อียูทุ่มตลาดน้ำตาล

โดย โสภิณ ทองปาน  มติชนรายวัน  วันที่  23  กรกฎาคม 2546

ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องจากประเทศผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลกสามราย คือ บราซิล ออสเตรเลีย และแอฟริกาใต้ ในกรุงเทพฯ

ทั้งนี้เป็นไปตามความดำริของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ที่ผู้ส่งออกควรจะได้หารือกันเพื่อหาทางดึงราคาในตลาดให้สูงขึ้น เหมือนกับที่เคยดำริในเรื่องข้าวและยางพารา

เพราะการที่ราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกตกต่ำ ได้สร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลของไทยมาก

คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบว่าราคาอ้อยในฤดูที่ผ่านมาราคาตันละ 580 บาท

ห้าร้อยบาทไม่มีปัญหา มีเงินจากระบบแบ่งปันผลประโยชน์แต่ต้องจ่ายเพิ่มให้อีกตันละ 80 บาท ซึ่งใช้เงินถึงเกือบ 6 พันล้านบาท จะเอามาจากไหน คงจะต้องยืม ธ.ก.ส.แต่ก็มีหนี้จากปีก่อน 6 พันล้าน

เมื่อ 3 มิถุนายน ธ.ก.ส.ก็ใจอ่อนบอกว่าอาจจะได้ถ้ากองทุนอ้อยฯจะระบุว่าถ้ากองทุนจ่ายไม่ได้รัฐบาลจะต้องชำระหนี้แทน ถ้าไม่อย่างนี้ก็ต้องยอมให้ขึ้นราคาน้ำตาลภายในประเทศตามที่รัฐมนตรีคลังเสนอไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2546

อนึ่ง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 2 ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน อนุมัติแนวทางแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย โดยเห็นชอบแผนการชำระหนี้เงินกู้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) รวม 12,270.86 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าในฤดูกาลผลิตปี 2545/46 ยังไม่มีความจำเป็นในการปรับราคาน้ำตาลทรายอีกกิโลกรัมละ 3 บาท แต่ในฤดูกาลผลิตปี 2546/47 ถึงปี 2550/51 มีความจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเพื่อชำระหนี้ ธ.ก.ส.จึงเสนอตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อคำนวณราคาจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในประเทศที่เหมาะสม สอดคล้องตามสถานการณ์และแผนการชำระหนี้ในแต่ละช่วงเวลา

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหาระยะยาว ให้มีการกำหนดปริมาณอ้อยเป้าหมายในฤดูกาลผลิตปี 2546/2547 ถึงปี 2550/2551 และกำหนดปริมาณน้ำตาลทรายเป้าหมาย ให้สอดคล้องกับปริมาณอ้อยเป้าหมาย รวมทั้งกำหนดราคาอ้อยและผลตอบแทนการผลิตน้ำตาลทราย ออกเป็น 2 กอง โดยกองแรก คือปริมาณอ้อยและน้ำตาลทราย ส่วนที่ไม่เกินกว่าปริมาณเป้าหมาย จะได้รับการช่วยเหลือจากระบบอ้อย ส่วนกองที่สอง คือปริมาณอ้อยและน้ำตาลส่วนที่เกินกว่าเป้าหมาย จะได้รับผลตอบแทนตามราคาส่งออก แต่ไม่เกินกว่าผลตอบแทนกองแรก

โดยกำหนดราคาอ้อยที่ระบบจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือไม่เกินตันละ 580 บาท ตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2546/2547 ถึงปี 2550/2551

คําถามก็คือ ทำไมราคาน้ำตาลในตลาดโลก จึงต่ำขนาดนี้ ปกติจะสูงกว่านี้ราวปอนด์ละสองเซนต์

คำตอบก็เพราะอียูส่งน้ำตาลออกจำหน่ายในตลาดโลก

อียูคือคำย่อใช้เรียกสหภาพยุโรป ซึ่งเริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ พ.ศ.2500 ปัจจุบันมีสมาชิก 15 ประเทศ เป็นกลุ่มการค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพลเมืองเกือบ 400 ล้านคน ประเทศที่มีพลเมืองมากที่สุดสี่อันดับแรก คือ เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาลี

อียูเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยรองจากอเมริกา และกำลังสมัครรับสมาชิกใหม่อีก 10 ประเทศ คาดว่าจะเข้าเป็นสมาชิกก่อนสิ้นปี 2547 เช่น ตุรกี โปแลนด์ ฮังการี สาธารณรัฐเช็ก

เหตุผลหลักที่รวมตัวกันเป็นสหภาพ ก็เพราะการขาดแคลนอาหารในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พลเมืองมีชีวิตอยู่ได้ด้วยบัตรปันส่วนอาหาร ขณะเดียวกัน คนในชนบทก็ยากจนและเดือดร้อน สหภาพจึงตกลงที่จะใช้นโยบายเกษตรร่วม เพื่อเร่งผลิตอาหารให้พอ และช่วยยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกร

แม้ว่าปัจจุบันนี้จะมีเกษตรกรเพียงเจ็ดล้านคน แต่ก็เป็นกลุ่มก้อนและเป็นฐานคะแนนให้กับทุกรัฐบาลของทุกประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี ทั้งนี้เพราะในระยะแรก ที่เริ่มมีตลาดร่วมเริ่มจากข้อตกลงระหว่างฝรั่งเศส และเยอรมนี

โดยฝรั่งเศสขอเยอรมนีให้การอุดหนุน และคุ้มครองการเกษตร เพื่อแลกกับการยอมให้เยอรมนี ส่งสินค้าไปจำหน่ายในฝรั่งเศส (ปัจจุบันนี้เยอรมนีก็ยังเป็นเจ้าภาพรายใหญ่บริจาคเงินเป็นงบฯของอียู)

พอถึงปีราว พ.ศ.2510 เกษตรกรในยุโรปก็ปลูกพืช และขายได้ในราคาประกันกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรให้สูง เกษตรกรมีความกินดีอยู่ดี มีสหภาพของตนเอง รับเงินบำนาญ และมีบทบาทในทางการเมืองสูง

การใช้นโยบายข้างต้นหลายปีทำให้ผลผลิตมีเกินความต้องการ ต้องส่งออก เช่น ผลิตภัณฑ์นม ข้าวสาลี และน้ำตาล และสินค้าอื่นๆ

อียูส่งน้ำตาลออกจำหน่ายในตลาดโลกใน พ.ศ.2504-05 เป็นอับดับสองรองจากบราซิล คือ ส่งออกถึงกว่าหกล้านตัน บราซิลส่งออก 11 ล้านตัน ตามด้วยออสเตรเลีย ไทย และคิวบา ประเทศละ 3 ถึง 3.6 ล้านตัน แอฟริกาใต้และกัวเตมาลาราวประเทศละหนึ่งล้านตันครึ่ง อินเดียและตุรกีประเทศละล้านกว่าตัน

อียูปลูกพืชผลิตน้ำตาลที่ไหน ส่วนใหญ่ปลูกในฝรั่งเศส วัตถุดิบคือหัวผักกาดแดง(รูปร่างเป็นหัวกลมคล้ายมันฝรั่ง มีเปลือกบางคล้ายมันเทศ ข้างในสีแดงเข้ม จะปั่นกินน้ำ หรือลวก ต้ม กินเป็นผักก็ไม่เลว บางฤดูมีขายที่ร้านดอยคำ)

เมื่อก่อนอียูนำเข้าน้ำตาล ขณะนี้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าการทำน้ำตาลในไทยราวสามเท่า จึงต้องอุดหนุนกันขนาดหนัก อุดหนุนโดยจ่ายเงินตามเนื้อที่ ปลูกมาได้มาก ทำให้บางพื้นที่ๆ ไม่เหมาะก็ปลูกได้ เช่น ในสวีเดนและฟินแลนด์ ในฝรั่งเศสถ้าปลูกเนื้อที่ราว 84 ไร่ จะได้รับเงินอุดหนุนเก้าแสนกว่าบาท และยังขายได้ในราคาประกัน ทำให้อียูมีน้ำตาลเหลือปีละหกล้านตัน แล้วนำมาขายทิ้งในตลาด ตอนจะส่งออกก็ซื้อน้ำตาลจากโรงงานปอนด์ละ 24 เซนต์ แล้วส่งออกในราคาปอนด์ละเจ็ดเซนต์ ใช้งบประมาณมหาศาล ใช้งบฯสำหรับนโยบายเกษตรร่วมปีละ 43 พันล้านดอลลาร์

น้ำตาลอีกส่วนหนึ่งอียูยังต้องนำเข้าจากประเทศอดีตอาณานิคมจากทวีปแอฟริกา กลุ่มประเทศแคริบเบียนและแปซิฟิกอีกปีละ 1.6 ล้านตัน โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า

ถ้านำเข้าน้ำตาลบริสุทธิ์ก็จะสร้างปัญหาในอียูมาก จึงนำเข้าน้ำตาลดิบ เข้าไปฟอกสีแล้วส่งออกอีกปีละ 1.4 ล้านตัน

ปัญหาก็คือ การอุดหนุนดังกล่าวผิดข้อตกลงขององค์การค้าโลกไหม

ตอบว่าไม่

เพราะการอุดหนุนทั้งหมดทั้งของอียูและของอเมริกาอุดหนุนปีละ 19 พันล้านดอลลาร์ และของญี่ปุ่นต่างอยู่ในกรอบขององค์การค้าโลก เช่น เดียวกับการอุดหนุนของไทยภายใต้ระบบ คชก.

ทางอียูเองก็พยายามจะปรับเปลี่ยนการอุดหนุนโดยไม่ต้องไปผูกไว้กับผลผลิต เช่น ไม่ต้องปลูกมากได้มาก บังเอิญช่วงที่คิดไปตรงกับช่วงจะมีการเลือกตั้งทั้งในฝรั่งเศสและในเยอรมนี ช่วงนั้นพูดเรื่องนี้ไม่ได้ แม้ตอนหลังประธานาธิบดีชีรักก็ยังบอกว่าให้รอก่อน จะเปลี่ยนได้ก็ต้องหมดอายุกฎหมายฉบับนี้ในปี 2549 ตอนหลังก็ใจชักอ่อน ส่วนหนึ่งเพราะทางอียูใช้เงินไปมาก งบฯอุดหนุนการเกษตรเป็นภาระถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณอียู คือปีละ 100 พันล้านยูโร ใกล้เคียงกับ 100 พันล้านดอลลาร์

ทั้งอเมริกา อียู และญี่ปุ่น ต่างก็แซวกันว่า "ให้คุณลดก่อนแล้วผมจะพิจารณา"

ในการประชุมจี-8 ที่จีเนวา เมื่อต้นเดือนมิถุนายนก็เช่นกัน ทางกรรมาธิการเกษตรของอียูก็หวังจะได้ข้อสรุปในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรของอียูในสัปดาห์ของวันที่ 9 มิถุนายน

ดังนั้น การจะฟ้องอียูก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทั้งบราซิลและออสเตรเลียก็ฟ้องไปแล้ว คำตอบก็เหมือนอย่างที่กล่าวมา จะให้อียูปรับเปลี่ยนก็ต้องช่วยกันหลายๆ ทาง แต่จะให้เลิกนั้นลืมได้ไม่มีทาง

เพราะเกษตรกรฝรั่งเศสบอกว่า ถ้าลดการอุดหนุน ชนบทของฝรั่งเศสจะล่มสลายก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงในประเทศ

หน้า 6

กลับหน้าแรก