|
การคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ
จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 รัฐสภาอเมริกัน ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาผ่านกฎหมายชื่อ Burmese Freedom and Democracy Act of 2003 เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2546 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว รัฐบาลอเมริกันจะดำเนินการคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ ด้วยการห้ามนำเข้าสินค้าและบริการจากพม่า ห้ามเคลื่อนย้ายรายการในบัญชีเงินฝากและทรัพย์สินของผู้นำพม่าในสหรัฐอเมริกา ห้ามออกวีซ่าแก่ผู้นำพม่าในการเดินทางเข้าออกสหรัฐอเมริกา และให้ผู้แทนสหรัฐอเมริกาในสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคารพัฒนาอาเซีย ยับยั้งการจัดสรรเงินให้กู้แก่รัฐบาลพม่า การธำรงการปกครองระบอบเผด็จการ และการคุกคามขบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศ นับเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่นานาอารยประเทศต่อต้านรัฐบาลพม่า พม่าปิดประเทศยาวนานถึง 26 ปี ตลอดช่วงเวลาที่นายพลเนวินยึดกุมอำนาจรัฐ เพิ่งจะแง้มประตูในปี 2531 และจัดให้มีการเลือกตั้งในปี 2533 โดยที่พรรค National League for Democracy (NLD) อันมีนางอองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi) เป็นผู้นำ ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่า 80% แต่ผู้นำฝ่ายทหารขี้โกง นอกจากไม่ยอมให้พรรค NLD และนางอองซาน ซูจี ปกครองประเทศแล้ว ยังจับกุมคุมขังเธออีกด้วย ขบวนการสิทธิและเสรีภาพพม่าออกไปจัดตั้งนอกประเทศ ทั้งในประเทศไทย ยุโรปตะวันตก และสหรัฐอเมริกา เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหารเผด็จการในพม่า มีความพยายามผลักดันให้ประเทศมหาอำนาจคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง Free Burma Coalition เป็นขบวนการที่เข้มแข็งในสหรัฐอเมริกา มีการรณรงค์ต่อต้านบรรษัทระหว่างประเทศที่เข้าไปลงทุนในพม่า Pepsi Cola เป็นเป้าหมายใหญ่ของการรณรงค์ต่อต้านพม่า Pepsi Cola นอกจากประกอบธุรกิจน้ำอัดลมแล้ว ยังมีธุรกิจประเภท แดกด่วน ยัดเร็ว (Fast Food) ดังเช่น Kentucky Fried Chicken, Pizza Hut และ Taco Bell อีกทั้งยังผลิตอาหารขบเคี้ยว ดังเช่น Doritos และ Lays อีกด้วย Pepsi Cola เข้าไปประกอบธุรกิจร่วมทุนกับ Myanmar Golden Star Co. ด้วยการจัดตั้งบริษัท Pepsi Cola Products Myanmar ด้วยเหตุดังนี้ Pepsi Cola จึงเป็นเป้าแห่งการโจมตีจากขบวนการนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา จนท้ายที่สุด Pepsi Cola ต้องขายหุ้นใน Pepsi Cola Products Myanmar ทิ้งไป ขบวนการต่อต้านบริษัทที่คบค้ากับพม่าขยายไปสู่วิทยาเขตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่น้อยกว่า 75 แห่ง ในช่วงต้นทศวรรษ 2540 การรณรงค์ดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง เพราะปรากฏว่าบริษัทอเมริกันจำนวนไม่น้อยพากันถอนธุรกิจออกจากพม่า อาทิ Amoco, Levi Strauss, Lizz Claiborne, Eddie Bauer, Reebok International และ Federated Department Stores เป็นต้น การต่อต้านบริษัทที่คบค้ากับพม่าขยายจากมหาวิทยาลัยไปสู่การเมืองท้องถิ่น องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นหลายต่อหลายเมืองตรากฎข้อบังคับห้ามจัดจ้างจัดซื้อจากบริษัทที่คบค้ากับพม่า บางเมืองมีกฎข้อบังคับห้ามนำเงินทุนขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นฝากธนาคารหรือสถาบันการเงินที่คบค้ากับพม่า ขบวนการสิทธิและเสรีภาพรณรงค์ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการพม่าอย่างได้ผล นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา บรรษัทระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยกว่า 56 บรรษัทถอนธุรกิจออกจากพม่า เพราะผลประโยชน์ทางธุรกิจในพม่ามีเพียงน้อยนิด และเทียบมิได้กับผลประโยชน์ในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ในปี 2539 มีการคว่ำบาตรการท่องเที่ยวในพม่า (Tourism Boycott) กระนั้นก็ตาม บริษัทนำเที่ยวจำนวนไม่น้อยยังคงมีธุรกรรมในพม่า ในขณะที่สหภาพยุโรปคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ รัฐบาลอเมริกันยับยั้งชั่งใจที่จะใช้มาตรการนี้ ตราบจนกระทั่งผู้นำรัฐบาลพม่าปราบปรามและกวาดล้างผู้นำ NLD และจับกุมคุมขังนางอองซาน ซูจี นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2546 เป็นต้นมา ฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดผึง และแล้วกระบวนการตรากฎหมายเพื่อคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจในรัฐสภาอเมริกันก็เริ่มต้นขึ้น จนได้รับความเห็นชอบในท้ายที่สุด สหรัฐอเมริกามีความสันทัดในการใช้มาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ (Economic Sanction) กรณีสำคัญได้แก่ การใช้มาตรการนี้เล่นงานคิวบา ลิเบีย และอิรัก แต่การใช้มาตการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเล่นงานผู้นำเผด็จการมักจะไร้ประสิทธิผล การณ์ปรากฏว่า ประชาชนในประเทศเหล่านี้ต้องรับทุกข์เข็ญจากการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ โดยที่ผู้นำเผด็จการสามารถยึดกุมอำนาจเผด็จการสืบต่อมา ประชาชนมิได้รับรู้ว่า ความทุกข์เข็ญเกิดจากความบกพร่องของระบอบการเมืองการปกครอง หากแต่รับรู้ว่า การกระทำของประเทศมหาอำนาจต่่างหากที่สร้างภาวะทุกข์เข็ญแก่ประชาชน พม่ามีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาไม่มาก ในปี 2545 พม่าขายสินค้าออกให้สหรัฐอเมริกาเพียง 356.4 ล้านดอลลาร์อเมริกัน ส่วนใหญ่เป็นสิ่งทอและเสื้อผ้า การค้าชายแดนระหว่างพม่ากับไทยคาดว่ามีมากกว่าการค้าระหว่างพม่ากับสหรัฐอเมริกากว่าเท่าตัว หากสาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และไทยไม่ร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการคว่ำบาตรพม่า มาตรการการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะพิสูจน์ให้เห็นว่าไร้ประสิทธิผลอีกครั้งหนึ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการเล่นบท พี่เอื้อย แห่งอาเซียบูรพา ทั้งในการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการจัดระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศในอาเซียบูรพา ไม่มีเหตุที่จะเชื่อว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนจะร่วมคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ ทั้งมิใช่วิธีคิดของผู้นำจีนอีกด้วย สิงคโปร์มีผลประโยชน์ทั้งด้านการค้าและการลงทุนในพม่าเป็นอันมาก ประกอบกับสิงคโปร์ยังไม่ฟื้นคืนจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ ไม่มีเหตุที่จะคาดหวังว่า สิงคโปร์จะทุบหม้อข้าวของตนเอง เว้นแต่สิงคโปร์จะถูกยื่นคำขาดให้เลือกระหว่างสหรัฐอเมริกากับพม่า ไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนที่จะไม่ดำเนินนโยบายการต่างประเทศในลักษณะเผชิญหน้ากับประเทศเพื่อนบ้าน มิไยต้องกล่าวถึงผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้นำไทยในพม่า แต่การไม่ร่วมสังฆกรรมในการคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ อาจมีผลต่อความยืดเยื้อ ในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา การคว่ำบาตรพม่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำโดยสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา แม้จะสร้างความอ่อนเปลี้ยแก่ระบบเศรษฐกิจพม่า แต่ผลกระทบไม่รุนแรงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียบูรพายังคงคบค้าสมาคมกับพม่า ในประวัติศาสตร์โลก ไม่เคยปรากฏว่า การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจะสามารถทำลายอำนาจและระบอบเผด็จการ ความเข้มแข็งของพลังประชาธิปไตยต่างหากที่สามารถโค่นล้มระบอบเผด็จการได้ |
| กลับหน้าแรก |