|
มรดกบาปข้าวอียู
กับนโยบายข้าวหอมมะลิไทย
วาดฝัน วรรณดี กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เรียกได้ว่าควันของความไม่ชอบมาพากล ของการจัดสรรโควตาข้าวอียู กรณีบริษัทแลงบีช ยังไม่ทันจางหาย การจัดสรรโควตาข้าวอียูปี 2546 อีก 50% ที่เหลือ เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งหลายเสียงให้ความเห็นว่าเป็นการ "ไถ่บาป" จากเรื่องอื้อฉาวครั้งก่อน ก็แสดงให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวในระดับนโยบาย ในเรื่องข้าวของกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง บทความชิ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิพากษ์นโยบายการจัดสรรโควตาข้าวอียู และผลกระทบจากนโยบายนี้จากระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยการจัดสรรปริมาณข้าวส่งออกภายใต้โควตาภาษีไปสหภาพยุโรปสำหรับปี 2546 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 พอที่จะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ 1. จัดสรรโควตาปริมาณ 10% ให้แก่ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน โดยดูจากประวัติ 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งให้เหตุผลว่า เป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังประเทศจีนมากขึ้น ตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ 2. อีก 40% จัดสรรให้ผู้ส่งออกที่มีประวัติส่งออกข้าวขาวไปสหภาพยุโรป (EU) ในช่วง 3 ปีย้อนหลัง 3. ผู้ส่งออกที่ได้รับโควตาต้องซื้อข้าวหอมมะลิจากสต็อกของรัฐบาลในปริมาณที่ไม่น้อยกว่าจำนวนที่ได้รับโควตา ในราคาหน้าคลังสินค้า (Ex-Warehouse) ตันละ 570 ดอลลาร์สหรัฐ อะไรคือความบิดเบี้ยวของการจัดสรรโควตาข้าวอียูครั้งนี้ ความบิดเบี้ยวประการแรก การจัดสรรโควตา 10% ให้ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน โดยอ้างว่าเป็นการสร้างแรงจูงใจให้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังประเทศจีนมากขึ้น จริงอยู่ว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจในการจัดสรรโควตาข้าวอียู ฉะนั้นจะออกระเบียบอย่างไรก็ตามแต่เห็นสมควร แต่ด้วยเหตุผลข้างต้นไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะอธิบายได้ว่า ทำไมเพื่อที่จะส่งเสริมการส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน จึงต้องจัดสรรโควตาข้าวอียูให้ผู้ส่งออก ถ้าพูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ ไม่เข้าใจว่าโควตาข้าวอียูไปเกี่ยวอะไรกับการส่งเสริมการส่งออกข้าวหอมมะลิไปจีน (หรือนี่จะเป็นการจัดสรรโควตาแบบบูรณาการ???) แล้วทำไมกระทรวงพาณิชย์ไม่ออกมาตรการที่สร้างแรงจูงใจโดยตรงกับผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน นอกเหนือจากจัดคณะไปประเทศจีนเพื่อประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิ และถ้าคำนึงถึงผลที่จะได้รับจากนโยบายนี้ตามตรรกะที่กระทรวงพาณิชย์ให้เหตุผลก็คือ กระทรวงพาณิชย์เห็นว่าการที่ผู้ส่งออกข้าวไปประเทศจีนได้รับโควตาข้าวอียู จะทำให้ยอดการส่งออกข้าวหอมมะลิไปจีนมากขึ้น หรือการขยายของการส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน เป็นผลมาจากการที่ผู้ส่งออกได้รับโควตาข้าวอียู จะมองมุมไหนประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็คิดตามไม่ทันถึงความเป็นเหตุเป็นผลของนโยบายนี้ ความบิดเบี้ยวประการที่สอง การที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดว่า ผู้ส่งออกที่ได้รับโควตา ต้องซื้อข้าวหอมมะลิจากสต็อกของรัฐบาลในราคาหน้าคลังสินค้าตันละ 570 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตรงนี้หลายเสียงอาจจะชื่นชมว่าเป็นการระบายสต็อกข้าวรัฐบาลที่เกิดจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก อีกทั้งสามารถขายข้าวหอมมะลิได้ในราคาสูง เพราะราคา FOB ในตลาดอยู่ในระดับประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามสังคมไทยยังไม่รับรู้ "วาระซ่อนเร้น" ของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งไม่ได้ถูกเขียนลงในระเบียบการจัดสรรโควตาข้าวอียู คือข้าวในสต็อกรัฐบาลที่ "บังคับขายพ่วง" ในระเบียบนั้น เป็นข้าวหอมมะลิเก่าปี 2544/45 ไม่ใช่ข้าวหอมมะลิปีปัจจุบัน (2545/46) เงื่อนไขที่มิได้ระบุในระเบียบนี้ สะท้อนอย่างมีนัยสำคัญถึงวาระซ่อนเร้นและความบิดเบี้ยวอย่างมโหฬารของนโยบายข้าวหอมมะลิไทย ข้าวในสต็อกรัฐบาลปี 44/45 ย่อมมีการเสื่อมสภาพ การที่ผู้ส่งออกนำข้าวเก่าปี 44/45 ที่ถูกบังคับซื้อไปส่งออก ย่อมมีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยที่กระทรวงพาณิชย์เองบังคับใช้อย่างเข้มงวด เห็นได้จากที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ ก็มีข่าวสรุปผลการตรวจสอบของกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้พบผู้ส่งออกข้าว ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบคุณภาพข้าว (เซอร์เวย์) ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย และได้มีการลงโทษไปแล้ว คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมกระทรวงพาณิชย์จึงบังคับขายข้าวเก่าปี 44/45 ให้แก่ผู้ส่งออกข้าว ถ้าหวังว่าจะให้นำข้าวนี้ใช้เพื่อการส่งออก ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ทั้งๆ ที่กระทรวงพาณิชย์น่าจะรู้ว่า ข้าวเก่าที่เสื่อมสภาพอาจไม่ผ่านมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย และในขณะเดียวกัน กระทรวงเองก็เข้มงวดกับผู้ส่งออกข้าวและผู้ประกอบการตรวจสอบสินค้าในเรื่องมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย เพื่อยกระดับคุณภาพ และความน่าเชื่อถือกับตลาดโลก นี่จึงเป็นนโยบายที่ขัดแย้งกันเอง ทางหนึ่งก็เข้มงวดกับผู้ส่งออกในเรื่องมาตรฐาน อีกทางหนึ่งก็ขายข้าวที่เสื่อมสภาพให้แก่ผู้ส่งออก เสมือนกับผู้ทำหน้าที่จับโจรเป็นผู้ปล่อยของโจรเสียเอง และจะเป็นที่น่าสนใจยิ่ง ถ้ากระทรวงพาณิชย์รู้อยู่แก่ใจว่า ถึงอย่างไรข้าวหอมมะลิเก่าปี 44/45 นั้น ไม่ผ่านมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งทำการส่งออกไม่ได้ แต่ยังบังคับให้ผู้ส่งออกข้าวซื้อข้าวเก่านี้ และให้ผู้ส่งออกข้าวไปหาซื้อข้าวในตลาดเพื่อส่งมอบให้ลูกค้าปลายทาง ถ้าเป็นเช่นนี้ก็คงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่า วัตถุประสงค์ของการที่กระทรวงพาณิชย์บังคับขายข้าวหอมมะลิเก่าปี 44/45 แก่ผู้ส่งออกข้าวที่ได้รับโควตาข้าวอียู คือกระทรวงต้องการจะระบายข้าวหอมมะลิเก่าในสต็อกรัฐบาลออกมา และเมื่อสบโอกาสก็ "หักคอ" ขายพ่วงในราคาสูงกับการจัดสรรโควตาข้าวอียู เท่ากับว่าเป็นการผลักภาระมาให้ผู้อื่นอย่างถูกต้องตามระเบียบราชการ ขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ ถ้าย้อนไปดูนโยบายที่จัดสรรโควตาข้าวอียูให้ผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีนมากขึ้น แต่ที่แท้จริงแล้วผู้ส่งออกข้าวกลับได้รับทุกขลาภถึง 2 ชั้น คือ 1) ต้องรับภาระต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาดคือ ต้นทุนราคาข้าวหอมมะลิ(เก่า) จากสต็อกรัฐบาลที่ 570 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน 2) ข้าวหอมมะลิเก่าที่ซื้อมาไม่สามารถนำไปปรับปรุงเพื่อส่งออกได้ เนื่องจากไม่ผ่านมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย ต้องซื้อข้าวใหม่จากตลาดเพื่อส่งออก และต้องมีภาระต้นทุนในการจัดเก็บข้าวเก่าที่ซื้อมาจากรัฐบาลไว้จนกว่าจะหาทางระบายข้าวนี้ออกไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่าแทนที่นโยบายนี้ จะสนับสนุนผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิไปประเทศจีน แต่กลับลดขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการส่งออก ด้วยภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งรัฐเองเป็นผู้สร้างขึ้นมาให้ผู้ประกอบการ ดังนั้นการจัดสรรโควตาข้าวอียูครั้งนี้ จึงไม่ใช่การ "ไถ่บาป" แต่เป็นการโยนมรดกบาปให้แก่ธุรกิจข้าวไทย เชื่อว่าสังคมไทย โดยเฉพาะคนที่เกี่ยวโดยตรงกับธุรกิจข้าวหอมมะลิ คือชาวนาในฐานะผู้ผลิต โรงสีในฐานะผู้แปรรูป ผู้ส่งออกในฐานะผู้ปรับปรุงคุณภาพและส่งมอบให้ลูกค้าปลายทาง ผู้ประกอบการค้าข้าวภายในประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปในฐานะผู้บริโภค จะมีความไม่สบายใจกับการกำหนดนโยบายเช่นนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงข้าวหอมมะลิไทย ซึ่งถือได้ว่าเป็นสมบัติของชาติ
|
| กลับหน้าแรก |