เขตการค้าเสรีไทย-จีน ระวังผลกระทบระยะยาว

มองมุมใหม่ : ผศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์    กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  31 กรกฎาคม 2546

ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-จีน นับเป็นความสำเร็จที่สำคัญยิ่งของรัฐบาลไทยรักไทย ในการบุกเบิกตลาดการค้าสำหรับสินค้าส่งออกของไทย ไปยังตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประเทศไทยในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ไม่มีท่าทีที่ชัดเจนต่อจีน เพราะนโยบายการค้า และการลงทุนของรัฐบาลประชาธิปัตย์นั้น หันไปทางตะวันตกเป็นหลักคือ เน้นยุโรปและสหรัฐอเมริกา อีกทั้งให้ความสำคัญ กับการเปิดการค้าเสรีในกรอบองค์การการค้าโลก มากกว่าการจับคู่ทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศบางประเทศ

แต่ท่าทีของไทยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงภายใต้รัฐบาลไทยรักไทย คือนอกจากจะหันมาเน้นการแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ๆ ในยุโรปตะวันออก ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาแล้ว ยังมุ่งทำความตกลงการค้าเสรีเจาะจงเป็นประเทศ เช่น บาห์เรน จีน อินเดีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ในแต่ละกรณี ก็พยายามเร่งผลงานขั้นต้นให้ได้เร็วที่สุด เช่น ให้มีการค้าเสรีอย่างเร่งด่วนในกลุ่มสินค้าจำนวนหนึ่ง ที่ไม่มีข้อขัดแย้งก่อน ที่เรียกว่า เก็บเกี่ยวผลเร็ว หรือ early harvest แล้วจึงค่อยๆ เจรจาเปิดการค้าเสรีในสินค้ากลุ่มอื่นต่อไป

การเปิดการค้าเสรีกับจีน เป็นนโยบายการค้าต่างประเทศข้อแรกๆ ที่รัฐบาลไทยรักไทยประกาศที่จะทำให้สำเร็จให้เร็วที่สุด โดยรัฐบาลได้ส่งรัฐมนตรีและคณะผู้แทนเจรจา ไปผลักดันเรื่องนี้กับฝ่ายจีนหลายรอบ แม้แต่นายกรัฐมนตรีไทยเอง ก็เดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อผลักดันเรื่องนี้

ปัญหาที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่เพราะจีนไม่ต้องการค้าเสรีกับไทย แต่เป็นเพราะจีนต้องการเปิดการค้าเสรี กับกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งกลุ่มเลยทีเดียว ไม่ใช่เปิดการค้าเสรีกับอาเซียนทีละประเทศ

จีนมีนโยบายที่ชัดเจน และเอาจริงเอาจังมากในการขยายการค้ากับกลุ่มอาเซียนโดยรวม เพราะกลุ่มอาเซียนเป็นตลาดขนาดใหญ่ มีประชากรหลายร้อยล้านคน มีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสูง มีระดับรายได้และมาตรฐานการครองชีพที่ดี สามารถรองรับสินค้าอุตสาหกรรมราคาถูกจากจีนได้

ในขณะเดียวกัน กลุ่มอาเซียนก็มีทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการผลิตทางเกษตรและอุตสาหกรรมที่สนองวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลางให้แก่อุตสาหกรรมของจีนได้ดีเช่นกัน ฉะนั้น ทรรศนะของจีนต่ออาเซียน จึงไม่ใช่เพียงเข้าครอบครองตลาดด้วยการทุ่มขายสินค้าราคาถูกแบบกินรวบ แต่จีนมองอาเซียนในฐานะหุ้นส่วน ของระบบเศรษฐกิจในเอเชียมากกว่า

เขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน มีศักยภาพที่จะเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ทรงพลังอย่างยิ่งเช่นเดียวกับสหภาพยุโรป หรือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟตา) ดังจะเห็นได้ว่า จีนและกลุ่มอาเซียนรวมกันมีประชากรถึง 1,700 ล้านคน มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ปัจจุบันกลับมีการค้าระหว่างกันรวมเป็นมูลค่าเพียงกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพียงร้อยละ 1 ของจีดีพีเท่านั้น ฉะนั้น จึงยังมีโอกาสที่จะขยายการค้าไปได้อีกมาก

แต่อุปสรรคของการเปิดการค้าเสรีจีน-อาเซียนที่ผ่านมาคือ มาเลเซียและอินโดนีเซียพยายามเตะถ่วงการเจรจา ในขณะที่ฟิลิปปินส์นั้นมุ่งความสนใจไปที่สหรัฐอเมริกาและยุโรป

ท่าทีของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีต่อจีนนั้นมีลักษณะกำกวม เพราะด้านหนึ่ง จีนกำลังกลายเป็นมหาอำนาจ ทางอุตสาหกรรมของเอเชีย ที่สามารถผลิตสินค้าบริโภคในราคาถูกได้แทบทุกชนิด อีกทั้งมีคุณภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากส่งออกมาตีตลาดในภูมิภาคแถบนี้ อุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมของประเทศเหล่านี้ ก็คงประสบปัญหาและไม่มีทางแข่งขันได้แน่นอน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง จีนก็มีศักยภาพที่จะเป็นตลาดซื้อสินค้าส่งออกจากกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างไม่จำกัด จากรายได้ของประชากรจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีกำลังซื้อสูง และมีความต้องการบริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขนาดของตลาดอันใหญ่โตมโหฬารจากจำนวนประชากรกว่าหนึ่งพันล้านคน โดยเป็นชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อถึงหลายร้อยล้านคน

ท่าทีของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีต่อจีน จึงมีลักษณะขัดแย้งกันเอง โดยมาเลเซียและอินโดนีเซีย มีท่าทีไม่กระตือรือร้น ที่จะเปิดการค้าเสรีกับจีน เพราะกลัวการทุ่มสินค้าจีนเข้ามาในตลาดของตน รวมทั้งปัญหาทางเชื้อชาติภายในประเทศ ในขณะที่สิงคโปร์และไทย พยายามผลักดันการค้าเสรีกับจีนให้รวดเร็ว ทำให้รัฐบาลไทยที่ผ่านมา ต้องทำงานอย่างหนักในการชักจูงสมาชิกกลุ่มอาเซียนอื่นๆ ให้เห็นดีเห็นงามไปกับการเร่งเปิดการค้าเสรีกับจีน

การส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีน ปัจจุบันยังมีอุปสรรคอยู่มาก เพราะจีนยังคงใช้ระบบการค้า ที่ควบคุมโดยหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชนของจีนเอง เมื่อต้องการนำเข้าสินค้าหลายรายการ ก็ยังต้องขออนุญาต จากหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง

หากผู้นำเข้าเป็นธุรกิจที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจจีน ผู้นำเข้าจะต้องเปิดบัญชีฝากเงินค้ำประกัน ไว้กับธนาคารจีน และจะได้เงินคืนต่อเมื่อนำเอาสินค้าเข้ามาผลิต เป็นสินค้าขายส่งออกไปต่างประเทศแล้วเท่านั้น นอกจากนี้ จีนก็ยังมีอัตราภาษีศุลกากรที่สูงมาก ในสินค้าอุตสาหกรรมส่วนใหญ่อีกด้วย

ปัจจุบัน การผลักดันการค้าเสรีกับจีน มีผลสำเร็จในขั้นต้น เป็นข้อตกลงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 โดยจีนยอมลดอัตราภาษีศุลกากร ที่เก็บจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากอาเซียน (ยกเว้นฟิลิปปินส์) โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 จากนั้น จีนจะทยอยลดอัตราภาษีศุลกากรอีก 600 รายการสำหรับสินค้าอาเซียนภายในปี 2549

แต่รัฐบาลไทยนั้นกระตือรือร้นอย่างสูงที่จะเปิดตลาดค้าเสรีกับจีน จึงได้เจรจากับฝ่ายจีนขอเปิดการค้าเสรีสินค้าเกษตร และพืชผักผลไม้เร็วกว่านั้นอีกสามเดือน คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 นี้ ซึ่งทันพอดีกับ การประชุมสุดยอดผู้นำเศรษฐกิจเอเปก ในเดือนเดียวกัน

ผลกระทบในระยะสั้นนั้น เป็นผลดีต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะไทยจะส่งสินค้าเกษตร ผักและผลไม้เมืองร้อนไปขายคนจีนได้ โดยไม่มีอุปสรรค ถึงขั้นอาจทำให้ผักผลไม้ในประเทศไทย มีราคาแพงเป็นประวัติการณ์ ส่วนไทยก็ไม่สูญเสียประโยชน์มากนัก เพราะปัจจุบันก็มีการลักลอบนำเข้าผักผลไม้จากจีน ปีละหลายพันล้านบาทอยู่แล้ว การค้าเสรีเพียงแต่ทำให้สินค้าเหล่านี้ถูกกฎหมาย และมีราคาถูกลง เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

การเร่งเปิดการค้าเสรีกับจีน จึงนับเป็นกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่กระตุ้นการค้า และการส่งออกในระยะสั้นอย่างได้ผลที่สุด เกษตรกรไทยที่ปลูกผักผลไม้และพืชเกษตรอื่นๆ เช่น ยางพารา จะได้ประโยชน์จากปริมาณส่งออก และราคาสินค้าที่สูงขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ผู้บริโภคไทยก็มีทางเลือกซื้อสินค้าจีนที่มีราคาถูกและถูกกฎหมาย

แต่ผลกระทบระยะยาวต่ออุตสาหกรรมในประเทศไทยนั้น อาจไม่สวยหรู เพราะยังไม่แน่ชัดว่า อุตสาหกรรมไทยจะยืนหยัดสู้กับสินค้าจีน ที่มีคุณภาพดีและราคาถูกได้อย่างไร หรืออุตสาหกรรมไทยจะสามารถยกระดับ ไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพกว่า และราคาสูง โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับจีนโดยตรงได้หรือไม่

 

กลับหน้าแรก