|
"สมภพ"
ถล่มซ้ำวายุภักษ์ ป่วนชาติ
หวั่น2 ปี เศรษฐกิจ-สังคม
ล่มสลาย
ปชป.ผสมโรงระดมนักวิชาการชำแหละรัฐ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 กรกฎาคม 2546 นักเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ ถล่มซ้ำ ชี้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบ "หัวมังกุท้ายมังกร" อีกไม่เกิน 2 ปี ระบบการออมของประเทศ จะล่มสลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศ พังทั้งระบบ เตือนรัฐบาลให้หยุดทบทวน ด้าน ทรท.สวนกลับ วิจารณ์กองทุนวายุภักษ์เร็วเกินไป ทั้งที่ขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ปชป.เตรียมซ้ำ "ดีเดย์ 1 สิงหา เปิดประตูสู่ทางเลือก" ประชุมใหญ่วิสามัญ ในภูมิภาคครั้งแรก ระดมนักวิชาการ ชำแหละปัญหาที่รัฐบาล แก้ไขผิดทิศทาง พร้อมทั้งเปิดแนวรุกสนาม กทม.ถึงครัวเรือน หลังจากที่หลายฝ่าย รวมทั้ง ดร.อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ กองทุนรวมวายุภักษ์ โดยเป็นห่วงว่า อาจจะเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดวิกฤติฟองสบู่รอบสองได้ ล่าสุด ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ นักเศรษฐศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความเห็นว่า โดยส่วนตัวคิดว่ากองทุนวายุภักษ์ไม่ได้เป็นตัวการสำคัญของภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ แต่อยู่ที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค แบบหัวมังกุ ท้ายมังกรมากกว่า ดร.สมภพ กล่าวต่อว่า นโยบายที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ คือ นโยบายการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าให้ได้ยอดมูลค่าการส่งออกสูงถึง 76,000 ล้านดอลลาร์ เพราะหมายถึงว่าการจะทำเป้าให้ได้ตามนี้ แบงก์ชาติจะต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยการรั้งค่าเงินบาทไม่ให้แข็งจนเกินไป พร้อมๆ กับปกป้องค่าเงินดอลลาร์ไม่ให้อ่อนตัวมากตามไปด้วย ซึ่งหากปล่อยไว้นานจะเป็นการทำลายค่าเงินบาทภายในประเทศในระยะยาว "ผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องไม่ใช้เรื่องค่าเงิน มาเป็นตัวแปรเรื่องการส่งออกเพียงอย่างเดียว มันจะกลายเป็นดาบสองคม เพราะการเพิ่มปริมาณเงินเข้าไปมาก โอกาสเสี่ยงที่จะเกิดฟองสบู่ก็มีสูงมากตามไปด้วย" ดร.สมภพ กล่าวและว่า ปัญหาที่น่ากลัวในขณะนี้ก็คือ เรื่องสภาพคล่องในระบบที่ล้นเกินไป ยิ่งแบงก์ชาติพยายามดำเนินนโยบายด้วยการให้ค่าเงินบาทอ่อนเป็นตัวตั้ง ก็ยิ่งเท่ากับทำให้สภาพคล่องล้นมากขึ้นไปอีก ถ้าปล่อยไว้นานเข้าจุดจบมันก็อยู่ไม่ไกล "ท่ามกลางสภาวะอย่างนี้ คนที่กำลังถูกลงโทษอย่างสาหัส คือผู้ออมทั่วประเทศ ซึ่งรัฐบาลไม่ควรมองพฤติกรรมการออม ของคนเหล่านี้ ว่ามุ่งแต่เพียงเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว เพราะมันมีนัยยะในเรื่องสังคมอยู่ด้วย ประมาณ 80% ของคนเหล่านี้ไม่ได้รับระบบสวัสดิการทางสังคม การออมจึงเป็นหนทางที่เขาเผื่อไว้สำหรับใช้จ่ายด้านสวัสดิการของตัวเองด้วย ดังนั้นการที่รัฐบาลพยายามสร้างปัจจัยกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายเงิน ด้วยการลดดอกเบี้ย จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูง ที่ภาคการออมของประเทศจะพังทลายลง ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นสถานการณ์มันจะวิกฤติยิ่งกว่าค่าเงินบาทพังเมื่อ 6 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ" ดร.สมภพ กล่าว ดร.สมภพ ยังทำนายด้วยว่า ภาวะดังกล่าวนี้มีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นภายในไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า ถ้าหากรัฐบาลไม่สามารถบริหารตัวแปรภายนอกได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ "สิ่งที่น่ากลัวก็คือ ไม่เพียงระบบเศรษฐกิจที่จะพังเป็นรอบที่สองเท่านั้น แต่คราวนี้ระบบสังคมของประเทศก็จะพังตามไปด้วย ดีไม่ดีอาจไม่ถึงสองปีด้วยซ้ำ ขอให้จับตาดูสถานการณ์ช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่จะมีขึ้นปลายปี 2547 ให้ดี เพราะมันจะมีตัวแปรให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลต่อภาคการเงินตามไปด้วย ถึงตอนนั้นถ้าการบริหารความเสี่ยงของเราด้อยประสิทธิภาพ ก็จะส่งผลกระทบต่อภาคการเงินในประเทศอย่างเลี่ยงไม่ได้" ดร.สมภพ กล่าว นอกจากนี้ ดร.สมภพ ยังกล่าวถึงกองทุนวายุภักษ์ของรัฐบาลด้วยว่า ขณะนี้ถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะนำไปสู่การกระจายตัวของภาคการเงิน จากตลาดเงินไปสู่ตลาดทุน แต่คำถามก็คือกองทุนที่ว่านี้เอื้ออำนวยต่อการมีคุณภาพที่ดีของพัฒนาการในภาคการเงินหรือยัง เพราะสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่การขยายตัวในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว "ถึงวันนี้ผมยังไม่แน่ใจว่ากองทุนนี้จะกระตุ้นให้เกิดการกระจายตัวของภาคการเงินได้เต็มที่ ตอนนี้รัฐบาลควรต้องกำหนดให้ชัดว่าภารกิจของกองทุนเป็นอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าภารกิจที่ทำได้คือการช่วยดูดซับสภาพคล่องในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวรัฐบาลควรต้องจูงใจให้เกิดการกระจายตัวในภาคเอกชนให้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย " ดร.สมภพ กล่าว ขณะที่ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในการประชุมคณะผู้บริหารพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)แสดงความเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของ ดร.สมภพ ว่า นโยบายของรัฐบาลเห็นได้ชัดเจนว่าทำให้สังคมอ่อนแอลงมาก เพราะเป็นการดึงประเทศเข้าไปสู่ระบบที่ให้พึ่งพิงรัฐบาลมากขึ้น รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรทุกอย่างให้ โดยมีเป้าหมายทางการเมืองเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะนี้รัฐบาลได้มีการดึงเงินออมจากหลายๆ ส่วนมาใช้ค่อนข้างมาก เพื่อกระตุ้นให้คนใช้เงินมากขึ้น คือส่งเสริมให้คนเป็นหนี้ ตราบใดที่นายกฯ ยังมีมุมมองว่าถ้าคนไม่เป็นหนี้แล้วจะรวยได้ยังไง นโยบายของรัฐบาลก็คงไม่เปลี่ยน และอีกเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่อยากเปลี่ยนนโยบายก็คือ การมีวาระแอบแฝงทางการเมือง เพื่อที่จะใช้สิ่งนี้เป็นบุญคุณที่ต้องตอบแทนทางการเมือง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ปชป.แถลงผลการประชุมว่า พรรคได้กำหนดให้วันที่ 23-24 ส.ค.นี้ เป็นวันประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคในภูมิภาคครั้งแรก ที่ จ.ขอนแก่น เพื่อพูดถึงปัญหาต่างๆ ของประเทศ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขผิดทิศทาง โดยจะเชิญนักวิชาการจากภายนอกมาแสดงความคิดเห็น และเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหา ส่วนกิจกรรมทางการเมืองที่จะเริ่ม 1 ส.ค.2546 นี้ เรียกว่า "ดีเดย์ 1 สิงหา เปิดประตูสู่ทางเลือก" โดยพรรคจะประกาศจุดยืนของพรรคที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่เป็นความแตกต่างระหว่างแนวทางรัฐบาลกับพรรค ปชป. นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกถึงบ้าน ถึงครัวเรือนประชาชน โดยอาศัยเครือข่ายสาขาพรรค ส.ส. และนักการเมืองระดับท้องถิ่น นอกจากนี้ ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ จะมีการระดมเครือข่ายองค์กรที่สำคัญของพรรคในส่วนของกทม. ทั้ง ส.ส., ส.ก., ส.ข., กรรมการบริหารสาขาพรรค และองค์กรเครือข่ายอื่นๆ มาประชุมเพื่อกำหนดแนวทางในการเคลื่อนไหวด้วย ขณะที่นายพิมล ศรีวิกรม์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้ว่า นักวิชาการเหล่านั้นพูดเร็วเกินไป ทั้งๆ ที่เรื่องนี้หลักการเพิ่งผ่านความเห็นของครม.และอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอรายละเอียด และในวันที่ 1 ส.ค.นี้ รมว.คลัง จะไปบรรยายเรื่องนี้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ต่อสาธารณชน ทั้งนี้การตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาก็เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ให้ดอกเบี้ยฝากต่ำมาก "นักวิชาการที่มองเรื่องนี้ คงพูดโดยขาดความเข้าใจถ่องแท้ ยกตัวอย่างในสหรัฐมีเงินฝากในกองทุนต่างๆ มากมายกว่าเงินฝากในธนาคารอีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องเแปลกแต่อย่างใด อย่าห่วงว่าเป็นการบิดเบือนตลาด หรือทำให้เกิดวิกฤติฟองสบู่ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เพราะกองทุนนี้เป็นการเสนอขายให้ประชาชน มีสิทธิรับรู้ และจะเลือกซื้อเองไม่บังคับ " นายพิมล กล่าว ขณะที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ รายงานผลการวิจัยภาคสนามใน เรื่องความคิดเห็นต่อการจัดตั้งกองทุนรวมวายุภักษ์ : กรณีศึกษาตัวอย่างผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินทั่วประเทศ ซึ่งวิจัยระหว่างวันที่ 22-26 ก.ค.2546 จากการสุ่มสอบถามผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน และธนาคารพาณิชย์ทั่วประเทศ ถึงการจัดตั้งกองทุนจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร พบว่า ร้อยละ 80.7 เห็นว่า จะส่งผลในทางบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย แต่มีเพียงร้อยละ 7.8 เท่านั้นที่เห็นว่า ส่งผลในทางลบ ในขณะที่ร้อยละ 11.5 ไม่มีความเห็น |
| กลับหน้าแรก |