ใครต่อใครกำลังบอกจีนว่า เงินหยวนอ่อนไปแล้ว...

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  23  กรกฎาคม 2546

มะกันเรียกร้องให้จีน "ปรับค่าเงิน" สกุลเหรินหมินบี้ หรือ "หยวน" ให้แข็งกว่าที่เป็นอยู่ เพราะการที่หยวนอ่อนนั้น ทำให้อเมริกา และชาติส่งออกอื่นๆ เสียเปรียบปักกิ่ง ในการขายของ ในตลาดสากล

จีนจะยอมปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้นหรือเปล่า? ดูจากท่าทีล่าสุดของผู้นำจีนแล้วเห็นทีปักกิ่งจะไม่ยอม และคงจะพยายามอธิบายว่าจีนไม่ได้สร้างข้อได้เปรียบคนอื่น ด้วยการเล่นกับอัตราแลกเปลี่ยนของตัวเอง แต่เป็นไปตามธรรมชาติเท่านั้น

คนไทยต้องสนใจเรื่องหยวนแข็งหรืออ่อน เพราะสินค้าส่งออกของจีนย่อมแข่งขันกับของไทยในหลายๆ ตลาด ดังนั้น ถ้าหากจีนจงใจทำให้หยวนอ่อนกว่าที่ควรจะเป็น ก็ย่อมจะเป็นปัญหาสำหรับการส่งออกของไทยได้เช่นกัน

จีนกำลังจะอ้างว่าเศรษฐกิจภายในของเขามีปัญหา เขาจึงต้องสร้างรายได้จากการส่งออก แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดแผกไปจากที่คนอื่นทำ

แม้นายอลัน กรีนสแปน ประธานธนาคารกลางของสหรัฐ จะออกมาพูดต่อสาธารณชนว่าเงินหยวนของจีนอ่อนเกินไปแล้ว สมควรที่ผู้นำจีนจะทำอะไรกับมันสักอย่าง เพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมแห่งการแข่งขัน แต่จีนก็คงจะมองว่าวอชิงตันพูดอย่างนี้ เท่ากับเข้าข้างตัวเองเกินไป

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนบอกว่าปัญหาภายในของจีน คือคนตกงานหลายล้านคนและกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงจากระบบที่รัฐควบคุมทั้งหมด มาเป็นการแปรรูปเป็นธุรกิจเอกชน ดังนั้น การบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพก็จะถูกเปิดเผย และรัฐบาลก็พร้อมที่จะปิดโรงงานที่เป็นภาระของภาษีประชาชน

ทุกวันนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนจีนนั้น กำหนดตายตัวอยู่ที่ 8.3 หยวนต่อหนึ่งดอลลาร์อเมริกัน และถือเป็นกติกามาแล้วไม่น้อยกว่า 8 ปี

เหตุผลง่ายๆ ของจีน ที่ peg อัตราแลกเปลี่ยนกับดอลลาร์อเมริกัน ก็คือการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของตนเอง และไม่ต้องการที่จะปล่อยให้ลอยตัว จนไม่อาจจะคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับอัตราขึ้นลงนั้น

ก็เพราะเงินหยวนไปเกาะติดในอัตราตายตัวกับดอลลาร์นี่แหละ เมื่อเงินอเมริกันอ่อนตัวลงไปประมาณ 7.3 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา เงินหยวนก็พลอยอ่อนตามไปด้วยเมื่อเปรียบกับเงินสกุลอื่นๆ ที่ทำมาค้าขายด้วย

ทำให้ราคาสินค้าของจีนในตลาดโลก ที่อัตราแลกเปลี่ยนอย่างนี้สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้มากขึ้น ทำให้พ่อค้าและรัฐบาลที่อเมริกา ญี่ปุ่นและยุโรป ต่างก็เรียกร้องทั้งเปิดเผยและเป็นการส่วนตัว ขอให้ปักกิ่งได้ดึงให้หยวนแข็งขึ้นไปบ้าง หาไม่แล้วก็จะคงความได้เปรียบคนอื่น ซึ่งกำลังเป็นประเด็นหงุดหงิดของประเทศส่งออกหลายประเทศ

กรีนสแปน บอกกับรัฐสภามะกันวันก่อนว่า เงินหยวนของจีนตอนนี้ "ถูกเกินไป" หรือ undervalued แล้ว

ยุโรปก็เริ่มจะเดือดร้อนเรื่องนี้เหมือนกัน ประธานของสหภาพยุโรป หรือ EU ที่ชื่อ โรมาโน โปรดี ตะโกนดังๆ คล้อยหลังกรีนสแปนว่า การค้าระหว่างจีนกับยุโรปตอนนี้ มีเรื่องที่ "ไม่ค่อยจะได้ดุล" กันนักหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องความอ่อนตัวของเงินหยวน

ยุโรปบอกว่าพ่อค้าและนักลงทุนของเขาไม่ได้มองแต่อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสกุลยูโรกับดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลยูโร กับเยน และกับหยวนด้วย

เพราะเมื่อจีนมีบทบาททางเศรษฐกิจในเวทีสากลคึกคักขึ้น ก็หนีไม่พ้นว่าความเคลื่อนไหวขึ้นลงของเงินสกุลหยวน จะต้องมีผลต่อยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อาทิตย์นี้จะได้ยินเสียงบ่นเรื่องนี้จากรัฐมนตรีการค้าอย่างน้อย 25 คน จากเอเชียและยุโรปที่ไปร่วมประชุมกันที่เมืองต้าเหลียนของประเทศจีน

หัวข้อของการประชุมเป็นเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเอเชียกับยุโรป แต่เมื่อเวทีของการพบปะอยู่ที่เมืองจีน และประเด็นเรื่องความอ่อนของเงินหยวน กลายเป็นเรื่องที่ถามไถ่กันมากในแวดวงการค้า ก็คงหนีไม่พ้นว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นหัวข้อกระซิบกระซาบ และวิพากษ์วิจารณ์กันนอกรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่อย่าได้หวังว่าประธานาธิบดี หู จิ่น เทา ซึ่งเพิ่งรับตำแหน่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน และต้องการจะรักษาอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้อยู่ที่ร้อยละ 8 ถึง 9 (รายได้จากการส่งออกเท่ากับ 20 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP ของจีน) จะยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ ในเรื่องนี้

เรื่องจีนกับเงินหยวนและการค้าโลก ยังมีประเด็นน่าติดตามอีกหลายด้าน พรุ่งนี้ว่าต่อครับ

++++++++++++++

จีนมีเหตุต้องให้หยวนอ่อนต่อ...

กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  24  กรกฎาคม 2546

ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ของจีน กลุ่มที่กำลังส่งเสียงดังตอนนี้ พวกเขาก็จะยืนยันว่า รัฐบาลจีน ไม่ควรจะต้องยอมอ่อนข้อ ต่อแรงกดดันของอเมริกา และชาติอื่น ที่เรียกร้องให้รัฐบาลปักกิ่ง เลิกทำให้เงินหยวนอ่อนค่าลง

เพราะจีนต้องการจะรักษาอัตราโตทางเศรษฐกิจให้ต่อเนื่องและกลัวว่า "เงินร้อน" จะเข้าไปโจมตีตลาดภายในของจีน

จีนยังยืนยังที่จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนของหยวน กับดอลลาร์มะกันที่ 8.3 หยวนต่อหนึ่งดอลลาร์อเมริกัน เพื่อรักษาสิ่งที่เขาเรียกว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคม

เพราะการที่เงินหยวนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ นั้นทำให้สินค้าของจีนในตลาดต่างประเทศถูกลง และขายได้ดีกว่า และนั่นคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้จีนมีอัตราโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 8.2 เปอร์เซ็นต์ ในหกเดือนแรกของปีนี้

เศรษฐกิจจีนใหญ่อันดับสองของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นเท่านั้น และจำเป็นต้องอาศัยการส่งออก เป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจสำคัญ เพราะรายได้จากการส่งออกนั้นมีค่าเท่ากับ 1 ใน 5 ของทั้งหมด ถ้าการส่งออกถูกกระทบเพราะค่าเงินหยวนอ่อนแรงลง ก็จะมีผลทางลบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจทั้งหมดทันทีเหมือนกัน

และที่ต้องพึ่งพาการส่งออกนั้น ไม่ใช่เฉพาะเพื่อให้เศรษฐกิจโตเท่านั้น แต่ยังต้องการให้สร้างงานให้มากขึ้น เพื่อผลทางด้านสังคมอีกด้วย

เพราะการแปรรูปของรัฐวิสาหกิจในจีน มาเป็นเอกชนนั้นทำให้ผู้คนตกงานกันหลายล้านคน จึงต้องหารายได้จากการส่งออกมาเสริม เพราะการส่งออกดี ก็จะมีการผลิตที่คึกคัก ซึ่งก็เท่ากับว่า จะสามารถทำให้คนมีงานทำกันมากขึ้นเช่นกัน

ในระยะใกล้ๆ นี้รัฐบาลของประธานาธิบดี หูจิ่นเทา คงจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามเสียงเรียกร้อง จากประเทศที่ขายของแข่งกับจีนไม่ได้ เพราะมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ

นั่นคือระดับราคาสินค้าในประเทศของจีนเริ่มจะ "ฝืด" นั่นคือราคาสินค้าไม่กระเตื้องมาระยะหนึ่งแล้ว และถ้าหากมีใครเสนอให้จีนแก้ปัญหา deflation หรือภาวะเงินฝืดด้วยการทำให้เงินหยวนแข็งขึ้นกว่าปัจจุบัน ก็จะทำให้ราคาสินค้าของจีนในประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งก็สร้างปัญหาทางสังคมในอีกทางหนึ่ง

นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลจีนพยายามจะหลีกเลี่ยงให้ได้

ปัญหา "เงินฝืด" ของจีนนั้นเกิดจากการผลิตล้นเกินของสิ่งที่จำเป็นเช่นเสื้อผ้า, สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในบ้าน, เครื่องรับโทรทัศน์ต่างๆ เป็นต้น

เมื่อผลิตมากเกินไป ผู้ผลิตก็ต้องลดราคาลง เพื่อดึงให้ผู้คนยังต้องซื้อหามาใช้ หาไม่แล้วก็จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะจะไม่มีใครผลิตของมาขาย ซึ่งก็หมายความว่าโรงงานจะผ่อนเบาการผลิต และผู้คนก็จะตกงาน

รัฐบาลจีนมองด้วยว่าถ้าเงินหยวนแข็งขึ้น สินค้าที่สั่งเข้าก็จะแพงขึ้นด้วย ซึ่งก็ยิ่งจะกดดันราคาสินค้าในประเทศ ให้ตกต่ำลงไปอีก ซึ่งเป็นแนวโน้มอันไม่พึงปรารถนาของรัฐบาลจีนอีกเหมือนกัน

และต้องไม่มองข้ามด้วยว่าถ้าการส่งออกจากจีนดีขึ้น ก็ย่อมจะแปลว่าบริษัทต่างประเทศ ที่ไปปักหลักปักฐาน เพื่อผลิตสินค้าขายจากเมืองจีน ก็ได้ประโยชน์ด้วย ทำให้การลงทุนต่างชาติของจีนกระเตื้องขึ้นเหมือนกัน

นักการเมืองมะกันในวุฒิสภาหลายคน ส่งเสียงวิพากษ์จีนเรื่องนี้เพราะการที่เงินหยวนอ่อน ทำให้การส่งออกของจีนดีขึ้น และผลกระทบโดยตรงก็คือ การส่งออกของอเมริกันโดยเฉพาะที่เป็นสินค้าแข่งกับจีนนั่นเอง

สมาชิกวุฒิสภามะกันบอกว่า เพราะจีนนั่นแหละทำให้อุตสาหกรรมสิ่งทอของสหรัฐ ถูกกระทบ คนอาจจะต้องตกงานถึง 630,000 คน (ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 60 ของแรงงานในประเทศ) ในอีกสองถึงสามปีข้างหน้า หลังจากที่การกำหนดโควตา ของการนำเข้าจากจีนหมดอายุลงในปลายปีหน้านี้

เสียงเจี๊ยวจ๊าวจากอเมริกาจะเปลี่ยนใจจีนได้หรือ? คำตอบวันนี้ก็คืออย่าพึ่งหวังเลยเพื่อนเอ๋ย

กลับหน้าแรก