|
อีกทางเลือกหนึ่งของผู้ลงทุน
กองทุนคุ้มครองเงินต้น : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จุดที่แตกต่างกันระหว่างกองทุนรวม ในปัจจุบันกับกองทุนวายุภักษ์ 1 ก็คือในขณะนี้ยังไม่มีกองทุนรวมที่ประกันเงินต้น และผลตอบแทนการลงทุน เพราะทางราชการยังไม่อนุญาต สัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนก็ได้ทราบรายละเอียดของกองทุนวายุภักษ์มากขึ้นว่าจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร เป็นทางเลือกที่น่าลงทุนหรือไม่ โดยเฉพาะกองหนึ่ง ซึ่งเป็นกองที่จะรับประกันผลตอบแทนและเงินต้น นับว่าเป็นกองทุนรวมในลักษณะนี้กองแรกในประเทศไทย แต่ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน ประชาชนและผู้ที่มีเงินฝากธนาคาร ที่ได้รับดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมากในปัจจุบัน ก็ควรพิจารณาเปรียบเทียบกับทางเลือกในการลงทุนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะการลงทุนในกองทุนรวมปกติ และกองทุนรวมคุ้มครองเงินต้นที่เริ่มมีการออกมาขายแล้ว ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2546 ได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างของกองทุนวายุภักษ์เล็กน้อย และมีการกำหนดรายละเอียด ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกองหนึ่ง ซึ่งเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป เพราะรับประกันทั้งผลตอบแทนและเงินต้น กล่าวคือ กองทุนวายุภักษ์ 1 จะเป็นกองทุนประเภทไม่รับซื้อคืนก่อนสิ้นอายุโครงการ (Closed end Fund) อายุโครงการ 10 ปี เน้นขายหน่วยลงทุนให้นักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไป กำหนดเงินปันผลที่แน่นอนไม่ต่ำกว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีของธนาคารบวกส่วนเพิ่มไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1 (ตามที่มีข่าวใน นสพ. เดิมเงินปันผลจะไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารบวกส่วนเพิ่ม 2%) โดยมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนในหลักทรัพย์ของสถาบันการเงิน รัฐวิสาหกิจ และธุรกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ในปัจจุบัน การประกันเงินต้นและผลตอบแทน ให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนนั้น จะดำเนินการโดยกระทรวงการคลัง จะมีสัญญารับซื้อหุ้นที่แน่นอน ในราคาที่ขายบวกด้วยดอกเบี้ยและค่าบริหารจัดการ ส่วนการซื้อขายแลกเปลี่ยน ในกรณีที่ผู้ลงทุนไม่ต้องการลงทุนตลอด 10 ปีนั้น สามารถซื้อขายในตลาดรองได้ จุดที่แตกต่างกันระหว่างกองทุนรวมในปัจจุบันกับกองทุนวายุภักษ์ 1 ก็คือในขณะนี้ยังไม่มีกองทุนรวมที่ประกันเงินต้น และผลตอบแทนการลงทุน (Principle Guarantee Fund) เพราะทางราชการยังไม่อนุญาต ทั้งที่มี บลจ.ได้ยื่นขอไปแล้ว ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือกองทุนรวมที่คุ้มครองเงินต้น (Principle Protection Fund) กล่าวคือกองทุนจะลงทุนในทั้งหุ้น พันธบัตรและตราสารหนี้โดยมีกลยุทธ์ในการลงทุนที่ทำให้มั่นใจได้ว่า หลังครบกำหนดแล้วผู้ลงทุนจะได้เงินต้นคืน แต่มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมาก ในกรณีที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น อย่างไรก็ตามกองทุนเหล่านี้ไม่สามารถใช้ชื่อว่า "กองทุนคุ้มครองเงินต้น" เพราะทางราชการไม่อนุญาตให้ใช้ ภายใต้สภาวะปัจจุบัน ผมคิดว่า กองทุนรวมที่มีอยู่ในขณะนี้หรือกองทุนคุ้มครองเงินต้น ก็มีความเสี่ยงน้อย และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพียงพอ โดยไม่ต้องลงทุนในกองทุนที่ประกันเงินต้นและผลตอบแทน และเนื่องจากกองทุนรวมเอกชนไม่สามารถขอให้รัฐบาลให้การค้ำประกันเงินต้นได้ เช่นในกรณีของกองทุนวายุภักษ์ จึงต้องใช้วิธีการอื่น กองทุนคุ้มครองเงินต้นแบบดั้งเดิม ที่มีรูปแบบง่ายที่สุด คือกองทุนคุ้มครองเงินต้นแบบแพสสิฟ (Passive) กล่าวคือ กองทุนจะลงทุนในตราสารหนี้ และพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก และส่วนที่เหลือลงทุนในหุ้น ซึ่งอาจมีการบริหารเหมือนกองทุนหุ้นทั่วๆ ไปหรืออาจกระจายการลงทุนในหุ้นต่างๆ เพื่อให้มูลค่าเปลี่ยนแปลงไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์เป็นต้น สัดส่วนที่ลงทุนในหุ้นจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาไถ่ถอน และอัตราดอกเบี้ยในส่วนที่เป็นตราสารหนี้และพันธบัตร เพื่อให้ในกรณีเลวร้ายที่สุด คือการลงทุนในส่วนของหุ้นมีมูลค่าลดลงเป็นศูนย์ ดอกเบี้ยจากส่วนที่เป็นตราสารหนี้และพันธบัตร จะเพียงพอที่จะป้องกันมิให้เงินต้นลดลง เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ยกตัวอย่างเช่นกองทุนมีระยะเวลาไถ่ถอน 5 ปี ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตรร้อยละ 91 ซึ่งได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี อีกร้อยละ 9 กระจายลงทุนในหุ้น ซึ่งมีราคาเปลี่ยนแปลงตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่มูลค่าหุ้นที่กองทุนถือกลายเป็นศูนย์ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนเป็นมูลค่า 100 บาทในวันเริ่มต้นจะได้เงินคืน 100.47 บาท หากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลงในช่วง 5 ปี มูลค่าการลงทุนจะเท่ากับ 109.47 บาท แต่หากดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในช่วง 5 ปี มูลค่าการลงทุนจะเท่ากับ 113.97 บาท กล่าวคือกองทุนดังกล่าวคุ้มครองเงินต้น และผลตอบแทนในระดับร้อยละ 0.09 ต่อปี แต่ในกรณีที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น ผู้ลงทุนก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น เช่น ในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไม่เปลี่ยนแปลง ผลตอบแทนการลงทุนจะเท่ากับร้อยละ 1.8 ต่อปี และในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 50% ผลตอบแทนจะเพิ่มเป็นร้อยละ 2.2 ต่อปี จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าภายใต้สภาวะปัจจุบันที่ตลาดหลักทรัพย์ มีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นต่อไปในระยะปานกลาง กองทุนคุ้มครองเงินต้นแบบแพสสิฟ มีความเหมาะสมสำหรับผู้ฝากเงินในธนาคาร ที่ได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารที่ต่ำมาก แต่ไม่พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้น แต่ข้อเสียก็คือ แม้ว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นมาก แต่ผลตอบแทนของกองทุนก็จะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เหมือนในกรณีที่มีการลงทุนในหุ้นโดยตรง ในหลายประเทศจึงมีการพัฒนากองทุนคุ้มครองเงินต้นแบบแอคทีฟ (Active) ขึ้นมา คือเป็นกองทุนที่จะลงทุนในหุ้น ในสัดส่วนที่มากพอสมควร ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดหุ้น มีการซื้อขายและเปลี่ยนแปลง การจัดสรรหลักทรัพย์ที่ลงทุนตลอดเวลา โดยมีสูตรในการกำหนดการซื้อขายหลักทรัพย์และจัดสรรประเภทของหลักทรัพย์ที่ถือ วิธีการที่มีการใช้กันมาก ได้แก่ กองทุนประเภท Constant Proportion Portfolio Insurance (CPPI) ซึ่งพัฒนาโดย Fisher Black หลักการคร่าวๆ ก็คือ กองทุนจะเริ่มต้นด้วยการลงทุนในหุ้น ที่มีสัดส่วนที่สูงพอสมควรเช่น 40% และอีก 60% ลงทุนในตราสารหนี้และพันธบัตร เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นมูลค่าหน่วยลงทุนก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้กองทุนสามารถที่จะเข้าไปรับความเสี่ยงได้มากขึ้น โดยมิให้มูลค่าสินทรัพย์ ณ วันไถ่ถอนต่ำกว่าจุดเริ่มต้น ฉะนั้นในกรณีที่ราคาหุ้นสูงขึ้น กองทุนก็จะเพิ่มการถือหุ้นและลดการถือพันธบัตรและตราสารหนี้ หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปมาก กองทุนอาจไม่ถือพันธบัตรและตราสารหนี้เลยก็ได้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับการลงทุนในตลาดหุ้น ในทางกลับกัน ในกรณีที่ราคาหุ้นลดลง กองทุนก็จะลดการถือหุ้นและถือพันธบัตรกับตราสารหนี้มากขึ้น หากราคาหุ้นลดลงมาก กองทุนอาจไม่ถือหุ้นเลยก็ได้ ซึ่งผู้ลงทุนก็จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน มูลค่าหน่วยลงทุนจะไม่ต่ำกว่ามูลค่า ณ จุดเริ่มต้น ส่วนกองทุนรับประกันเงินต้นนั้นก็มีลักษณะคล้ายๆ กับกองทุนคุ้มครองเงินต้น อาจเป็นแบบแพสสิฟหรือแอคทีฟก็ได้ แต่จะต้องมีบุคคลที่สามที่มีฐานะการเงินและความน่าเชื่อถือ (เช่นธนาคารพาณิชย์) เข้ามารับประกัน การรับประกันนี้ก็ต้องมีค่ารับประกัน ซึ่งภายใต้สภาวะดอกเบี้ย เช่นในปัจจุบัน กลายเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุน ในการบริหารกองทุน ทำให้กองทุนดังกล่าว เป็นกองทุนที่ไม่น่าสนใจและไม่แตกต่างจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเท่าใดนัก ภายใต้สภาวะดอกเบี้ยในปัจจุบัน และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ยังมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากในระยะปานกลาง กองทุนรวมประเภทคุ้มครองเงินต้นเป็นทางเลือกในการลงทุนที่นับว่าน่าสนใจมาก สำหรับผู้ที่มีเงินฝากธนาคาร และในขณะนี้ได้รับดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมาก แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นได้ ในช่วงนี้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทั้งหลายคงจะทยอยออกกองทุนประเภทนี้ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ลงทุน |
| กลับหน้าแรก |