|
แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
ทุนคู่ประสิทธิภาพ
บทนำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เมื่อเร็วๆ นี้ มีรายงานในหัวเรื่อง "ธนาคารโลก กังขาการแปรรูป รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค" ที่หนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล นำเสนอ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อ้างถึงธนาคารโลก ได้ระบุว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่แพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน อยู่ภายใต้วิกฤติศรัทธา จนดูเหมือน เป็นความคิด ที่ไม่ต้องใช้สมอง ในช่วงทศวรรษปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาติกำลังพัฒนา ควรขายรัฐวิสาหกิจ ด้านสาธารณูปโภค โดยเฉพาะบริการด้านน้ำ และไฟฟ้า ซึ่งทำให้ต้องสูญเงิน ไปกับประสิทธิภาพ ของนักลงทุน ในภาคเอกชน รายงานระบุว่าบรรดานักลงทุน ซึ่งครั้งหนึ่งกระหายจะเสี่ยงนำเงิน เข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าของบราซิล หรือการวางท่อระบายน้ำในแถบแอฟริกาต่างพากันถอนตัว และจากข้อมูลของดีโลจิกบริษัทจัดหาข้อมูลของอังกฤษ ชี้ว่าการปล่อยเงินอุดหนุนให้โครงการด้านไฟฟ้าของธนาคารพาณิชย์หลายแห่งในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ที่เคยมีมากสุดถึง 2.59 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1998 กลับลดลงเหลือ 5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีที่ผ่านมา ด้านผู้บริโภคซึ่งรู้สึกว่าถูกหลอกลวง กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแปรรูปในอัตรามากขึ้น ขณะที่บริษัทต่างชาติและกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกินสินบนก็ได้กำไรจากการแปรรูปเพิ่มขึ้นเช่นกัน สถิติดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดการประท้วงรุนแรงต่อต้านการทำสัมปทานน้ำในโบลิเวีย และโครงการโรงไฟฟ้าภาคเอกชนในเปรู ขณะที่ผลการสำรวจกลุ่มประเทศในละตินอเมริกา 17 ประเทศ ในปี 2001 ของละตินบาโรเมโทร บริษัทจัดสำรวจประจำภูมิภาคนี้ พบว่า 63% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เห็นว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจไม่ได้ก่อเกิดประโยชน์ ซึ่งตัวเลขของผู้ไม่เห็นประโยชน์เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่มีเพียง 45% โดยข้อมูลและสถิติผู้ผิดหวังจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่กระจายเป็นวงกว้างทั่วทั้งแอฟริกา ละตินอเมริกาและเอเชียนั้น ทำให้สัญญาการแปรรูปบางส่วน ถูกนำมาหารือเจรจากันใหม่ และมีโครงการมากมายเน้นไปที่การสร้างเส้นทางคมนาคม ไฟฟ้าและน้ำ ถูกยกเลิกไป และมีโครงการเพียงไม่กี่รายการกำลังถูกขุดขึ้นมาใหม่ โดยเจ้าหน้าที่ของธนาคารโลก ซึ่งถูกมองว่าเป็นองค์กรเปรียบเหมือนเครื่องมือสำคัญของกลุ่มประเทศร่ำรวย นำมาใช้ครอบงำนโยบายเศรษฐกิจ ของกลุ่มประเทศยากจน เห็นว่าการแปรรูปที่ไม่ว่าจะอยู่ในมือของภาคเอกชนหรือภาครัฐ ไม่ใช่สาระสำคัญมากนัก แต่สาระอยู่ที่ว่ารัฐวิสาหกิจจะดำเนินธุรกิจไปในแนวทางใด บ่อยครั้งมากที่มีการผสมผสานระหว่างการบริหารงานเอกชนกับรัฐถือครองเป็นเจ้าของ ขณะที่นักวิชาการและนักลงทุนต่างเห็นว่า ธนาคารโลกจะต้องให้ความสนใจมากขึ้น ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอันเผ็ดร้อน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากราคา จากบริการไม่น่าพอใจและด้อยคุณภาพมีเพิ่มขึ้น และในที่สุด ก็เกิดตัวอย่างว่า การตั้งกำแพงภาษีของรัฐ ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางการเมือง ในประเทศนั้นๆ กลับเป็นประเด็น มีบางคนต้องจ่ายเพื่อการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ ผู้เสียภาษี ผู้บริจาค หรือคนรุ่นใหม่ในอนาคต สำหรับกรณีประเทศไทย รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีนโยบายชัดเจนที่จะดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่มีทั้งกิจการไฟฟ้า สื่อสารโทรคมนาคม ขนส่ง และการธนาคาร โดยมีการเร่งรัดที่จะผลักดันแผนการแปรรูป และกระจายหุ้นให้กับเอกชนมากขึ้น ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพื่อหวังจะเป็นปัจจัยดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้เข้ามามากขึ้น ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่คาดว่าพร้อมจะเข้ากระจายหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ภายในปี 2546 นี้ น่าจะมี 3 แห่ง คือ การท่าอากาศยาน องค์การโทรศัพท์ หรือบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท การบินไทย โดยอาจจะรวมถึงธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นการกระจายหุ้นเพิ่มทุน ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตคาดว่าจะสามารถกระจายหุ้นได้ในต้นปีหน้า โดยจะมีมูลค่าการกระจายหุ้นมากถึง 6 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมมูลค่าแล้วจะมีมากเกือบ 2 แสนล้านบาท ทั้งนี้ การกระจายจะออกอย่างไรขึ้นอยู่กับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ในยามที่ประเทศกำลังฟื้นไข้อย่างต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจ การเงิน เมื่อปี 1997 ซึ่งใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะฟูมฟักให้เกิดการขยายตัวของอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ 4-5% ต่อปี ก็ได้แต่หวังว่า รัฐวิสาหกิจที่มีแผนกระจายหุ้นออกขายดังกล่าว และเป็นเครื่องมือหนึ่งในการมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันเวลาที่ถือว่า เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าของประเทศและคนไทย ควรจะได้รับการพิจารณาอย่างพิถีพิถันจากรัฐบาลในการนำหุ้นออกขาย เพื่อให้ได้ทั้งทุนที่มีมูลค่าเพียงพอกับการขยายงาน และเกิดประสิทธิภาพในการจัดการสูงสุดสำหรับอนาคต เป็นเป้าหมายสำคัญของการแปรรูป ไม่ใช่รัฐมุ่งแต่จะหาทุนอย่างเดียว โดยทบทวนให้สอดคล้องกับบทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายประเทศข้างต้น |
| กลับหน้าแรก |