|
ระบบการวิจัยของประเทศ
ระบบสมองของประเทศ
โดย ประเวศ วะสี มติชนรายวัน วันที่ 3 กรกฎาคม 2546 1.การวิจัยคือวิถีชีวิต คนต้องมีสมอง ฉันใด ประเทศก็เช่นเดียวกัน การมีสมอง หมายถึงมีสมองที่ทำหน้าที่หรือทำงานอย่างได้ผล ไม่ได้หมายถึงวัตถุที่เป็นก้อนสมองเท่านั้น ถ้าถามว่าแล้วสมองทำหน้าที่หรือทำงานอะไร ในที่นี้จะจำกัดอยู่เฉพาะหน้าที่ที่เป็นกระบวนการทางปัญญาเท่านั้น นั่นคือ 1.รับรู้ความจริง 2.นำความจริงที่รับรู้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ให้เป็นความรู้ที่สูงขึ้น 3.นำความรู้ไปใช้อย่างเหมาะสม 4.ประเมินการใช้ความรู้นั้นว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด การประเมินการใช้ความรู้ได้ผลเป็นการรับรู้ความจริง ย้อนกลับไปสู่ข้อ 1 และลงมาสู่ข้อ 2, 3 , 4 อีก เป็นวงจรทางปัญญา สรรพสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง คือล้วนเปลี่ยนแปลง นั่นคือ เกิดสถานการณ์ใหม่ ขึ้นทุกเวลานาทีและสถานที่ ถ้าไม่รู้สถานการณ์ใหม่ ยังคิดและทำโดยอาศัย "ความรู้เก่า" ก็ไม่สมจริงหรือไม่ใช่ความจริง เมื่อไม่ใช้ความจริงก็ทำให้สำเร็จไม่ได้ การจะทำอะไรให้สำเร็จต้องใช้ความจริงทุกขั้นตอน ประเทศเราใช้ความเห็นมากกว่าการใช้ความรู้ที่เป็นความจริง นันคือต้นตอแห่งการขาดความเห็นพ้อง ความขัดแย้งที่ไม่สร้างสรรค์ และการทำอะไรไม่สำเร็จ ความเห็นที่ปราศจากความจริงรองรับก็ไม่มีฐาน ย่อมลอยไปตามใจนึกหรือกิเลสตัณหา "ความรู้" ที่ใช้หมายถึงความจริงหรือสถานการณ์จริง หรือ "ความรู้ใหม่" เพราะสถานการณ์ใหม่ เกิดขึ้นทุกเวลานาทีและสถานที่ (space-time= กาลเทศะ) คน 100 คน ก็อาจเหมือน 100 อย่าง หรือเห็นผิดไปในทางเดียวกัน เมื่อถูกกระทำให้เห็นผิด เพราะขาด "กระบวนการทางปัญญา" ทำให้แตกแยกหรือพากันไปในทางที่ผิด "กระบวนการทางปัญญา" ทำให้รู้ความจริงและใช้ความจริง จึงเป็นธรรมะไปในตัวเพราะธรรมะคือ (1) ความจริงตามธรรมชาติ (2) กฎธรรมชาติ (3) การปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ (4) การได้ผลดีจากการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ กระบวนการทางปัญญา คือ การทำให้ (1) รู้ความจริงตามธรรมชาติ (2) รู้กฎธรรมชาติคือรู้ว่าอะไรเกิดจากอะไร (3) ปฏิบัติได้ถูกต้อง (4) ได้ผลดีจาการปฏิบัติถูกต้อง ฉะนั้นจะเห็นได้ว่า "กระบวนการทางปัญญา" คือธรรมะ หรือความถูกต้อง การวิจัยคือกระบวนการสร้าง "ความรู้ใหม่" เพราะสถานการณ์ใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา การสร้างและการใช้ความรู้ใหม่จึงจำเป็นถ้าจะเกิดความถูกต้อง ถ้าไม่สามารถสร้าง และใช้ความรู้ใหม่ก็ทำให้ถูกต้องไม่ได้ ในวิถีชีวิตการทำให้ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็น เพราะฉะนั้นการวิจัยจึงควรเป็นวิถีชีวิต ย้อนกลับไปดู "กระบวนการทางปัญญา" หรือ "วงจรทางปัญญา" ดังกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าเป็นวงจรแห่งการสร้าง และใช้ความรู้ใหม่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการวิจัยคือ กระบวนการทางปัญญา การวิจัย หรือกระบวนการทางปัญญานี้บางทีก็เรียกว่า "การเรียนรู้" หน้าที่ของการเรียนรู้คือให้รู้สถานการณ์ใหม่ จะได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ คนหรือองค์กรที่ไม่เรียนรู้ จะไม่สามารถเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยรักษาดุลยภาพของตัวเองไว้ได้ เมื่อรักษาดุลยภาพไม่ได้ ก็ผิดปกติ วิกฤต ล่มสลายไป เรามักเข้าใจการเรียนรู้แต่เพียงการ "ท่องความรู้เก่า" ระบบการศึกษาของเราเกือบทั้งเนื้อทั้งตัว คือการถ่ายทอดและท่องความรู้เก่า จึงอ่อนแอ การเรียนรู้โดยหน้าที่ของมันคือ การเรียนรู้ ให้รู้สถานการณ์ใหม่ เพื่อปฏิบัติได้ถูกต้อง และได้ผลดีจากความถูกต้อง เพราะฉะนั้น การเรียนรู้ต้องสามารถสร้าง และใช้ความรู้ใหม่ การเรียนรู้ การวิจัย หรือกระบวนการทางปัญญา จึงเป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นธรรมะ เราไปแยกการศึกษา และการวิจัยออกจากกัน การศึกษามีมาก แต่การวิจัยมีน้อย และการศึกษาไป ทำการถ่ายทอดความรู้เก่า ดังนั้น จึงเข้าใจได้ไม่ยากว่า ทำไมประเทศจึงอ่อนแอทางปัญญา นี่เป็นเรื่องที่ฉกรรจ์ยิ่งนัก ระบบการวิจัยจะต้องเข้าไปทำให้การศึกษา กับการวิจัยเข้ามาเป็นเรื่องเดียวกันด้วย อันเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ เมื่อเราเห็นว่า การวิจัยเป็นวิถีชีวิตของคนทุกคน การเรียนรู้กับการวิจัยเป็นกระบวนการทางปัญญาเดียวกัน ระบบการศึกษาทั้งหมดจึงต้องมีการวิจัย องค์กรทั้งหมดต้องเป็นองค์กรเรียนรู้ จึงต้องเป็นองค์กรที่วิจัยได้ การทำอะไรทุกเรื่องต้องสร้างความรู้เพื่อการเรียนรู้จึงต้องการการวิจัย การวิจัยจึงเป็นเรื่องใหญ่และครอบคลุมมาก การจะคิดเรื่องการวิจัย ให้ครอบคลุมทั้งหมด จึงต้องคิดถึงระบบการวิจัยใน 3 มิติ กล่าวคือ 1.วิจัยในทุกพื้นที่ 2.วิจัยในทุกองค์กร 3.วิจัยในทุกเรื่อง หรืออีกนัยหนึ่งการวิจัยเป็นเรื่องที่จะเป็นในทุกองคาพยพของสังคม หรือพูดแบบโรแมนติกว่า การวิจัยจำเป็นทุกอณูของสังคม สมองของสังคมจึงไม่ได้กองอยู่เป็นก้อนเหมือนสมองของคน แต่ธาตุรู้หรือธาตุเรียนรู้หรือธาตุวิจัย ต้องอยู่ในทุกองคาพยพ ของสังคม ระบบวิจัย จึงเป็นระบบที่ใหญ่ ครอบคลุมเชื่อมโยง กับทุกส่วนของชีวิตและสังคม เสมือนระบบสมอง และประสาทที่รับรู้ สร้างปัญญาและใช้ปัญญาทั่วสรรพางค์การของสังคม ระบบประสาท และสมอง มีความสำคัญต่อความอยู่รอดของชีวิตฉันใด ระบบวิจัยก็จำเป็น ต่อความอยู่รอดของประเทศฉันนั้น เพราะการวิจัยคือพลังขับเคลื่อนความถูกต้อง 2.ความต้องการการวิจัยของประเทศ ในเมื่อการวิจัยเป็นวิถีชีวิต หรือเป็นวัฒนธรรม ความต้องการการวิจัยจึงกว้างขวางครอบคลุมมาก ดังนี้ 1.ในทุกคนและทุกครอบครัว มีวัฒนธรรมการเรียนรู้ กล่าวคือ * มีฉันทะในการเรียนรู้ * มีความสามารถในการสร้างความรู้ที่จำเป็น * มีการใช้ความรู้ในการดำรงชีวิตและในการทำงาน * มีความสุขจากการใช้ และจากผลของการใช้ความรู้ 2.ในทุกชุมชนท้องถิ่น หรือทุกพื้นที่ต้องสามารถวิจัยเพื่อดุลยภาพของตัวเอง 3.ในระบบการศึกษา ทุกโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกชนิด ต้องปรับเปลี่ยนการศึกษา ที่เน้นการถ่ายทอดความรู้เก่า มาเป็นการศึกษาที่เน้นการสร้างความรู้ใหม่ หรือการวิจัย และสามารถวิจัยการทำงาน ขององค์กรตัวเองได้ 4.ในองค์กรทุกชนิด เช่น กระทรวง ทบวง กรม มหาวิทยาลัย วัด พรรคการเมือง บริษัท โรงงาน 5.ในประเด็นหรือเรื่องต่างๆ เช่น นโยบายสาธารณะ ยุทธศาสตร์ชาติ การแก้ไขความยากจน การศึกษา สุขภาพ การเกษตร วิทยาศาสตร์ สังคม อุตสาหกรรม ที่กล่าวมานี้เพื่อให้เห็นความกว้างขวาง ครอบคลุมของการวิจัย เพื่อการวางระบบการบริหารการวิจัยได้อย่างทั่วถึง 3 การจัดประเภทการวิจัยเพื่อการบริหาร เพื่อการจัดการส่งเสริมการวิจัยได้อย่างทั่วถึง อาจจัดประเภทการวิจัยได้ดังนี้ (1) การวิจัยในพื้นที่ (2) การวิจัยในองค์กร (3) การวิจัยตามประเด็น (1) สังคม นโยบายสาธารณะ ยุทธศาสตร์ชาติ (2) วิทยาศาสตร์ (3) การศึกษา (4) สุขภาพ (5) การเกษตร (6) อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การวิจัยในพื้นที่ ทุกชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด ต้องสามารถสร้างความรู้ที่ทำให้เข้าใจสภาพ และสถานการณ์ของตน และเกี่ยวข้องกับตนเองตลอดเวลา เพื่อทำให้สามารถดำเนินการพัฒนา อย่างบูรณาการและยั่งยืน จำเป็นต้องมีหน่วยส่งเสริมการวิจัยของจังหวัด หน่วยส่งเสริมการวิจัยของจังหวัด ที่มีประสิทธิภาพ คือกุญแจ การวิจัยในองค์กร องค์กรต่างๆ ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด บริหารจัดการโดยใช้อำนาจ นั้นคือเน้นที่การใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และการสั่งการ ซึ่งทำให้ขาดความสร้างสรรค์ และความสุขของผู้ปฏิบัติงานในองค์กร การที่องค์กรทั้งหมดจะปรับตัว ไปสู่การเป็นองค์กรเรียนรู้ จึงเป็นงานที่ใหญ่มาก ฉะนั้นจึงควรมีหน่วยงานที่ส่งเสริมการวิจัยในองค์กรต่างหากออกไป จากการส่งเสริมการวิจัยตามประเด็น การวิจัยตามประเด็น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุ้นเคยกัน แต่ขาดการวิจัยเรื่องที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ การวิจัยเพื่อสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ การวิจัยเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายสาธารณะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมรุนแรงมาก แต่ขาดกระบวนการนโยบาย ที่อาศัยความรู้เป็นฐาน การวิจัยเพื่อสร้างยุทธศาสตร์มีความสำคัญยิ่ง ความเป็นไปในโลกมีผลกระทบต่อประเทศได้มาก และรุนแรง ต้องมีการวิจัยให้รู้สถานการณ์โลก และวางยุทธศาสตร์ชาติให้เหมาะสม การวิจัยเพื่อสังเคราะห์นโยบายสาธารณะ และการวิจัยเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าจะรวมอยู่ในภาคสังคม ก็ควรได้รับการเน้นเป็นพิเศษ การวิจัยตามประเด็นอาจเพิ่ม ลด หรือรวม ตามความเหมาะสม ระบบการวิจัยใน 3 มิติ อาจทับซ้อนกันบ้าง ซึ่งเป็นของดี 4 การจัดองค์กรบริหารการวิจัย องค์การบริหารการวิจัย ควรมีดังนี้ 1.องค์กรนโยบายการวิจัย ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และทิศทางการวิจัย กำหนดวงเงินงบประมาณวิจัย กำกับติดตามผลการปฏิบัติตามนโยบาย ควรมีคณะกรรมการนโยบายการวิจัยแห่งชาติ และคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติการวิจัยตามสาขา สาขาในที่นี้ นอกจากสาขาที่คุ้นเคยกันแล้ว ควรมีสาขาการวิจัยในพื้นที่ และสาขาการวิจัยในองค์กรด้วย สำหรับคณะกรรมการนโยบายการวิจัย ควรมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อเชื่อมโยงนโยบาย กับการตัดสินใจทางการเมือง ในการใช้ทรัพยากรเพื่อการวิจัย 2.กองทุนสนับสนุนการวิจัย ขณะนี้มี สกว. ต่อไปอาจให้มีกองทุนวิจัย ตามสาขาเพิ่มขึ้น ข้อสำคัญมีความพร้อมในการจัดการในแต่ละสาขา ถ้าไม่พร้อมอย่าทำ 3.หน่วยจัดการการวิจัย เช่น มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย หน่วยส่งเสริมการวิจัยจังหวัด หรือหน่วยจัดการการวิจัยอื่นใดที่ควรมีขึ้นตามความเหมาะสม ข้อสำคัญต้องพัฒนาความสามารถ ในการจัดการการวิจัยอื่นใด ที่ควรมีขึ้นตามความเหมาะสม ข้อสำคัญต้องพัฒนาความสามารถ ในการจัดการทำการวิจัย หรือสร้างนักจัดการการวิจัย องค์การบริหารการวิจัยต้องมีคุณภาพสูงยิ่ง ทั้งในส่วนคณะกรรมการ และส่วนสำนักงาน จึงต้องการความละเอียด ในการวางรูปแบบองค์กร และกระบวนการสรรหาบุคคล เข้าสู่องค์กรกุญแจทองความสำเร็จอยู่ที่ตรงนี้ จึงควรได้รับความสนใจเป็นพิเศษ อย่าทำโดยใช้คำสั่งอย่างเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการอันประณึต ที่พัฒนาระบบบริหารการวิจัยขึ้นมา สำนักงานขององค์กรนโยบายวิจัย และกองทุนสนับสนุนการวิจัย ควรเป็นองค์กรของรัฐที่เป็นอัตโนมัติ (autonomous) หน่วยจัดการความรู้ต่างๆ ก็ควรเป็นอิสระ เพราะถ้าเป็นหน่วยงานที่ถูกสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ก็ไม่สามารถส่งเสริมการสร้างความรู้ที่เป็นความจริงได้ การใช้ความไม่จริงมีโทษมากกว่าความไม่รู้ 5 งบประมาณการวิจัย ระบบการวิจัยเต็มประเทศตามที่กล่าว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่มีวิธีที่จะจัดงบประมาณการวิจัย โดยไม่เป็นภาระเพิ่มขึ้นแก่รัฐบาลเช่น 1.กำหนดให้ 3 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณ เพื่อการปฏิบัติทุกชนิดนำมาใช้เพื่อการวิจัย 2.ออกกฎหมายเก็บภาษีธุรกรรมบางอย่าง มาเข้ากองทุนวิจัย ทำนองเดียวกับการเก็บ 2 เปอร์เซ็นต์ของภาษีบุหรี่และเหล้า เข้าสู่กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ 3.กำหนดให้โครงการใหญ่ๆ ที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก ต้องจัดงบประมาณตามสัดส่วนจำนวนหนึ่งเพื่อการวิจัย เป็นต้น เรื่องงบประมาณการวิจัยนี้ ถ้ารัฐบาลเอาจริงเอาจังก็ไม่สู้มีปัญหาแต่อย่างใด สำคัญอยู่ที่ การบริหารการวิจัยต้องมีคุณภาพ ซึ่งต้องหันกลับไปให้ความสนใจเป็นพิเศษ ถึงการจัดองค์กรบริหารการวิจัย ตามที่กล่าวถึงในตอนที่ 4 6 สรุป การวิจัยคือกระบวนการทางปัญญา คือการเรียนรู้ที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ คือการเอาปัญญา เข้ามาแทนที่การใช้อำนาจ จึงเป็นกระบวนการธรรมะ หรือการทำให้ถูกต้องด้วย การวิจัยจึงควรเป็นวิถีชีวิตของบุคคล ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น ในระบบการศึกษา ในองค์กรต่างๆ และในการทำงานทุกๆ เรื่อง หรือมีการวิจัยทั่วองคาพยพของสังคม เมื่อมีการวิจัยทั่วองคาพยพของสังคมก็เท่ากับเกิดพลังของความถูกตัอง ทั่วทั้งสังคม พลังของความถูกต้องทำให้เจริญ ทำให้เป็นสุข ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การวิจัยจึงเป็นเรื่องของทุกคน และทุกองค์กร ไม่ใช่เฉพาะขององค์กรที่มีคำวิจัยเท่านั้น ฉะนั้นคำว่าระบบวิจัย จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับ "นักวิจัย" และสถาบันวิจัยอย่างที่รู้จักกันเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับทุกคน ทุกพื้นที่ ทุกองค์กร และทุกเรื่อง การมีระบบวิจัยที่ดีจึงเป็นพลังขับเคลื่อนความถูกต้องเต็มสังคม ทุกคนล้วนอยากเห็นประเทศชาติดีขึ้นทั้งสิ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ใหญ่โตซับซ้อน แลบางครั้งสับสนเกินไปจนไม่รู้ว่าจะทำอะไร ลองทำความเข้าใจการวิจัย ในฐานะเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง จะพบทางออกในชีวิตและสังคม การทำความเข้าใจการวิจัย ในฐานะเป็นพลังขับเคลื่อนความถูกต้อง การมีส่วนร่วมของคน และองค์กรทั้งหมด การพัฒนาระบบการวิจัยของประเทศ จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด และจะมีผลลึกถึงรากฐานของชีวิตจิตใจ องค์กร และการอยู่ร่วมกัน จึงขอให้รัฐบาล นักวิชาการ และประชาชน ช่วยกันทำสิ่งที่ดีที่สุด เพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง และการบังเกิดของความสุขสวัสดี หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |