|
เสรีภาพและจริยธรรม
ของสื่อมวลชน
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวลน้อย ตรีรัตน์ มติชนรายวัน วันที่ 30 กรกฎาคม 2546 หนังสือพิมพ์มีบทบาทที่สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองของประเทศ โดยทำหน้าที่เป็นกลไกที่สำคัญในกระบวนการถ่ายโอนข้อมูลข่าวสารระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมเป็นเสมือนตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างทุกส่วนของประเทศให้สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี หนังสือพิมพ์จึงสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวง แต่อย่างไรก็ตามความสำคัญในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง ของข้อมูลข่าวสาร ก็อาจทำให้การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน สามารถให้ประโยชน์และโทษกับคนกลุ่มต่างๆ ได้ ขณะเดียวกันบทบาทและอำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้สร้างระบบอำนาจให้เกิดขึ้นในสถาบันของสื่อสารมวลชน ซึ่งอาจมีผลให้หนังสือพิมพ์บางกลุ่มใช้ประโยชน์จากบทบาทหน้าที่นี้เพื่อประโยชน์ของตน หรือธุรกิจของตนเองได้ ความกลัวในพลังอำนาจของสื่อมวลชนทำให้ในอดีตมีความพยายามที่จะควบคุมสื่อมวลชนอย่างมากมาย โดยผ่านกลไกทางกฎหมายและกลไกของรัฐ เพื่อปิดกั้นมิให้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของระบบมาโดยตลอด แม้ว่าประเทศไทย จะได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเข้าสู่ระบบประชาธิปไตย สื่อมวลชน ก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุม ของรัฐบาลทหาร และข้าราชการโดยสื่อมวลชนประเภทวิทยุ และโทรทัศน์ ตกเป็นของรัฐบาลทั้งหมด ในขณะที่สื่อมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นของเอกชนก็ได้ถูกปิดกั้นเสรีภาพด้วยนโยบายทางการเมือง และกฎหมายอย่างเข้มงวดมาเป็นเวลายาวนาน แม้ว่าจะได้รับเสรีภาพบ้างก็เพียงช่วงสั้นๆ เท่านั้น ทำให้สื่อมวลชนไทยเน้นการให้ข่าวสารเพื่อความบันเทิงสูง ในขณะที่เสรีภาพการให้ข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง อยู่ในขอบเขตที่จำกัด เนื่องจากต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มการเมือง ซึ่งเป็นผลให้เกิดต้นทุนทางสังคมอย่างมากมาย ในรูปของการคอร์รัปชั่น การพัฒนาที่เอื้อประโยชน์ ให้กับผู้มีอำนาจบางกลุ่ม จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ เสรีภาพในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนประเภทต่างๆ ซึ่งมีหนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่สำคัญ เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับเสรีภาพของประชาชน เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ในระบอบประชาธิปไตย เพราะหนังสือพิมพ์มีภาระหน้าที่ เป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาล กับประชาชน และระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมเป็นตัวแทนประชาชน โดยสื่อมวลชนมีหน้าที่ในการสอดส่อง และตรวจสอบการทำงานของรัฐ เป็นปากเสียงให้กับประชาชน พิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบการอาชีพนี้จึงต้องการเสรีภาพ ในการปฏิบัติงาน เสรีภาพในการนำเสนอข่าว และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาทุกรัฐบาลมักคิดว่าเสรีภาพเหล่านั้น จะกระทบกระเทือนต่อเสรีภาพของตน จึงพยายามใช้กลไกต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นกลไกทางกฎหมาย, อำนาจทางการเมือง และเศรษฐกิจตลอดจนการใช้เงิน เพื่อซื้อสื่อมวลชนบางส่วน มาควบคุมการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ ถึงแม้ว่าเสรีภาพในการนำเสนอข่าวเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสังคมประชาธิปไตย แค่เสรีภาพดังกล่าวจะต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยเช่นกัน ดังนั้น จึงได้มีการถกเถียงกันถึงการสร้างกลไกในการควบคุมสื่อ ที่จะต้องไม่กระทบกระเทือนในเสรีภาพ ของสื่อในการเสนอข่าว เพื่อผลประโยชน์ของสาธารณชน ในขณะเดียวกันการนำเสนอนั้น จะต้องไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น การกำกับและควบคุมหนังสือพิมพ์ จึงเป็นไปเพื่อให้เกิดการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง และเป็นธรรมกับสาธารณชน โดยการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง หมายถึงการนำเสนอข่าว ในระดับที่มีความเหมาะสม ต่อสิทธิ และเสรีภาพ ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว การนำเสนอข่าวต้องไม่สร้างความเสียหายหรือเป็นการล่วงละเมิดต่อบุคคลอื่นมากเกินสมควร และหากมีความเสียหายเกิดขึ้น บุคคลที่ได้รับความเสียหายจักต้องสามารถเรียกร้อง หรือถามหาการกระทำ เพื่อชดเชยความเสียหายของบุคคลเหล่านั้นได้ ส่วนการนำเสนออย่างเป็นธรรมหมายความว่า ข่าวสารของกลุ่มต่างๆ จะต้องถูกนำเสนอในขอบเขต ที่ใกล้เคียงกันมีความครอบคลุมในเนื้อหาข่าวของกลุ่มที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม กลไกการควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สามารถดำเนินการในเรื่องของการนำเสนอข่าวอย่างถูกต้อง ได้มากกว่าในเรื่องของความเป็นธรรม ในปัจจุบันมีกลไกในการควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์ที่สำคัญ 2 กลไกด้วยกันคือ มาตรการการควบคุมทางกฎหมาย (Legal Regulation) และมาตรการการควบคุมกันเอง (Self Regulation) โดยมาตรการควบคุมทางกฎหมาย เป็นการอาศัยกระบวนการของศาล มีการสร้างภาระต้นทุน ให้กับการเข้าสู่กระบวนการค่อนข้างสูง ส่วนมาตรการการควบคุมกันเองมีอยู่ 2 รูปแบบคือ มาตรการควบคุมกันเองโดยตรง และมาตรการควบคุมกันเองผ่านตัวแทน ซึ่งมาตรการการควบคุมกันเองโดยตรง มักไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร เนื่องจากหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่ถือว่า การตรวจสอบหนังสือพิมพ์ด้วยกัน ไม่ใช่หน้าที่หลักของหนังสือพิมพ์ ทำให้หนังสือพิมพ์พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบกันเอง หรือไม่ทำการตรวจสอบกันเองอย่างเข้มงวดแท้จริง ดังนั้น จึงได้เกิดการควบคุมโดยผ่านตัวแทน ซึ่งก็คือการจัดตั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติขึ้น ท่านอาจารย์เกษม ศิริสัมพันธ์ ได้แสดงปาฐกถาอิศรา อมันตกุล ประจำปี 2546 ในเรื่องการการควบคุมกันเอง ของสื่อมวลชนไว้ว่า จะต้องประกอบด้วยเงื่อนไขที่สำคัญ 3 ประการ คือ หนึ่ง จะต้องมีความเป็นเอกภาพในวิชาชีพที่เห็นร่วมกันว่าจะต้องควบคุมกันเอง สอง การควบคุมกันเองต้องเป็นเรื่องของภาคประชาชนไม่ใช่ของภาครัฐ และสาม อำนาจในการลงโทษเป็นการลงโทษทางสังคมคือ จะต้องเป็นอำนาจที่เกิดจากพลังทางสังคม ไม่ใช่ทางกฎหมาย จากข้อมูลในอดีตพบว่า ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการเสนอข่าว ของหนังสือพิมพ์มีการเลือกใช้กลไก และวิธีการในการเรียกร้องสิทธิของตน แตกต่างกันไปตามกลุ่มอาชีพ และสถานภาพทางสังคม ทั้งนี้พบว่า กลุ่มนักการเมืองข้าราชการ ตำรวจ เลือกที่จะใช้การฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ ขณะที่กลุ่มประชาชนและองค์กรทางสังคมต่างๆ เลือกที่จะใช้การร้องเรียนกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเป็นหลัก เมื่อพิจารณาจากตารางจะพบว่ากรณีฟ้องร้องหนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่เป็นกรณีพิพาทกับนักการเมือง ข้าราชการ และตำรวจมากถึงร้อยละ 73 ซึ่งเห็นได้ว่า กรณีการฟ้องร้องระหว่างนักการเมือง และหนังสือพิมพ์ มีผลค่อนข้างมากต่อการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ เนื่องจากข่าวสารจำนวนมาก เป็นข่าวสารที่อาจจะยากต่อการพิสูจน์ทางกฎหมาย จึงทำให้หนังสือพิมพ์จะต้องพยายามพัฒนาตัวเอง ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางข่าว เพื่อให้ข่าวที่นำเสนอมีความถูกต้อง มีหลักฐานชัดเจน และยากที่จะเอาผิดในการนำเสนอข่าวทางกฎหมายได้ ในส่วนของกรณีพิพาทระหว่างหนังสือพิมพ์และดารานักร้องนั้น พบว่าถึงแม้จะมีอยู่และพบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป แต่เนื่องจากดารานักร้องจำเป็นต้องอาศัยหนังสือพิมพ์เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์เรื่องราวของตนเองให้กับประชาชน และความสำเร็จของดารานักร้องจำนวนมากต้องอาศัยและพึ่งพาหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่มีส่วนแบ่งในตลาดค่อนข้างมาก เมื่อดารานักร้องมีความขัดแย้งกับหนังสือพิมพ์ กระบวนการฟ้องร้องในชั้นศาล เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมมักเกิดขึ้นน้อย หรือแทบไม่มีเลย เนื่องจากความกังวลว่า หากมีการฟ้องร้องก็อาจทำให้หนังสือพิมพ์เกิดความไม่พอใจ และจะทำให้เกิดการลงข่าวในทางลบ หรือไม่สนับสนุนตนเองต่อไปในอนาคตได้ การร้องเรียนของกลุ่มดารานักร้อง ต่อสภาการหนังสือพิมพ์ก็มีค่อนข้างน้อย บุคคลกลุ่มนี้ถือว่าการอยู่เฉยๆ และปล่อยให้ข่าวนั้นเลยผ่านไปเป็นหนทางที่ดีที่สุด ส่วนในกรณีของความขัดแย้งระหว่างหนังสือพิมพ์ กับประชาชนทั่วไปนั้น มีความแตกต่างจากกรณีของดารานักร้อง เนื่องจากประชาชนทั่วไปไม่ใช่บุคคลสาธารณะจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยหนังสือพิมพ์ เพื่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพมากนัก แต่มักเป็นเพราะเมื่อประชาชนทั่วไปที่ได้รับความเสียหาย ที่อาจจะมาจากการละเมิดสิทธิ หรือการนำเสนอข่าวที่ไม่เหมาะสม และต้องการฟ้องร้องหนังสือพิมพ์นั้น สิ่งที่บุคคลกลุ่มนี้ต้องเผชิญอย่างหนักคือ ต้นทุนการฟ้องร้องที่สูงมาก ทั้งในแง่ของต้นทุนที่เป็นต้นทุน ต้นทุนการเสียเวลา ต้นทุนการยืนยันพยานหลักฐาน และพยานบุคคล และไม่มีความชำนาญในการดำเนินการฟ้องร้อง รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นยังยากที่จะพิสูจน์ได้อีกด้วย สุดท้ายแล้ว บุคคลเหล่านี้จึงเลือกที่จะใช้การร้องเรียน ต่อสภาการหนังสือพิมพ์เป็นหนทางออก โดยเรื่องที่มีการร้องเรียนเกือบทั้งหมด จะเป็นเรื่องของจริยธรรมของนักข่าว โดยสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติจะสอบสวน และตัดสิน ซึ่งมักจะเป็นการใช้การตักเตือน และขอร้องให้ลงข่าวให้ถูกต้อง ถึงแม้ว่าการใช้กลไกการร้องเรียน ผ่านสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะเป็นกลไกที่มีต้นทุนต่ำกว่ากลไกทางกฎหมาย แต่ก็เป็นกลไกที่สามารถช่วยให้การนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้อง และสร้างความเสียหาย ให้กับบุคคลผู้ร้องเรียนชะงักลงได้ในบางระดับ แต่ไม่ใช่กลไกที่จะชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น และยังไม่ใช่กลไกที่จะป้องกันปัญหาแบบเดิมที่จะเกิดได้อีกในอนาคต ทั้งนี้เพราะหนังสือพิมพ์บางฉบับอาศัยข่าวดังกล่าว เพื่อสร้างยอดขายให้กับตนเอง ขณะที่บทลงโทษที่จะได้รับอาจเป็นเพียงแค่ การขอโทษที่ลงไว้ในคอลัมน์เล็กๆ เท่านั้น ส่วนการลงโทษทางสังคมก็ยังอ่อนแอเกินกว่าที่จะเห็นผลได้ชัดเจนในเวลาอันใกล้ หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |