ทางเลือกใหม่ของผู้ลงทุน?

กองทุนวายุภักษ์ : ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  1  กรกฎาคม  2546  

กองทุนรวมประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้นหรือกองทุนประเภทตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนการลงทุนในช่วงสองปีที่ผ่านมาสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารบวก 2%

กองทุนวายุภักษ์ ได้ทำให้การลงทุนในกองทุนรวม เป็นข่าวหน้าหนึ่งได้หลายวันในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และทำให้ประชาชนมีความสนใจกับการลงทุนในกองทุนรวมขึ้นอีกครั้ง สำหรับผู้ที่มีเงินฝากธนาคาร และในขณะนี้ได้รับดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมาก และมีโอกาสที่จะลดต่ำลงไปอีกนั้น กองทุนวายุภักษ์เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ก็ควรพิจารณาเปรียบเทียบกับกองทุนรวมอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีให้เลือกอย่างหลากหลาย

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น รัฐบาลจะระดมทุนผ่านกองทุนวายุภักษ์ ออกเป็น 2 กอง แบ่งตามประเภทของผู้ลงทุนและหลักทรัพย์ที่จะเข้าไปลงทุน โดยกองทุนวายุภักษ์ 1 มีขนาดไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ระยะเวลาไถ่ถอน 10 ปี เน้นขายหน่วยลงทุนให้นักลงทุนรายย่อยไม่ต่ำกว่ารายละ 5 หมื่นบาท ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากธนาคารประมาณร้อยละ 2 โดยจะลงทุนในรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่ ซึ่งรัฐบาลจะประกันเงินต้น และผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน

ส่วนกองทุนวายุภักษ์ 2 เน้นขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนรายใหญ่ และนักลงทุนประเภทสถาบัน รายละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ไม่ได้กำหนดขนาดกองทุน และไม่มีการประกันความเสี่ยงจากการลงทุน ทั้งนี้กองทุนวายุภักษ์ 2 จะลงทุนในสิทธิต่างๆ ในตราสารหนี้ และหุ้นของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะการเพิ่มทุนของรัฐวิสาหกิจตามสัดส่วนที่กระทรวงการคลังถือหุ้นอยู่

ที่จริงธุรกิจกองทุนรวมในไทยมีมานานแล้วแต่ยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันเรามีเงินฝากธนาคารกว่า 5 ล้านล้านบาท แต่มีการลงทุนในกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคลเพียง 8 แสนล้านบาท

กองทุนสามประเภทนี้จะบริหารจัดการโดย บลจ. ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. โดยบริษัทที่มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการที่มากที่สุดคือ บลจ.กสิกรไทย (ประมาณ 140,000 ล้านบาท หรือ 16% ของตลาด) รองลงมาได้แก่ บลจ.อยุธยาเจเอฟ บลจ.วรรณ บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด และ บลจ.กรุงไทย ซึ่งมีทรัพย์สินภายใต้การจัดการใกล้เคียงกัน คือประมาณ 7- 8 หมื่นล้านบาท หรือ 8% ของตลาด

ในส่วนของกองทุนรวมซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้นั้นมีมูลค่าประมาณ 4 แสนล้านบาท แต่หากแยกกองทุนรวมพิเศษออกไปแล้ว (กองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินและกองทุนต่างประเทศ) จะเหลือเพียง 2แสนล้านบาท ซึ่งมีผู้ถือหน่วยลงทุนประมาณ 5 แสน 5 หมื่นราย คิดเป็นเงินลงทุนรายละประมาณ 4 แสนบาท

ก่อนที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 นั้นเรามีผู้ลงทุนในกองทุนรวมประมาณ 8 แสนราย วิกฤติเศรษฐกิจทำให้มูลค่าหน่วยลงทุนของกองทุนรวมลดลงมาก ทั้งกองทุนหุ้นและกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้นที่มีการออกมาขายครั้งแรกในช่วงที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ในระดับ 1,400-1,700 อาจมีมูลค่าเหลือ 4 บาทในปัจจุบัน

กองทุนตราสารหนี้บางกองก็มีมูลค่าหน่วยลงทุนลดลงมาก เพราะถือตราสารหนี้ของบริษัท ที่ต่อมาประสบภาวะล้มละลาย หรือต้องปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มูลค่าของตราสารหนี้ที่ถือบางส่วนลดลงมาก ประชาชนจำนวนมาก จึงมีทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อกองทุนรวม และยอมทนกับการฝากเงินในธนาคารทั้งๆ ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก

ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบันมีผู้ฝากเงินในบัญชีเงินฝากประจำ ในธนาคารพาณิชย์มากกว่าบัญชีละ 10 ล้านบาทถึง 37,705 ราย รวมเป็นเงินทั้งหมดถึง 1.3 ล้านล้านบาท

นอกจากทัศนคติที่ไม่ค่อยดีต่อกองทุนรวมแล้ว ผู้ลงทุนจำนวนมากยังคิดว่า กองทุนรวมนั้นก็คือ กองทุนหุ้นซึ่งลงทุนในหุ้น ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จึงมีความเสี่ยงสูง แต่ในข้อเท็จจริงแล้วกองทุนรวมส่วนใหญ่ คือกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ และตราสารหนี้เท่านั้น ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ

หากเราพิจารณาผลตอบแทนการลงทุนของกองทุนรวมต่างๆ ในช่วงสองปีที่ผ่านมาแล้วจะเห็นว่า กองทุนประเภทพันธบัตร และตราสารหนี้โดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทน ร้อยละ 8.3 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ( 22 มิ.ย. 44 - 20 มิ.ย. 46) ร้อยละ 4.1 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ( 21 มิ.ย. 44 - 20 มิ.ย. 46) และร้อยละ 1.9 ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา (จนถึง 20 มิ.ย. 46) โดย บลจ. ที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดได้ผลตอบแทนร้อยละ 11.6 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ร้อยละ 6.2 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาและร้อยละ 4.1 ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา

ส่วนกองทุนหุ้นนั้น ปรากฏว่า กองทุนหุ้นโดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทนร้อยละ 52.6 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ( 22 มิ.ย.44 - 20 มิ.ย. 46) ร้อยละ 18.0 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา (21 มิ.ย. 44 - 20 มิ.ย. 46) และร้อยละ 24.5 ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา (จนถึง 20 มิ.ย. 46) โดย บลจ.ที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดได้ผลตอบแทนร้อยละ 81.7 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ร้อยละ 25.4 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาและร้อยละ 34.6 ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา

ในช่วงเวลาเดียวกันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 42.1 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ร้อยละ 14.5 ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และร้อยละ 27.0 ตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา

จากข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนรวมดังกล่าวจะเห็นได้ว่า กองทุนรวมประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหุ้น หรือกองทุนประเภทตราสารหนี้ ให้ผลตอบแทนการลงทุน ในช่วงสองปีที่ผ่านมา สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารบวก 2%

จุดที่แตกต่างกันระหว่างกองทุนรวมในปัจจุบัน กับกองทุนวายุภักษ์ ก็คือในขณะนี้ยังไม่มีกองทุนรวมที่ประกันเงินต้น และผลตอบแทนการลงทุน เพราะทางราชการยังไม่อนุญาต ทั้งที่มี บลจ.ได้ยื่นขอไปแล้ว ที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือ กองทุนรวมที่คุ้มครองเงินต้น กล่าวคือ กองทุนจะลงทุนในทั้งหุ้น พันธบัตร และตราสารหนี้ โดยมีกลยุทธ์ในการลงทุน ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าหลังครบกำหนดแล้ว ผู้ลงทุนจะได้เงินต้นคืน แต่มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นมาก ในกรณีที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้น

อย่างไรก็ตามภายใต้สภาวะปัจจุบัน ผมคิดว่ากองทุนรวมที่มีอยู่ในขณะนี้มีความเสี่ยงน้อย และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพียงพอ โดยไม่ต้องลงทุนในกองทุนที่ประกันเงินต้น และผลตอบแทนด้วยเหตุผลสามประการ

ประการแรก วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเช่นในปี 2540 ไม่น่าเกิดขึ้นอีกในระยะนี้ ฉะนั้นหาก บลจ.มีความระมัดระวังในการลงทุนแล้ว จะมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนตราสารหนี้ เมื่อครบกำหนด จะมีมูลค่าหน่วยลงทุนต่ำกว่าเงินต้น

ประการที่สอง บลจ.ได้เรียนรู้บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจ ฉะนั้นกระบวนการในการตัดสินใจลงทุน จะมีความรอบคอบ และมีการกลั่นกรองตรวจสอบ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้หรือหุ้น

ประการที่สาม ภายใต้สภาวะดอกเบี้ยที่ต่ำมาก เช่นในปัจจุบันกองทุนที่ประกันเงินต้นและผลตอบแทน จะให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าจูงใจเท่าใด เพราะค่าประกันโดยบุคคลที่สาม (เช่นธนาคาร) กลายเป็นสัดส่วนสำคัญของต้นทุน ในการบริหารกองทุน ทำให้กองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนที่ "จืด" มาก และไม่แตกต่างจากการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเท่าใดนัก

กองทุนวายุภักษ์ได้ทำให้การลงทุนในกองทุนรวม เป็นที่สนใจของประชาชนอีกครั้ง สำหรับผู้ที่มีเงินฝากธนาคาร และในขณะนี้ได้รับดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำมาก จะรอกองทุนวายุภักษ์หรือไม่ก็แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคน แต่ควรตระหนักว่า ในขณะนี้ก็มีกองทุนรวมอื่นๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย และการลงทุนในกองทุนรวมเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้ควรใช้เวลาเล็กน้อย ในการเลือกกองทุนรวมที่เหมาะสม โดยเลือกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่เราเห็นว่าจะบริหารเงินของเราได้ดีที่สุด และเรามีความไว้วางใจที่สุด และเลือกกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของเรา

 

กลับหน้าแรก