ไทยจะได้อะไร จากเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น

มองมุมใหม่ : นพดล คูห์วัฒนศิลป์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  3  กรกฎาคม  2546  

การไปเยือน ญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมาของนายกฯ กล่าวได้ว่า ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ในการโน้มน้าวให้ญี่ปุ่น ยอมเริ่มการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับไทย สาเหตุก็คงเป็นเพราะว่า กลุ่มเกษตรกรยังเป็นกลุ่มฐานเสียง ที่สามารถชี้เป็นชี้ตาย ความอยู่รอดของพรรครัฐบาลของญี่ปุ่นได้นั่นเอง

บทความนี้ต้องการจะนำเสนอมุมมองการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่น ผ่านทางตัวเลขการค้าการลงทุน นำเสนอข้อดีข้อเสียที่คาดว่าจะได้รับ และจริงๆ แล้วไทยควรจะเปิดเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นหรือไม่

เมื่อดูจากสถิติการค้าย้อนหลังไป 3 ปีจะพบว่า ไทยมีการนำเข้าจากญี่ปุ่นโดยเฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่มีการส่งออกเพียงประมาณปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยขาดดุลการค้าโดยเฉลี่ยถึงปีละประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีเงินลงทุนโดยตรงสุทธิ จากญี่ปุ่นปีละประมาณ 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จะเห็นได้ว่าไทยเราอยู่ในฐานะเสียเปรียบ สาเหตุก็เนื่องมาจากเรายังต้องนำเข้าสินค้าทุนจากญี่ปุ่นปีละเป็นจำนวนมากนั่นเอง

เมื่อลองวิเคราะห์ตัวเลขนำเข้าสินค้าประเภทต่างๆ ที่มีแหล่งนำเข้าจากญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่งจะพบว่า มีสินค้าดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บแสดงเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปริมาณการนำเข้าทั้งหมดในหมวดสินค้านั้นๆ) คือ สินค้าทุน (30%), สินค้าวัตถุดิบ และกึ่งสำเร็จรูป (20%), เหล็ก และเหล็กกล้า (45%), ยานพาหนะ และอุปกรณ์การขนส่ง (62%), แผงวงจรไฟฟ้า (30%), เคมีภัณฑ์ (24%) จะเห็นได้ว่า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิที่นำเข้ามาเพื่อการผลิตไว้ใช้บริโภคในประเทศ และการส่งออก

ด้านการส่งออก จะพบว่า สินค้าส่งออกของไทยไปญี่ปุ่น ส่วนใหญ่ก็คือ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์และชิ้นส่วน, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น สินค้าส่งออกไปญี่ปุ่น 20 อันดับแรก คิดเป็นเพียง 55% (ประมาณ 5,500 ล้านดอลลาร์) ของมูลค่าการส่งออกไปญี่ปุ่นทั้งหมด ในขณะที่สินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น 20 อันดับแรกคิดเป็นถึง 93% (ประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์) ของมูลค่านำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งหมด

การที่สินค้าส่งออกไปญี่ปุ่น 20 รายการแรก คิดเป็นมูลค่าเพียงแค่ครึ่งเดียวของการส่งออกทั้งหมด แสดงว่า สินค้าไทยที่ส่งไปขายญี่ปุ่นกระจายตัวไปในแทบทุกหมวดหมู่สินค้า และในสัดส่วน 55% ดังกล่าว เป็นส่วนที่เป็นสินค้าเกษตรอยู่ 15% ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่ไม่เลวนัก (แม้ว่าจะไม่มีข้าว, น้ำตาลทราย, มันสำปะหลัง, หรือผักผลไม้รวมอยู่ด้วยก็ตาม)

ไทยต้องการที่จะลดตัวเลขการขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นให้ได้มากที่สุด การลดการนำเข้าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่นของไทยล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าทุนที่ไทยไม่สามารถผลิตได้เอง ที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมทั้งสิ้น

ยิ่งมีการลงทุนในไทยโดยนักลงทุนชาวญี่ปุ่นมากเท่าไร ไทยก็จะยิ่งต้องนำเข้าสินค้าทุนเหล่านี้จากญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น นอกเสียจากว่าไทยจะเลิกส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่น และหันไปพึ่งพาการลงทุน และเทคโนโลยีการผลิตจากที่อื่นแทน หรือไทยก็จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาเองเพื่อให้สามารถผลิตสินค้าทุนดังกล่าวให้ได้ด้วยตัวเอง ในเมื่อการลดการนำเข้าทำได้ยาก ไทยก็ต้องหันมาเพิ่มการส่งออกแทน และสินค้าที่ไทยคิดว่ามีศักยภาพที่จะสามารถแข่งขันได้ก็คือ สินค้าทางการเกษตรนั่นเอง

แต่เนื่องจากตอนนี้ญี่ปุ่นยังไม่เปิดให้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรได้อย่างเสรี แนวทางหนึ่งที่ไทยนำมาใช้เพื่อให้ญี่ปุ่นเปิดตลาดสินค้าเกษตร ก็คือ การเสนอทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างกัน แต่ต้องไม่ลืมว่า การทำเขตการค้าเสรีที่จะไม่ให้ขัดกับข้อตกลงของ WTO จะต้องให้ครอบคลุมปริมาณการค้าระหว่างกันไม่น้อยกว่า 90% เมื่อเป็นเช่นนี้ บางท่านอาจจะเป็นกังวลว่า สินค้าอุตสาหกรรมคุณภาพดีจากญี่ปุ่นจะหลั่งไหลเข้ามา และทำให้ไทยยิ่งเสียดุลการค้ามากขึ้นไปอีก

ข้อนี้ไม่น่าจะเป็นกังวลมากนัก เพราะสินค้าอุตสาหกรรมที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้นนั้น ส่วนใหญ่ก็มีฐานการผลิตอยู่ในไทยอยู่แล้ว การนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปก็คงจะเพิ่มแต่เฉพาะสินค้าที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีขั้นสูงจริงๆ เท่านั้น

ดังนั้น หากเราสามารถชักจูงให้ญี่ปุ่นยอมเปิดเขตการค้าเสรีกับไทยได้ ไทยเราก็จะได้ประโยชน์จากการส่งสินค้าเกษตรไปขายได้มากขึ้น อุปสรรคเพียงประการเดียวที่ญี่ปุ่นตั้งป้อมไม่ยอมเจรจาด้วยก็คือ เรื่องข้าว ที่ถึงอย่างไรญี่ปุ่นก็ไม่ยอมเปิดตลาดง่ายๆ แน่ เพราะข้าวเป็นสินค้าอาหารเพียงชนิดเดียวที่ญี่ปุ่นภูมิใจว่า สามารถผลิตเลี้ยงคนทั้งประเทศได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า

ถ้าไทยยอมยกเว้นนำเอาข้าวออกจากการเจรจา ไทยจะสามารถเปิดเขตการค้าเสรีกับญี่ปุ่นได้ในเวลาอันรวดเร็วแน่นอน ผลประโยชน์ทางด้านการค้าและการลงทุนที่เพิ่มขึ้นมีมากกว่าผลประโยชน์จากการขายข้าวให้ญี่ปุ่นได้แน่นอน ถึงญี่ปุ่นจะเปิดตลาดข้าวให้ไทย ข้าวไทยก็ไม่เป็นที่นิยมของคนญี่ปุ่นอยู่ดี ถึงอย่างไรคนญี่ปุ่นก็ไม่กินข้าวไทย

เราต้องไม่ลืมว่า จุดประสงค์ของนักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นชาติใดในโลกก็คือ ต้องการแสวงหาผลกำไรจากการลงทุน คงไม่มีใครมาห่วงใยเราว่า หากเขามาลงทุนแล้วจะทำให้ประเทศนั้นต้องเสียดุลการค้าหรือไม่อย่างไร เป็นหน้าที่ของเราเองที่ทำอย่างไรให้เขาซื้อของที่เราผลิตในประเทศให้ได้

การเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศพัฒนาแล้ว น่าจะส่งผลให้การค้าการลงทุนระหว่างกันเพิ่มมากขึ้น แต่จะเป็นการเร่งให้เกิดการขาดดุลการค้า หรือขาดดุลบริการเพิ่มขึ้นในระยะสั้น และระยะกลาง จริงอยู่ว่า การเปิดเขตการค้าเสรีจะทำให้ขายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น แต่ปริมาณการค้ายังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสินค้าอุตสาหกรรม และภาคการบริการ

สำหรับระยะยาว ผลกระทบขึ้นอยู่กับการปรับตัวของเราเองว่า เราจะเตรียมตัวให้พร้อมรับการแข่งขัน (กับจีน) ได้หรือไม่ เชื่อได้ว่าจีนจะพัฒนาอุตสาหกรรมให้สามารถเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวได้ในเวลาอันใกล้ หากเราไม่รีบพัฒนาตัวเองให้หนีห่างออกไป

เงื่อนไขที่ไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดเขตการค้าเสรีไม่ได้อยู่ที่ว่า ไทยจะเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีได้จำนวนมากประเทศเท่าใด แต่อยู่ที่ไทยสามารถทำการปฏิรูปโครงสร้างภาคการผลิตให้สามารถผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานอย่างจริงจัง และที่สำคัญ ผลิตประชากรที่มีคุณภาพ มีการศึกษาได้เพียงพอหรือไม่ต่างหาก

ตราบใดที่เรายังไม่พัฒนาการศึกษา ไม่พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นพื้นฐานของเราเอง เราก็ต้องนำเข้าสินค้าทุนอยู่ร่ำไป และเราก็ต้องขาดดุลการค้าแบบนี้อยู่ตลอดไป

 

กลับหน้าแรก