แง่คิดจาก ก.ม.จีเอ็มโออียู

จับกระแส : ภาภรณ์ พิพัฒน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  9 กรกฎาคม 2546

สัปดาห์ที่แล้ว ที่ สหภาพยุโรป (อียู) มีข่าวใหญ่ที่น่าสนใจ แต่น่าเสียดายว่า ถูกข่าวความร้อนแรงของตลาดหุ้นไทย และเอเชียกลบเสียเกือบมิด จนทำให้ข่าวนี้ผ่านเลยไป โดยที่บางคนอาจจะไม่ทันสังเกตเห็น

ถือเป็นทั้งข่าวดี และข่าวร้ายสำหรับสินค้าปรับแต่งพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ข่าวดี คือ สินค้าจีเอ็มโอได้ไฟเขียวให้เข้าไปในตลาดยุโรปได้ ถือเป็นจุดสิ้นสุดของมาตรการสกัดกั้นสินค้าจีเอ็มโอ ที่อียูประกาศใช้มาตั้งแต่ปี 2541 ตามกระแสเรียกร้องของประชาชนที่วิตกว่า สินค้าประเภทนี้จะมีผลกระทบข้างเคียงต่อร่างกาย หากได้บริโภคเข้าไป

ส่วนข่าวร้ายคือ ต้องติดฉลากให้กับสินค้าประเภทนี้ ซึ่งแน่นอนว่า ฉลากที่จะระบุความเป็นสินค้าจีเอ็มโอนั้น หากว่ากันตามสไตล์ของยุโรป ย่อมไม่ธรรมดา

ความไม่ธรรมดาของอียูอยู่ที่ตัวฉลากนี่แหละ เพราะเป็นฉลากที่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าจีเอ็มโอ จะต้องบอกให้หมดทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่ปลูกที่ไหน จนถึงผ่านกระบวนการผลิตที่โรงงานใด เข้ามาในตลาดอียูทางไหน และส่งไปขายที่ร้านใดบ้าง ต้องบอกให้ละเอียด

แต่ก่อนที่สินค้าประเภทนี้จะถึงมือประชาชน จะต้องผ่านการตรวจสอบว่า ได้มาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

นั่นเป็นแค่มาตรการเฉพาะตัวสินค้าจีเอ็มโอ แต่ในเรื่องของเมล็ดพันธุ์พืชจีเอ็มโอ ก็ต้องว่ากันในอีกมาตรการหนึ่ง ซึ่งตรงจุดนี้ รัฐสภายุโรป ให้สิทธิขาดแก่รัฐบาลของประเทศสมาชิกไปคิดเอาว่า จะออกกฎหมายอย่างไรมาควบคุม หรือป้องกันไม่ให้เมล็ดพันธ์จีเอ็มโอ เข้าถึงแหล่งเพาะปลูกในประเทศได้หรือไม่ ถ้าไม่ จะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนอย่างไรออกมา

มองในภาพรวม แม้จะดูเหมือนว่า การออกกฎหมายให้ติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอ เป็นการยอมถอยก้าวหนึ่งของอียู ตามแรงผลักแรงดันของสหรัฐ แต่ในบางแง่บางมุม อียูกำลังใช้การติดฉลาก (อย่างละเอียด) เป็นอุปสรรคการค้ารูปแบบใหม่ ที่สามารถสกัดกั้นสินค้าประเภทนี้ไปในตัว

หมายความว่า หากประเทศผู้ผลิตยอมรับเงื่อนไขเหล่านี้ได้ ก็ผ่านเข้าไปขายได้ ส่วนจะขายได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคอียูจะต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะเลือกสินค้าที่มีป้ายฉลากที่เขียนไว้ชัดเจนว่า "สินค้านี้ผลิตจากจีเอ็มโอ" มาบริโภคหรือไม่

ประเทศผู้ผลิตสินค้าจีเอ็มโอ หรือพูดให้ดูดีหน่อยคือ ผลิตภัณฑ์จากไบโอเทค ที่จะมีผลได้ผลเสียมีอยู่หลายประเทศด้วยกัน แต่หลักๆ ที่เราคงจะได้ยินเสียงประท้วงต่อกฎเกณฑ์ใหม่ของอียูในเร็ววันนี้ มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย

3 ประเทศนี้เป็นแถวหน้าของโลกไบโอเทค จนกระทั่งเมื่ออียูตั้งกำแพงกั้นสินค้าจีเอ็มโอ เมื่อปี 2541 แคนาดา ออสเตรเลีย และสหรัฐ สูญเสียรายได้ปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์ จนต้องยื่นหนังสือร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก ให้เข้ามาดูเรื่องนี้

ขณะที่อียูเองก็คาดหวังว่า กฎเกณฑ์ใหม่ที่จะช่วยลดแรงกดดันของ 3 ประเทศพี่เบิ้มไบโอเทค ให้ถอนเรื่องออกไป แต่จะสำเร็จสมความตั้งใจหรือไม่ ยังเป็นปัญหาอยู่

เพราะได้ข่าวมาว่า เกษตรกรสหรัฐไม่ค่อยสบายใจนัก กับกฎติดฉลากของอียู กำลังพยายามล็อบบี้ให้รัฐบาลของเขายื่นร้องเรียนเข้าไปใหม่ โดยอ้างว่า ข้อกำหนดติดฉลากของอียูทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก และมีขั้นตอนยุ่งยากจุกจิกเกินไป

จะว่าไปแล้ว การตัดสินใจของอียูครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับประเทศไทยด้วย ในกรณีที่หากไม่สามารถต้านทานสินค้าประเภทนี้ให้เข้ามาในประเทศได้ หรือรัฐบาลอยากส่งเสริม เพราะเชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบเหมือนดังที่อีกหลายๆ ประเทศเชื่อเช่นนั้น

แต่คนกินยังวิตกกันอยู่ รัฐบาลก็น่าจะหยิบยืมวิธีการของอียูมาใช้ดูบ้าง อย่างน้อยๆ ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะผู้บริโภคจะเป็นคนตัดสินใจเอง ดีกว่าที่พวกเขาจะไม่มีข้อมูลอะไรให้รู้เลย

กลับหน้าแรก