ยกเลิกโครงการน้ำเทิน 2 ดีหรือไม่

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  22 กรกฎาคม 2546

ผมคิดว่าโครงการน้ำเทิน 2 อาจยังไม่เหมาะสมกับประเทศลาวในขณะนี้ อาจดีกว่า ถ้าจะมีการพัฒนาโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า

รมว.พลังงานควรต้องขอบคุณรัฐบาลลาว ที่ได้แจ้งการยกเลิกการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการน้ำเทิน 2 ก่อนที่คณะจากไทยจะออกเดินทางไปนครเวียงจันทน์ แทนที่จะแจ้งการยกเลิกการลงนามเมื่อเดินทางไปถึงเวียงจันทน์แล้ว ผู้ที่ทำธุรกิจกับประเทศลาวจะคุ้นเคยดีกับเหตุการณ์ในลักษณะนี้ และน่าจะเป็นโอกาสดีที่ไทยจะได้พิจารณาทบทวนรูปแบบในการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในต่างประเทศ

เนื่องจากไฟฟ้า เป็นสิ่งที่ไม่สามารถกักเก็บได้ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นเมื่อมีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวระหว่าง กฟผ. กับผู้ลงทุน สิ่งที่ กฟผ.ต้องการก็คือ ไฟฟ้าที่สามารถป้อนเข้าระบบได้ตรงตามกำหนดเวลา ไม่ใช่ค่าปรับในกรณีที่โครงการล่าช้า เพราะค่าปรับมักไม่สูงมากเมื่อเทียบกับความเสียหายจากความล่าช้าของโครงการ

ดังนั้น ในการคัดเลือกโครงการ ความน่าเชื่อถือของผู้ลงทุนจึงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมาก เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถพัฒนาโครงการได้สำเร็จ รวมทั้งการมีหลักประกันในระดับหนึ่งเพื่อมิให้ผู้ลงทุนทิ้งงาน เช่น ในกรณีของโครงการไอพีพี กฟผ. กำหนดให้ต้องมีการวางเงินค้ำประกันเมื่อยื่นข้อเสนอโครงการ

ผมไม่ทราบว่า สาเหตุที่แท้จริงที่การไฟฟ้าฝรั่งเศส (EdF) ตัดสินใจไม่ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าคืออะไร บางคนก็ว่า มาจากปัญหาการเมืองระหว่างลาวกับฝรั่งเศส แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ผมคิดว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลลาวที่จะดูแลให้มีการลงนามในสัญญาตามที่ตกลงกันไว้แล้ว

นอกจากนั้นใคร่ขอตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้ประสบปัญหามาโดยตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลไทยกับรัฐบาลลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจในปี พ.ศ. 2536 ว่า ประเทศไทยจะซื้อไฟฟ้าจากโครงการในประเทศลาวจำนวน 1,500 เมกะวัตต์นั้น

มีสามโครงการที่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ คือ โครงการน้ำเทินหินบุน โครงการน้ำเทิน 2 และโครงการห้วยเฮาะ โดยโครงการน้ำเทินหินบุนและโครงการห้วยเฮาะได้เริ่มผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 และพ.ศ.2542 ตามลำดับ ส่วนโครงการน้ำเทิน 2 จะไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้จนกลางปี พ.ศ.2552 เป็นอย่างเร็ว

ในการเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้น มักทำเป็นสองขั้นตอน ขั้นตอนแรกจะเป็นการเจรจาราคาและหลักการสำคัญของสัญญาเพื่อจัดทำเป็นบันทึกความเข้าใจ (Heads of Agreement: HOA) หลังจากนั้นผู้ลงทุนก็จะไปจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ

เช่น การออกแบบในรายละเอียด การจัดหาผู้รับเหมาก่อสร้างและแหล่งเงินกู้ คู่ขนานไปกับการเจรจาในรายละเอียดของสัญญา ในขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้ดูเหมือนว่า โครงการน้ำเทิน 2 จะมีปัญหามาโดยตลอด การลงนามใน HOA ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2538 ที่นครเวียงจันทน์

เมื่อคณะจากประเทศไทย ซึ่งนำโดยท่านรัฐมนตรีสาวิตต์ โพธิวิหค และประกอบด้วยผู้ว่าการ กฟผ. รวมทั้งผู้ถือหุ้นทุกรายในโครงการ เดินทางไปถึงนครเวียงจันทน์ก็ได้รับแจ้งที่สนามบินว่า ทางฝ่ายลาวขอแก้ไข HOA โดยขอตัดข้อความว่า HOA ฉบับนี้ใช้กฎหมายไทย ซึ่งหากฝ่ายไทยยินยอมก็หมายความว่า HOA ดังเกล่า ใช้กฎหมายลาว เพราะการลงนามเกิดขึ้นในประเทศลาว

ปัญหาก็คือกฎหมายลาวและกระบวนการยุติธรรมของลาวไม่เป็นที่ยอมรับในสากล การจัดหาเงินกู้เป็นไปไม่ได้เลยหากมีการใช้กฎหมายลาว กว่าจะเจรจากันได้ก็เสียเวลาไปทั้งบ่าย และในที่สุดก็มีการลงนามใน HOA ในช่วงตอนเย็น

เหตุการณ์วันนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมาย รวมทั้งการจัดหาเงินกู้โดยประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทำให้การพิจารณาโครงการโดยธนาคารโลกยืดเยื้อมาจนทุกวันนี้

โครงการน้ำเทิน 2 เป็นโครงการไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดที่จะมีการลงทุนในประเทศลาว ใช้เงินลงทุนถึง 5 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง

ผมคิดว่า โครงการน้ำเทิน 2 อาจยังไม่เหมาะสมกับประเทศลาวในขณะนี้ อาจดีกว่า ถ้าจะมีการพัฒนาโครงการขนาดกลางและขนาดเล็กแทน ซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า อีกทั้งผลกระทบต่อไทยและความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าไทยในกรณีที่โครงการล้มเหลวก็น้อยกว่าด้วย

โครงการอื่นที่เข้าข่ายที่จะมาทดแทนน้ำเทิน 2 มีหลายโครงการซึ่งน่าจะพัฒนาได้ง่ายกว่า เช่น น้ำงึม 2 น้ำงึม 3 เซเปียน-เซน้ำน้อย และเซขมาน เป็นต้น

ในกรณีของเซเปียน-เซน้ำน้อย ได้มีการเตรียมพื้นที่ เพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าไปแล้วแต่โครงการต้องหยุดชะงัก เพราะไทยเลื่อนการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในลาว ได้เคยมีการพูดกันว่า ในเมื่อไฟฟ้าที่ลาวต้องการขายให้ไทย มีมากกว่าปริมาณที่เราต้องการซื้อ ฉะนั้นก็น่าจะให้ใช้ระบบการประมูลแข่งขัน ใครเสนอราคาต่ำสุดก็ซื้อจากคนนั้น

หรืออย่างน้อยที่สุดรัฐบาลไทยควรเข้ามามีบทบาทหลักในการคัดเลือกและกำหนดลำดับของโครงการ แทนที่จะให้ฝ่ายลาวเป็นผู้กำหนดเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถทำให้มีการพัฒนาโครงการได้อย่างราบรื่น

ผมคิดว่า รัฐบาลไทยน่าจะใช้โอกาสนี้ในการทบทวนรูปแบบ การซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศลาว โดยใคร่ขอเสนอดังนี้

ประการแรก ให้เวลารัฐบาลลาวและผู้ลงทุน 1 เดือนที่จะมาลงนามในสัญญา ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ฝ่ายไทยต้องเห็นชอบด้วย เพราะความน่าเชื่อถือของผู้ถือหุ้นคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสำเร็จของโครงการ

ประการที่สอง หากผู้ลงทุนไม่สามารถมาลงนามในสัญญาได้ภายใน 1 เดือน ให้นำโครงการอื่นๆ มาพิจารณาและคัดเลือกกันใหม่ อาจใช้ระบบการประมูลแข่งขันทางด้านราคาและคัดเลือก ซึ่งในการพิจารณาควรรวมประเด็นเกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย แม้ว่าโครงการดังกล่าวไม่อยู่ในประเทศไทย แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของโครงการ เราไม่ควรเสียเวลาเจราจากับโครงการที่มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย

ประการที่สาม ในการลงนามใน HOA ควรให้ผู้ลงทุนวางเงินค้ำประกันด้วย เช่นเดียวกับในกรณีของโครงการไอพีพี เพื่อป้องกันปัญหาการยกเลิกโครงการหรือการถอนตัวของผู้ลงทุนอย่างกะทันหัน เช่นในกรณีของการไฟฟ้าฝรั่งเศส

ประการสุดท้าย ในการลงนามในครั้งต่อๆ ไป ให้มีการลงนามในประเทศไทยอย่างเงียบๆ หากมีปัญหาจะได้ยกเลิกได้ง่ายๆ และในกรณีที่ต้องการมีงานเลี้ยงฉลองการลงนาม อย่าเตรียมการจัดงานเลี้ยงก่อนการลงนาม เมื่อลงนามในสัญญาแล้วอีกสัปดาห์ค่อยจัดงานเลี้ยงก็ได้

ที่จริงแล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์ในการลงนาม HOA น้ำเทิน 2 เมื่อปี 2538 กฟผ. พยายามให้การลงนามต่างๆ เป็นการลงนามอย่างเงียบๆ เพื่อมิให้กำหนดเวลาและการเตรียมพิธีเป็นแรงกดดันให้เราต้องหาข้อยุติโดยเร็ว ในประเด็นใหม่ที่ฝ่ายลาวมักหยิบยกขึ้นมาในนาทีสุดท้ายเสมอ ซึ่งอาจทำให้เราเสียเปรียบได้

ประเทศไทยยังมีทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้าอีกมาก ทั้งโครงการในประเทศไทยและโครงการอื่นในประเทศเพื่อนบ้าน อย่าไปเสียดายโครงการน้ำเทิน 2 ซึ่งแม้จะมีข้อดีบ้าง แต่ก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงและค่าไฟฟ้าก็ไม่ได้ต่ำเป็นพิเศษ เราเสียเวลามามากพอแล้วกับโครงการนี้

 

กลับหน้าแรก