แปลงทรัพย์สินเป็นทุนอย่างเอื้ออาทร

นิคม พุทธา   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  25 กรกฎาคม 2546

ความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน ที่เพาะบ่มสะสมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ในปีงบประมาณ 2547 เป็นต้นไป รัฐบาลโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะเริ่มเดินหน้าผลักดันนโยบาย ในการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนอย่างจริงจัง จะเห็นได้จากการเตรียมที่จะให้มีการปรับโครงสร้าง นโยบาย กลไกต่างๆ ของหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบอยู่ ให้มีความเป็นอิสระและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการคิดค้นเทคโนโลยี การสื่อสาร การตลาด เพื่อรองรับนโยบายในการแปลงทรัพย์สินดังกล่าวกันอย่างคึกคักในเวลานี้

การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน หากมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่การพัฒนา เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศ ให้มีสภาพการกินดีอยู่ดีมากยิ่งขึ้นนี้ จึงเกิดข้อสงสัยว่า นโยบายดังกล่าวนี้ ได้สอดคล้องสภาพปัญหา ความต้องการ ข้อเสนอ ข้อเรียกร้อง ของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ที่มีวิถีชีวิตและความสัมพันธ์กับฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพมาหลายชั่วอายุคนหรือไม่

ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนที่มีต่อรัฐบาลมาหลายยุค หลายสมัยก็คือ การกระจายอำนาจ การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้าถึงฐานทรัพยากรฯอย่างเป็นธรรม และการรับรองสิทธิของชุมชนท้องถิ่นในการเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพราะนอกจากฐานทรัพยากรฯดังกล่าว กรณีข้อเรียกร้องที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ก็คือ การเรียกร้องร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน เป็นต้น

แท้ที่จริงทรัพย์สินและทุนเดิมของชุมชนท้องถิ่น นอกจากฐานทรัพยากรฯ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ทั้งความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านที่เพาะบ่มสะสมมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ก็ถือได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว นโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องย้อนกลับไปดู กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ที่ว่าด้วยเรื่องของการกระจายอำนาจ การรับรองสิทธิ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กรณีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนอย่างเอื้ออาทร และก่อให้เกิดความยั่งยืนนั้น รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถทำได้เลย และสามารถที่จะแก้ไขปัญหาความยากจน ความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรมในสังคม และสอดคล้องกับข้อเสนอ ข้อเรียกร้องของนโยบายของการแปลงทรัพย์สินเป็นทุนของภาคประชาชน คือเรื่องของการกระจายอำนาจ ให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีสิทธิ มีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการทรัพยากรฯ เช่น

1) ทรัพยากรที่ดิน ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนในระดับฐานล่าง สามารถครอบครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและมีความมั่นคง และมีการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ป้องกันมิให้มีการซื้อขายที่ดิน ครอบครองไว้เพื่อเก็งกำไร หรือเพื่อประโยชน์การค้ามากเกินความจำเป็นหรือกลไกการตลาดที่แท้จริง คงมิใช่เพียงแต่ที่จะทำให้มีเอกสารสิทธิที่ดินและสามารถนำเอกสารสิทธินั้นไปค้ำประกันกับสถาบันการเงินได้เท่านั้น

2) ทรัพยากรน้ำ สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในปัจจุบันก็คือ นโยบายการจัดการทรัพยากรน้ำ ที่ครอบงำวิธีคิด การบริหารจัดการจากทุนข้ามชาติ ดังจะเห็นได้จากที่ภาครัฐพยายามที่จะถ่ายโอน แปรรูป ให้ภาคเอกชนเข้ามาดูแล เพื่อเข้าสู่ระบบการตลาด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ก็คือ การจัดเก็บค่าน้ำ

เกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับความเดือดร้อน การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน ในมิติมุมมองของชาวบ้าน กรณีน้ำ ก็คือ การยอมรับความรู้ ประสบการณ์และรูปแบบการบริหารจัดการน้ำแบบดั้งเดิมของชาวบ้าน เช่น เหมืองฝาย ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะการใช้น้ำ ในระบบการเกษตรของชาวบ้าน

3) ทรัพยากรป่าไม้ เพียงแต่รัฐบาลยอมรับว่า ชุมชนท้องถิ่นมีศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้ และผลักดันให้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ. … มีผลบังคับใช้

ก็เท่ากับว่า รัฐบาลได้หยิบยื่นทุน (ทรัพย์สิน) ที่มีคุณค่ามหาศาลให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่ต้องอาศัยอยู่ในชนบท และมีวิถีชีวิต มีความผูกพัน และความจำเป็นที่จะต้องอาศัยพื้นที่ป่าเป็นแหล่งผลิตอาหาร ยารักษาโรคและเครื่องใช้ไม้สอยอื่นๆ รวมทั้งสืบทอดองค์ความรู้ ประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงาม เป็นต้น

4) ทรัพยากรชีวภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทรัพยากรชีวภาพทั้งพืชและสัตว์ นอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นอาหาร ยารักษาโรคและอื่นๆ รวมทั้งเครื่องสำอาง แล้ว ซึ่งต้องยอมรับว่า ชาวบ้านมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย ที่เพาะบ่มสะสมมาเป็นเวลานาน รู้จักพืชและสัตว์ชนิดต่างๆ ที่เป็นผลผลิตจากป่าตามฤดูกาลและรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้อย่างไร

การแปลงทรัพย์สินเป็นทุน คงมิได้หมายความเพียงว่า ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลจะต้องมีหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่หมายถึง การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพอย่างเป็นธรรม เป็นต้น ฯลฯ

ดังนั้น ทรัพย์สินที่จะแปลงเป็นทุนได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน บนพื้นฐานทรัพยากรดิน น้ำ ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นคง และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ ซึ่งรวมไปถึงผลพลอยได้อื่นๆ ที่จะตามมา

เช่น การลดปัญหาความขัดแย้ง การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ความร่วมมือของประชาชนและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

ซึ่งสิ่งดังกล่าวนี้ น่าจะเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งที่จะนำเอานโยบายการแปลงทรัพย์สินเป็นทุน อย่างเอื้ออาทรและนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้

+++++++++

นิคม พุทธา กองเลขาเครือข่ายทรัพยากรฯ ลุ่มน้ำแม่ปิงตอนบน

 

กลับหน้าแรก