ่นเองแล้วขาย บางรายไม่ส่งน้ำยางเพราะอ้างว่าสวนอยู่ไกล

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาที่มีมาตั้งแต่แรก กิจการบางโรงรมซบเซาไปและเลิกไปในที่สุด แต่อย่าสรุปว่าเป็นอย่างนี้ไปทั้งหมดหลายสหกรณ์ประสบความสำเร็จ บางสหกรณ์รวมตัวกับสหกรณ์อื่นๆ ส่งยางไปจำหน่ายต่างประเทศด้วยซ้ำไปจะบอกให้

ทางออก

สหกรณ์โรงรมเป็นกิจการของชาวสวนยาง การให้ชาวสวนตื่นตัวทำกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองเห็นว่า ควรจะให้การสนับสนุนไม่ใช่หรือ ต่อไปถ้าสมาชิกเห็นว่ามีทางเลือกอื่นๆ ไม่ต้องการสหกรณ์ที่เป็นของเขา แล้วก็จดทะเบียนเลิกสหกรณ์ก็ได้ ไม่มีวิธีใดที่จะให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองนอกจากทำเอง

ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ต้องดูแลทั้งสหกรณ์ที่ดำเนินการได้ดีแล้ว และน่าจะดำเนินการได้ถ้าได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่าให้ถึงกับต้องให้เจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนกลางลงไปขุดคุ้ยเลย ชาวบ้านจะตื่นตกใจไปเปล่าๆ เงินก็ไม่ได้มากมายอะไร แค่ห้าพันล้านเท่านั้นเอง มีกระจายอยู่แทบทุกจังหวัดตั้งแต่นราธิวาสถึงบุรีรัมย์ จริงอยู่รัฐบาลต้องจ่าย แต่ทุกรัฐบาลก็ทำมิใช่หรือ โรงรมก็ยังอยู่ คงจะมิใช่เป็นการผลาญงบฯ

เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ส่วนหนึ่งได้ประโยชน์มาก

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก