วัด "ประชานิยม" ด้วยวิธี "วิทยาศาสตร์"

จับกระแส : เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข        กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  7 กรกฎาคม 2546

ในการประชุมประจำปีสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ งานใหญ่ของผู้คนที่นิยมติดตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม เมื่อต้นสัปดาห์ก่อน มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยต่อมิติการพัฒนาประเทศ แต่ยังถูกพูดถึงไม่มากนัก นั่นคือการนำเสนอ ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจตัวใหม่ นอกเหนือจาก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งสภาพัฒน์ นำเสนอเป็น 2 ดัชนี คือ ดัชนีความอยู่ดีมีสุข และ ดัชนีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ มาประกอบการรายงานจีดีพีปกติ

2 ดัชนีใหม่ถอดด้าม พร้อมกับการนำเสนอ ผล การวัดของสภาพัฒน์ครั้งนี้ ฟังดูเหมือนไม่เป็นประเด็น บางคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องทางวิชาการมากเกิน แต่ถ้าพลิกมองจากอีกมุมจะพบว่า ดัชนีตัวนี้มีที่มาที่ไปที่น่าสนใจทีเดียว และถือได้ว่าเป็น เครื่องมือ ชิ้นใหม่ ที่มีความเป็น วิทยาศาสตร์ ในการ วัด หรือ ให้คะแนนการบริหารงานทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้ หรือ รัฐบาลใด ในอนาคต

เรื่องนี้พูดกันมานานว่าจีดีพี หรือ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้บอกอะไร มากไปกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศทั้งประเทศ ส่วนจะไปตกอยู่กับใครบ้างนั้น ไม่ทราบ หรือ การเร่งเร้าให้จีดีพีพุ่งกระฉูดจะนำความเสี่ยงมาสู่ประเทศอย่างไร ทั้งหลายทั้งปวงก็ได้แต่วิพากษ์ วิจารณ์ หรือคาดเดากันไปต่างๆ นานา ทั้งฝ่าย "pro" และ ฝ่าย "con" โดยไม่มีใครรู้แน่ชัด

โดยเฉพาะในกระแสที่ "ฝ่ายค้าน" กำลังท้าทายนโยบาย ประชานิยม ของรัฐบาล

เหตุผลก็เพราะ ไม่รู้จะใช้อะไรมาวัด มาจับ

แม้แต่กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ คู่กัดตลอดกาล ประกาศ "ชำแหละ" นโยบายประชานิยมของรัฐบาลอย่างเร้าใจเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งถูกโปรยหัวไว้ตื่นเต้น ด้วยโวหารจับใจ ประเภท "วัตถุทางเศรษฐกิจ มองสังคมเป็นลูกค้า และ ทำลายคุณค่าความเป็นมนุษย์" แต่เอาเข้าจริงก็ไมได้วัดอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน จนสามารถนำไปใช้อ้างอิงได้มากไปกว่า "การแสดงโวหารทางการเมือง"

ดัชนีที่สภาพัฒน์ พยายามสร้างขึ้นมา จึงเป็นการก้าวหน้าทางวิชาการในมิติ "เศรษฐศาสตร์การพัฒนา" ที่สมควรได้รับการใส่ใจ เพราะมีตัววัดที่หลากหลาย

มันไม่ใช่แค่ benchmark ในเชิงตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี เท่านั้น แต่ยังมีแง่มุมอื่นๆ ภายใต้กรอบคิดของ สภาพัฒน์ (ยุคใหม่) ที่ตีความและถ่ายโอนแกนคิดหลัก "เศรษฐกิจพอเพียง" ของ "แผน 9" มาเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับ "การพัฒนาแบบยั่งยืน" ผ่านมุมมอง 3 ด้านหลักๆ จาก "3 ขาหยั่ง" คือ เศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม

ตัวแปรหลักๆ ใน "ดัชนีความอยู่ดีมีสุข" ได้แก่ สุขภาพอนามัย ความรู้ ชีวิตการทำงาน รายได้และการกระจายรายได้ สภาพแวดล้อม ชีวิตครอบครัว และการบริหารจัดการที่ดี ส่วน "ดัชนีวัดความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ" วัดจากการพึ่งตนเอง ภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ การปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง การเติบโตที่มีเสถียรภาพ และการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

"แว่น" ที่สภาพัฒน์ใช้ส่องมองเศรษฐกิจของประเทศจึงเพิ่มเป็น 3 อัน จากหลากหลายตัวแปรที่สัมพันธ์กับ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งการวัดแบบนี้ถ้านำไปเทียบเคียงกับการวัดผลประกอบการในแวดวงการเงิน อาจเทียบได้กับการนำ ผลตอบแทน และความเสี่ยง มาเสนอคู่กัน แถมด้วยอีกตัวคือ ขนาดการกระจายของ ผลลัพธ์"

ขณะที่ "จีดีพี" บอก "ผลตอบแทน"

ดัชนี "ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ" สะท้อน "ความเสี่ยง"

ส่วน "ดัชนีความกินดีอยู่ดี" ขยายความไปถึง "การกระจายความมั่งคั่ง"

จนถึงวันนี้ประเทศไทยจึงมี "เครื่องมือ" ที่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่นที่นายกฯ ต้องการ อ้างอิงจากปาฐกถาเปิดประชุมของสภาพัฒน์ ที่นายกฯ ทักษิณ กล่าวชัดเจนว่าต้องการ Benchmark อันใหม่ ที่ถูกดีไซน์จากวิธี Experimental หรือระบบทดลอง ( เช่นที่ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เมื่อปี 2545 ได้ทำมาแล้ว) โดยพยายามวัดเรื่องนามธรรม อย่างความยั่งยืน หรือ ผลของนโยบาย ให้จับต้องได้

เอาเป็นว่าก่อนจะเข้าสู่ "ฤดูเลือกตั้ง" ครั้งใหม่ ทั้งฝ่ายค้าน และ รัฐบาล คงไม่ต้องเถียงกันด้วย "โวหาร" ถึงผลของนโยบายประชานิยม ทั้งในแง่ผลตอบแทน และ ความเสี่ยงของประเทศระยะยาว เพราะมีตัววัดที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างที่ทุกฝ่ายต้องการให้เห็นบ้างแล้ว

ส่วนจะวัดถูก วัดผิด มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาทำให้เกิด "ส่วนเบี่ยงเบน" ในตัวดัชนีมากน้อยแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง

ซึ่งในท้ายที่สุดประเทศที่ถูกปกครองด้วย "รัฐบาลที่แข็งแกร่ง" อย่างประเทศไทย อาจต้องการดัชนีเพิ่มขึ้นอีกสักตัว นั่นคือดัชนีวัดความแข็งแรงของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการดำรงตนไว้อยู่เหนือ "ภาคการเมือง" มีอิสระ และศักดิ์ศรี มากพอในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ สร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้ประเทศระยะยาว

ทุกเรื่องมี 2 ด้าน 2 มุมเสมอ ถึงจะเป็นของดีแต่อาจมีปัญหาที่วิธีนำไปใช้ ไม่เว้นแม้แต่การสร้างตัววัดทั้งสองชิ้นนี้ ซึ่งดีไม่ดีแทนที่จะเป็นตัวชี้วัดผลของการพัฒนาเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นดาบสองคมเพราะถูกนำไปใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ในการสร้างผลงานให้รัฐบาลไปอย่างน่าเสียดาย

 

กลับหน้าแรก