|
อินเดียจะแซงหน้าจีนหรือ?
(1)
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 กรกฎาคม 2546 ถ้ามองว่าจีน เป็นยักษ์ทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง ที่กำลังใหญ่โตขึ้นทุกวัน ก็ควรจะมองอินเดีย ที่กำลังจะทาบรัศมี ในหลายๆ ด้านเหมือนกัน อาจารย์เชื้อสายจีนและอินเดียจากสถาบันดังสุดๆ ของอเมริกาอย่าง MIT และ Harvard สองคนสร้างความฮือฮาใหม่ด้วยการพยากรณ์ว่าอินเดียกำลังจะล้ำหน้าจีนในอนาคตอันใกล้นี้ อย่าได้ประมาทอินเดียซึ่งที่ผ่านมาเคยถูกมองข้ามเพราะมีปัญหาการเมืองและสังคมมากมาย เพราะวันนี้ช่องว่างระหว่างจีนกับอินเดียเริ่มจะหดหายลงไป การแข่งขันกันในเกือบทุกๆ ด้านกำลังจะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างรวดเร็วและเข้มข้นแล้ว ณ วันนี้จีนยังนำอินเดียอยู่หลายขุม เช่นเงินลงทุนต่างประเทศที่เรียกว่า foreign direct investment หรือ FDI ของจีนยังมากกว่าของอินเดียถึงสิบเท่า จีนมี "หวาเฉียว" หรือคนจีนที่อพยพไปตั้งรกรากต่างประเทศที่ฝรั่งเรียกว่า diaspora ที่ร่ำรวยและช่ำชองทางด้านธุรกิจมากกว่าอินเดียอย่างไม่ต้องสงสัย จีนพยายามส่งเสริมให้ต่างด้าวเข้าไปตั้งบริษัทและโรงงานมากขึ้นตลอดเวลา ขณะที่อินเดีย ไม่อยากให้มีนักลงทุนต่างประเทศ ไปปรากฏตัวชัดเจนนัก เพราะจีนไม่อยากให้มี "นายทุน" คนจีนผุดขึ้นมามากและเร็วเกินไป ขณะที่อินเดียยังมีความเป็นสังคมนิยม และชาตินิยมผสมปนเปกันอยู่ในหลายระดับ แต่อินเดียมีสิ่งที่จีนไม่มีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือบริษัทของอินเดียเอง ที่มีความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทที่เก่งกาจสามารถที่สุดของยุโรปและอเมริกา เพราะอินเดียสร้างคนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ การบริหาร และทางด้านการสร้างสรรค์ความบันเทิง ที่ไม่แพ้มะกันและยุโรปเลย ยิ่งทางด้าน software คอมพิวเตอร์ด้วยแล้ว อินเดียก็ได้แสดงความสามารถ ในการส่งเสริมคนเหล่านี้จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก ขณะที่จีนซึ่งอยู่ใต้ระบอบคอมมิวนิสต์มากว่า 50 ปีนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญทางด้านสร้างคนเหล่านี้ ขึ้นมาเป็นแกนหลักของการพัฒนาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ อินเดียอาจจะขาดแคลน hardware ที่เศรษฐกิจทันสมัยจะต้องมีเพื่อการก้าวไปข้างหน้า แต่เรื่อง software แล้วอินเดียไม่เป็นสองรองใคร ไม่ว่าจะเป็น software ของระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบสถาบันการเงิน ที่จำเป็นเพื่อการผลักดันให้เศรษฐกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และทันการ ดังนั้น อินเดียจึงมีฐานของ "ผู้ประกอบการ" หรือ entrepreneurs ทางด้านธุรกิจทั้งระดับใหญ่และกลางกับเล็กหรือ SMEs มากกว่าของจีน บทความเรื่องนี้เขียนโดยอาจารย์ Tarun Khanna แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและ Yasheng Huang และตีพิมพ์ในนิตยสารชื่อดัง Foreign Policy เมื่อไม่นานมานี้เอง เป็นบทวิเคราะห์ที่เรียกเสียงฮือฮาพอสมควร เพราะคนแรกมีเชื้อสายอินเดียและคนหลังมีเชื้อจีน และต่างก็มองจากแง่มุมทางวิชาการ เพื่อเปรียบเทียบให้ทั้งสองประเทศยักษ์ในเอเชียนี้ ได้ตื่นขึ้นมาสร้างความแข็งแกร่งของตัวเอง อย่างเป็นกิจจะลักษณะ หากจะเปรียบมวยกันแล้ว จีนมีประชากร 1.28 พันล้านคน และอินเดียก็ตามไล่มาติด ๆ ด้วย 1.05 พันล้านคนแล้ว เงินลงทุนต่างประเทศของจีนมีสูงกว่าอินเดียมากคืออยู่ที่ 44.2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่อินเดียมีเพียง 3.4 พันล้านดอลลาร์ ประชาชนที่อยู่ในภาวะยากจนของจีนมีร้อยละ 10 ขณะที่อินเดีย มีสูงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนอยู่ที่ 9.6 เปอร์เซ็นต์ซึ่งสูงกว่า 5.5 เปอร์เซ็นต์ของอินเดียอยู่ไม่น้อย ถ้าเทียบจำนวนเครื่องโทรศัพท์ต่อหัว จีนก็มีมากกว่าอินเดียอยู่หลายเท่า เพราะคนจีนทุก 1,000 คนจะมีโทรศัพท์ใช้ 247.7 เครื่อง ขณะที่ของอินเดียมีเพียง 43.8 เครื่อง คนจีนโพ้นทะเลในส่วนต่างๆ ของโลกมี 55 ล้านคน ของอินเดียมีประมาณ 20 ล้านคนเท่านั้น ข้อเสนอของสองอาจารย์ที่ว่าอินเดียกำลังจะข้ามหน้าจีนในอนาคตข้างหน้ามีทางเป็นไปได้หรือไม่? แวดวงวิชาการและนักวิเคราะห์ต่างพากันถกเถียงกันเป็นการใหญ่ คุณยืนอยู่ข้างไหนของเรื่องนี้? อ่านเรื่องราวนี้ในคอลัมน์นี้ในวันต่อไป +++++++++ อินเดียจะแซงจีนในเร็ววัน? (2)กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 28 กรกฎาคม 2546 วันเสาร์ ผมเขียนถึงความเห็น ของนักวิชาการ เชื้อสายจีนกับอินเดียของ MIT กับ Harvard ที่สร้างความเกรียวกราว ด้วยการเขียนบทความร่วมกันว่า อีกไม่ช้าไม่นานอินเดียกำลังจะแซงหน้าจีนทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ทำให้เกิดการถกเถียงกันในแวดวงต่างๆ ว่าจะเชื่อได้จริงหรือไม่ แต่จะจริงไม่จริง, บทความร่วมในนิตยสารชื่อดัง Foreign Policy ของสองท่านนี้ก็ถูกนำไปตีพิมพ์ซ้ำทั้งในจีน และอินเดียกันอย่างคึกคัก เป็นการกระตุ้นทั้งสองประเทศอย่างน่ายินดียิ่ง สำหรับคนไทยเอง บทความนี้เป็นการวิเคราะห์สถานภาพของสองยักษ์แห่งเอเชียที่สำคัญยิ่ง เพราะไทยเราต้องคบหาทั้งสองชาติ และจะต้องสามารถประเมินศักยภาพของอินเดีย และจีนอย่างรอบด้าน เพื่อจะได้วางนโยบายได้ถูกต้อง และไม่มะงุมมะราหงากับข้อมูลผิดพลาดหรือมองกาลสั้นเกินไป อาจารย์สองคนนี้คนหนึ่งมีเชื้ออินเดีย Tarun Khanna แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และอีกคนมีเชื้อจีนคือ Yasheng Huang แห่งมหาวิทยาลัย Massachusetts Institute of Technology หรือ MIT อันโด่งดัง ที่เป็นประเด็นร้อนแรงก็ตรงที่ว่าเมื่ออาจารย์สองเชื้อชาตินี้เอาเศรษฐกิจของสองประเทศยักษ์ (จีนมีประชากร 1.3 พันล้านคน และอินเดียเพิ่งจะพ้นเส้น 1 พันล้านคน มาหยกๆ) มาเปรียบเทียบกันแล้ว ก็สรุปว่าอีกไม่ช้าไม่นานอินเดียจะข้ามหน้าจีนไปได้ เพราะอินเดียสร้าง "ผู้ประกอบการรุ่นใหม่" หรือ entrepreneurs ที่เก่งกาจได้มากกว่าจีน และยังสร้างสรรค์ด้าน software ได้คล่องแคล่วกว่าจีน แม้ว่ายอดการลงทุนต่างประเทศโดยตรงหรือ FDI ของจีนจะยังมากกว่าอินเดียหลายเท่าก็ตาม เกิดคำถามว่าอีก 20 ปี ข้างหน้าอินเดียจะสามารถผิดช่องว่างของตัวเองกับจีน และสร้างความสามารถในการแข่งขันกับจีนในเวทีสากลได้หรือเปล่า? คำตอบก็แล้วแต่ว่าคุณจะมองจากแง่มุมไหน ด้านหนึ่งก็มีคนที่เห็นว่าจีนไปไกลโขแล้ว อินเดียคงจะต้องไล่กวดอีกนาน จากนี้ไป 20 ปี นิวเดลี ก็คงจะยังต้องวิ่งไล่ปักกิ่งอยู่ ไม่อาจจะกล้าคิดถึงขั้นที่จะแซงหน้าไปได้หรอก แต่นักวิเคราะห์ตะวันตกบางคนพอได้อ่านบทความนี้แล้วก็ยอมรับว่าอาจารย์สองคนนี้มีแนวทางความคิดที่น่าสนใจยิ่ง เพราะถ้าเอาประเด็น "คุณภาพ" ของการพัฒนาของทั้งสองประเทศมาเทียบเคียงกันอย่างจริงจังแล้ว ก็จะเห็นว่าตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นไม่ได้น่าประทับใจถึงขั้นนั้น เอาเป็นว่าถ้าเชื่อว่าตัวเลขของจีนว่าด้วยอัตราโต GDP ของจีนอาจจะแต่งแต้มเกินจริงเล็กน้อยก็น่าเชื่อได้ว่า อัตราโตน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 7 ขณะที่ของอินเดียน่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 จึงเป็นความแตกต่างที่ไม่ได้พลาดกันมากนัก นักวิเคราะห์บางคนบอกว่าคนจีนทั้งประเทศออมทรัพย์กันที่ระดับร้อยละ 40 (บวกกับที่ชาวต่างประเทศมาลงทุนในจีนอีก) ขณะที่ชาวบ้านอินเดียออมเพียง 24 เปอร์เซ็นต์ และมีเงินลงทุนต่างชาติน้อยกว่าของจีนอยู่หลายเท่า ถ้าคิดอย่างนักวิเคราะห์ที่เล่นตัวเลขเช่นนี้แล้ว เขาก็เห็นว่าอินเดียมีประสิทธิภาพมากกว่าจีน (จีนลงทุน 40 ดอลลาร์ ได้ผลตอบแทน 7 ดอลลาร์ ขณะที่อินเดียลงทุน 24 ดอลลาร์ และได้ผลตอบแทน 6 ดอลลาร์) เขาสรุปของเขาว่าถ้ามองตัวเลขชุดนี้แล้วก็จะเห็นว่าเงินจำนวนมหาศาลของจีนนั้นเป็นเรื่องเปลืองเปล่ามากกว่า เขาบอกว่าจีนใหญ่อย่างนี้ และมีเงินออมมากขนาดนี้ แต่ก็ยังต้องพึ่งพาเงินลงทุนจากต่างประเทศอย่างมากอีกด้วย ซึ่งแปลว่าเงินลงทุนในประเทศของจีนนั้นอาจจะไร้ประสิทธิภาพ และเงินที่ธนาคารจีนให้กู้ออกไปนั้น ครึ่งหนึ่งอาจจะไม่ได้กลับคืนมา หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่าเงินออมของคนจีนจำนวนไม่น้อย ถูกเอาไปล้างผลาญ เพราะความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารเงิน และงานนั่นแหละ นักวิเคราะห์กลุ่มนี้บอกว่าอินเดียบริหารเงินออมได้ดีกว่าจีน และถ้าหากสามารถออมเงินมากกว่านี้ ก็จะสามารถดันให้ตัวเลขการเติบโตสูงกว่านี้ได้เช่นกัน แต่อินเดียก็มีปัญหาของตัวเองมากมายเพราะสังคมหลากหลาย และระบบราชการที่หมักหมมยาวนาน คำเตือนจากสองอาจารย์ MIT และ Harvard สำหรับทั้งจีน และอินเดียก็คือ จีนต้องไม่ประมาท เพราะ "ความมหัศจรรย์" แห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และตื่นตาตื่นใจนั้นอาจจะไม่ยั่งยืนก็ได้ สำหรับอินเดียนั้น ถ้าจะโตได้โดยไม่ติดขัดก็จะต้องปฏิรูปภายในเป็นการใหญ่ และต้องเข้าใจถึงศักยภาพแห่งการเติบโต และความสามารถในการแข่งขันกับคนอื่นๆ โดยเฉพาะที่ใหญ่ๆ พอกับตัวเอง ท้ายสุด อินเดียจะแซงจีนได้หรือไม่, เราคนไทยก็ต้องจับตาทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะช้างทั้งสองไม่ทำศึกสงครามกันแล้ว หันมารักใคร่พูดจาภาษาดอกไม้ หญ้าแพรกนั้น เมื่อช้างฟาดฟันกัน,เราก็แหลกลาญ แต่เมื่อช้างกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน, ก็ต้องระวังอย่างหนักเหมือนกัน เพราะเมื่อช้างสาร make love หญ้าแพรกก็มีสิทธิถูกบี้ละเอียดได้เหมือนกัน
|
| กลับหน้าแรก |