เรื่องที่ "ทักษิณ' ควรเอาเยี่ยง "มหาธีร์"

วิถีทุน : จุมพฏ สายหยุด     กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  3  กรกฎาคม  2546  

เพื่อมิให้เป็นการ "ขาดดุลทางปัญญา" ผมขอเสนอให้รัฐบาลไทย หาทางก๊อบปี้อะไรที่ท่านมหาธีร์เริ่มทำได้เข้าท่าบ้าง หากไทยรักไทยไม่ทำ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะชิงประกาศเป็นนโยบายก็ได้

พรรคพวกที่เดินทางตะลอนเข้าไปใน มาเลเซีย เมื่อสองเดือนก่อน แล้วได้อ่านหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่นั่น ยืนยันกับผมว่า แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่มาเลเซียประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นการก๊อบปี้ จาก รัฐบาลของคุณทักษิณ ชินวัตร จริงๆ

ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก , ภาคเกษตรกรในชนบท และโครงการอสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่รัฐบาลไทยก็อย่าได้ดีใจให้มากนัก เพราะคนที่ริเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ก่อนเพื่อน คือคนที่รับความเสี่ยงทางการเมือง ต่อเมื่อได้พิสูจน์ว่าใช้ได้ผลจริง ผู้ที่เดินตามหลังก็คือผู้ที่มาต่อยอดผลสำเร็จจากความเสี่ยงนั้น

เพื่อมิให้เป็นการ "ขาดดุลทางปัญญา" ผมขอเสนอให้รัฐบาลไทย หาทางก๊อบปี้อะไรที่ ท่านมหาธีร์ เริ่มทำได้เข้าท่าบ้าง หากรัฐบาลไทยรักไทยไม่ทำ พรรคประชาธิปัตย์อาจจะชิงประกาศเป็นนโยบายก็ได้ เรื่องที่ผมเห็นว่าน่าสนใจ คือเรื่อง ตลาดการเงินอิสลาม ( Islamic financial market)

รัฐบาลอาจจะบอกว่าเมื่อเดือนก่อน เราเพิ่งทำพิธีเปิด ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย แต่กว่าทำเรื่องนี้ขึ้นมาได้ก็ใช้เวลาร่วมยี่สิบปีเมื่อนับจากต้นคิด และใช้เวลาสิบปีในการเริ่มผลักดันกฎหมายการจัดตั้งนำโดยกลุ่มวาดะห์ของ คุณวันมูหะมัดนอร์ มะทา คุณเด่น โต๊ะมีนา และส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ท่านเดียว คือคุณธานินทร์ ใจสมุทร

หลักการที่สำคัญของอิสลามเกี่ยวกับระบบธนาคาร คือการห้ามเรื่อง ดอกเบี้ย (Riba) ทั้งการรับและการให้ ซึ่งปรากฏชัดเจนในอัลกุรอาน เช่น "อัลลอฮฺอนุมัติการค้า และห้ามดอกเบี้ย" (2:276) "อัลลอฮฺตัดสิทธิ์ดอกเบี้ยจากความกรุณาทั้งปวง แต่จักเพิ่มพูนสำหรับการบริจาค" อัลลอฮฺได้กำชับว่า ผู้ที่ละเลยไม่คำนึงถึงข้อห้ามเกี่ยวกับดอกเบี้ย เป็นการทำสงครามกับพระองค์ และศาสดา มูฮำหมัด (ซ.ล)

กว่าธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จะถือกำเนิดขึ้น พัฒนาการของตลาดการเงินอิสลามก็รุดหน้าไปมากแล้ว ลำพังแค่การจัดตั้ง ตลาดเงิน (Money Market) เช่น ระบบธนาคารจึงเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียว ที่จะกลายเป็นข้อจำกัด หรือถึงที่สุดก็จะไม่เพียงพอที่จะสกัดกั้นการไหลออกของเงินทุนได้ และยังขาดท่อรับการไหลเข้าของทุน

ยกตัวอย่างเรื่องที่พื้นฐานมากๆ เช่น เรื่องประกันชีวิต ซึ่งมีรายงานข่าวว่าในขณะนี้ ชาวมุสลิมในภาคใต้หันไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิต จากบริษัท TAKAFUL จากมาเลเซียมากขึ้น เพราะเห็นว่ามีเงื่อนไขและหลักการต่างๆ ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม คือไม่มีการให้ดอกเบี้ย หรือนำเงินไปลงทุนเพื่อแสวงหาดอกเบี้ย (คำว่า TAKAFULไม่ใช่ชื่อบริษัทใด บริษัทหนึ่งโดยตรง แต่มีความหมายถึง กิจการประกันภัยที่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม)

TAKAFUL จากมาเลเซีย เคยขอมาเปิดดำเนินการในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการอนุมัติ และในระบบธุรกิจประกันภัยของไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการ ก็ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แม้จะมีเอกชนบางส่วนเริ่มตื่นตัวบ้างแล้ว แต่แนวโน้มที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือ TAKAFUL มาเลเซีย กำลังดึงเงินออมของชาวมุสลิมที่เคร่งศาสนาไปได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ท่านผู้อ่านคงทราบกันดีว่า บรรดาชนชั้นนำและเศรษฐีในตะวันออกกลาง นับเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ในโลกตะวันตก เหตุผลหนึ่งก็คงจะมาจากข้อจำกัดด้านการลงทุนในตลาดเงินในระบบดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในช่วงที่ผ่านมา ก็มีแต่จะสร้างความมั่งคั่งให้กับโลกตะวันตก (ซึ่งก็คือ พวกคริสเตียนและยิว) จึงได้มีความพยายามที่จะพัฒนาระบบการเงิน การธนาคารที่ไม่ขัดกับหลักอิสลามขึ้นมาบ้าง เพื่อให้เงินออมของชาวมุสลิม เป็นเครื่องมือเพื่อการสร้างความมั่งคั่งในโลกมุสลิม

หลักการนี้ก็คล้ายกับไอเดีย เรื่องเอเชียบอนด์ของเรา ที่เห็นว่า ทุนสำรองของชาติในเอเชีย น่าจะสามารถเป็นเครื่องมือเพื่อการสร้างความมั่งคั่งให้กับชาวเอเชียแทนที่จะเป็นฝรั่งแต่ฝ่ายเดียว ทั้งหมดนี้คือ ทิศทางของทุนที่จะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่หลากหลายมากขึ้น คานอำนาจกันมากขึ้น กระจายความเสี่ยงมากขึ้น

รัฐบาลมาเลเซียนั้น ถึงขั้นที่ต้องการที่จะทำให้มาเลเซีย เป็น Regional hub for Islamic finance โดยจะออกใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารอิสลามแก่นักลงทุนต่างชาติ เพื่อเพิ่มสัดส่วนของสินทรัพย์ในระบบธนาคารอิสลามจาก 9.2% เมื่อเทียบกับธนาคารทั้งระบบในปัจจุบัน เป็น 20% ภายในปี 2010

เมื่อกลางปีก่อนรัฐบาลมาเลเซียได้ออกพันธบัตรอิสลาม 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดโลก และขณะนี้ มีแผนจะออกเป็นสกุลเงินยูโร (Islamic Eurobonds) ระหว่าง 550-650 ล้านยูโร โดยให้เหตุผลว่า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อันนี้เป็นเรื่องที่ผมสนับสนุนให้คุณทักษิณ "เอาเยี่ยง" ส่วนอีกหลายเรื่องไม่ต้องไป "เอาอย่าง" ท่านมหาธีร์

พรรคพวกคนเดียวกันที่ไปเที่ยวมาเลเซีย บอกว่าตอนที่ไปมาเลเซียมีสถานีโทรทัศน์อยู่สามช่อง แล้วมีช่องหนึ่งไปทำอะไรขัดใจรัฐบาลไม่ทราบ แทนที่ท่านจะสั่งถอดรายการออกจากผัง ท่านก็สั่งปิดสถานีโทรทัศน์เลย วงประชุมสัมมนานักวิชาการมาเลเซีย ก็ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เลยใช้วิธีหันมาชมประเทศไทยแทนก็มี สื่อมวลชนประเภทสิ่งพิมพ์ก็ฝ่อลงเรื่อยๆ ข่าวประเภทคนตกต้นไม้กลายเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่ง

ได้ฟังแล้วก็กลุ้มใจแทน

 

กลับหน้าแรก