ขุนพลของบริษัทไทยพร้อมหรือยัง?

ธุรกิจไทยสู้โลก : เกียรติศักดิ์ จีรเธียรนาถ  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 กรกฎาคม 2546

ภูมิคุ้มกันเดิม อาทิ จีเอสที กฎหมายประดามีที่จะปกป้องอุตสาหกรรมแรกเกิด หรือการให้การส่งเสริมโดยบีโอไอ เหล่านี้ นอกจากไม่ช่วยให้ขุนพลของเราแข็งแกร่งขึ้น กลับอาจจะทำให้อ่อนแอลงด้วยซ้ำไป

ในที่สุดสาระสำคัญของแถลงการณ์ของ อลัน กรีนสแปน ก็คือ การกอบกู้และป้องกัน ไม่ให้เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สภาวะเงินฝืด

เมื่อกลางปีก่อน รัฐสภาอเมริกันโดยการเสนอสาระของกฎจาก ก.ล.ต. ของสหรัฐก็ผ่านกฎหมาย Sabanes-Oxley Act ที่ถือว่าเป็นแกนสำคัญของกระบวนการบรรษัทภิบาลของอเมริกา ภายหลังจากบริษัทยักษ์ๆ ล่มสลาย หากจะเรียกว่าเป็นกฎหมายล้อมคอกก็เห็นจะไม่ผิดมากนัก แต่ผู้คุมกฎ กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานเสียแล้วละครับ

นายมอริช ควีนเบอร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอเมริกัน อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (AIG) ได้ออกมาร่ายยาวว่า สาระของกฎหมายนี้ นอกจากจะป้องกันการก่ออาชญากรรมทางธุรกิจดังที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ บรรดาเวลาที่เหล่า CEO ใช้ไปกับการจัดการกับการสร้างบรรษัทภิบาล ทำให้การบริหารความเสี่ยงลดทอนประสิทธิผลลงไป

ดูเหมือนว่า นายอลันจะประกาศอย่างห้าวหาญต่อไปว่า "เราจะคัดค้านกฎหมายนี้ต่อไป"

เมื่อเราประมวลความเชื่อ และอำนาจของคนภาครัฐที่มีอยู่นั้นมักจะแก้ปัญหาทางธุรกิจไม่ได้ ซ้ำร้ายความเชื่อทั้งสองฝ่ายยังคงเป็นเส้นขนานเช่นเดิม ทางการเชื่อว่ากฎเกณฑ์ที่ละเอียดจะป้องกันหรือจับติดได้ง่าย ทางฝ่ายเอกชนเชื่อว่า กฎเกณฑ์ที่หยุมหยิม และมากมายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกิจ วันๆ ต้องเสียเวลากับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เพิ่มมากขึ้นโดยไม่ตัดทอนหรือปรับปรุงของเดิม

เมื่อวานนี้ผมอ่านพบข่าวจากผู้ใหญ่ของกระทรวงอุตสาหกรรมของเรา ที่จะเร่งติดอาวุธแก่วิสาหกิจขนาดย่อมของเรา เพื่อรับมือกับสินค้า และบริการจากประเทศจีน ทั้งส่วนที่ปกป้องตลาดของเรา และส่วนที่เป็นตลาดโลก ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า ยุทธศาสตร์ระหว่างเรากับจีนนั้นจะเอาอย่างไร? เราจะเลือกเป็นพันธมิตรทางการค้ากับจีนทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม หรือส่วนที่ทับซ้อนกัน หรือดูกันเป็นรายสินค้า? รายภูมิภาค?

ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ตาม ขุนพลของบริษัทไทยพร้อมที่จะเข้ารบเพื่อปกป้องส่วนครองตลาดของเราในสินค้า และบริการต่างๆ หรือยัง? แล้วเราจะสู้ด้วยอะไรครับ? ด้วยการลดราคา? ด้านนวัตกรรม? หรือด้านการอุ้มชูจากภาครัฐ? ขุนพลของบริษัทไหน วันนี้มีความพร้อมในการเข้าแข่งขันในตลาดเสรีมากน้อยเพียงใด?

ภูมิคุ้มกันเดิม อาทิ จีเอสที กฎหมายประดามีที่จะปกป้องอุตสาหกรรมแรกเกิด หรือให้การส่งเสริมโดยบีโอไอ ก็ตามที สิ่งเหล่านี้นอกจากไม่ช่วยให้ขุนพลของเราส่วนใหญ่แข็งแกร่งขึ้น กลับอาจจะทำให้อ่อนแอลงด้วยซ้ำไปดังเช่นกรณีผู้ประกอบการของเราจะเรียกร้องให้รัฐบาลปกป้อง จีเอสที สุดฤทธิ์

ความสามารถหรือความพร้อมในการแข่งขันของบริษัทไทยนั้นขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของบุคลากรในทุกระดับของบริษัทต่างๆ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกิดขึ้นในแต่ละบริษัทนั้นต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และวิวัฒนาการของวัฒนธรรมขององค์กรตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ลงไป ไม่ใช่มองให้ฝ่ายการพนักงานเป็นผู้ตัดสินใจในการสร้างเบ้าหลอมทรัพยากรบุคคลดังเช่นที่ผ่านมา

American Society of Training and Development ทำการวิจัยสำคัญใน 3 โครงการใหญ่ ได้เสนอให้บริษัทสมาชิกเร่งรัดในการสร้างความพร้อมแก่คนโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร (Workplace Learning and Performance หรือ WLP) โดยมุ่งเน้นถึงการสร้างขีดความสามารถของบุคลากรทุกระดับให้ถึงพร้อมด้วยขีดความสามารถ (Competency) ในด้านธุรกิจ สภาวะผู้นำ การใช้ปัญญา (Analytical) เทคโนโลยี และด้านเทคนิค รวม 5 ด้านด้วยกัน

เป้าหมายใหญ่ในการสร้างขีดความสามารถเช่นว่านี้ ก็เพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นของธุรกิจ หรือบริษัทที่ต้องอยู่รอดมีกำไร และเติบโตอย่างยั่งยืน

ภาพรวมของการทำธุรกิจในวันนี้ ย่อมมีความผิดแผกแตกต่างจากสิ่งที่ผ่านมาในอดีต (10-20 ปีที่ผ่านมา) ความยิ่งยง หรือกลยุทธ์ที่ชนะศึกในอดีตนั้น ย่อมเป็นสิ่งดีงามที่ควรจดจำ และชื่นชม แต่ต้องคิดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าจะเหมาะกับยุคสมัยหรือไม่?

เราลองมาตอบคำถามสั้นๆ เหล่านี้ด้วยตนเองแล้วท่านก็คงมองเห็นภาพ ไรๆ แล้วว่า เราควรจะเตรียมความพร้อมแก่ขุนพลเราได้อย่างไร? ความคาดหวังของลูกค้าของบริษัทท่านเกี่ยวกับคุณภาพ ราคา เวลาส่งมอบ ปริมาณการซื้อต่อครั้ง ความสะดวกในการใช้สอย ฯลฯ ยังคงเหมือนเดิมหรือไม่ หรือเพิ่มขึ้น/ลดน้อยลงเพียงใด

คู่แข่งของท่านยังคงเป็นกลุ่มเดิมหรือไม่? เขาเปลี่ยนแปลงหรือปรับตัวได้มากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับบุคลากรของบริษัทท่าน? ธุรกิจของเราจะยืนยาวได้ด้วยอะไร? (คุณภาพ ราคาขาย การคุ้มครอง หรือชั้นเชิงเหลี่ยมคูทางธุรกิจ) ปัจจัยหลักในการค้ำยันธุรกิจคืออะไร? (คน เทคโนโลยี เงิน อำนาจ ความรู้ คุณธรรม ฯลฯ)

ท่านลองตั้งคำถามให้ตัวเองว่า บริษัทท่านต้องเผชิญกับความยุ่งยาก หรือสิ่งที่ท้าทายขุมกำลังของท่านในด้านใดบ้าง อาทิ ด้านการจัดการการเงิน ด้านเผชิญกับโลกาภิวัตน์ ด้านความพร้อมของบุคลากร (ความเก่ง ความดี และจำนวน) ด้านความสามารถในการรักษาและช่วงชิงลูกค้าชั้นดีมา ด้านการใช้เทคโนโลยีให้คุ้มค่า และด้านความพร้อมในการรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ

ขุนพลธุรกิจแต่ละคนนั้นต้องใช้เวลาเกินกว่า 5 ปี ในการสร้างขึ้นมา แต่ความยากหรือความลังเลของเจ้าของกิจการหรือซีอีโอของบริษัทก็คือ 1) สงสัยว่าทำไมการทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมากในการฝึกอบรมคนจึงไม่บังเกิดผลให้กับการลงทุน 2) การฝึกอบรมไม่สอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ของบริษัท 3) ไม่แน่ใจว่าผู้ได้รับการฝึกมากๆ แล้วจะถูกซื้อตัวไปเมื่อใด?

การซื้อเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะมีเงินก็ซื้อได้ แต่ซื้อมาแล้วยังใช้ไม่คล่องก็ล้าสมัยเสียแล้ว แต่การซื้อหาคนดีและเก่งนั้นไม่ง่ายนัก ผมได้รับคำปรารถจากผู้หลักผู้ใหญ่ในบริษัทชั้นนำของประเทศว่า "ผมเสียคนเก่งไปหลายคน แต่ยังโชคดีที่ยังไม่เสียคนดีไป" ประโยคนี้พอจะสะท้อนความจริงของชีวิตได้บางประการก็คือว่า คนดีแล้วไม่เก่งนั้นดูเหมือนจะหายาก แต่คนเก่งแล้วไม่ดีจะหาได้ง่ายกว่า ....นี่ผมเข้าใจเอาเองนะครับ ผิดถูกอย่างไรท่านเลือกเชื่อเอาได้

ในระยะนี้ท่านอาจจะได้ยินหรืออ่านพบศัพท์ใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างคนหรือพัฒนาคนให้เกิดความพร้อมในการแข่งขัน อาทิ Work Place Learning and Performance, Knowledge, Management, Chief Knowledge Officer (CKO) เป็นต้น

ปรากฏการณ์เช่นว่านี้ล้วนแต่เกิดจากกระบวนทัศน์ที่เปลี่ยนไปจากการฝึกอบรม (Training) คนเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะกลุ่มให้เกิดความเข้าใจหรือเรียนรู้เฉพาะด้าน (ในช่วงก่อน ค.ศ. 1980) มาสู่การพัฒนาทรัพยากรบุคคล (Human Resource Development หรือ HRD) ที่มุ่งพัฒนาขีดความสามารถ(Competency) ของปัจเจกบุคคล และของกลุ่มโดยมุ่งผลให้ทรัพยากรของบุคคลมีการพัฒนาขึ้นจากการเข้ามาแทรกแซงของกระบวนการพัฒนา (1980-1995)

ปัจจุบันนี้นักวิชาการและนักปฏิบัติต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กระบวนทัศน์ กระบวนการ และวิธีการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกิดขึ้นแก่บริษัทนั้นต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน มิใช่มาจากภายนอกแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ซึ่งส่วนนี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ทั่วทั้งองค์กร และเป็นการเรียนรู้ชั่วชีวิต

การเรียนรู้เช่นว่านี้แหละครับที่จะสร้างขุนพลของบริษัทให้เกิดความพร้อมในการแข่งขัน ด้วยจิตวิญญาณของตน ผสมผสานกับพลังจากภายนอกคือสภาพแวดล้อม และวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้นั่นเอง

 

กลับหน้าแรก