เขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียบูรพา?

รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง  ผู้จัดการออนไลน์  วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2546

มนุษยพิภพมีทีท่าว่าจะแปรสภาพเป็นไตรอภิรัฐพิภพทางเศรษฐกิจ (Tri-polar World Economy) มานานนับทศวรรษ เมื่อประชาคมยุโรปแปรสภาพเป็นสหภาพยุโรป เมื่อมีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) ซึ่งมีแผนที่จะขยายเป็นเขตการค้าเสรีแห่งอเมริกา (Free Trade Area of the Americas = FTAA) และเมื่อมีการจัดตั้งเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งอาเซียแปซิฟิก (APEC)

แต่แล้ว FTAA ยังไม่คลอด จนแล้วจนรอด และ APEC ทำท่าตายทั้งกลม วิกฤติการณ์การเงินเม็กซิโกปี 2537-2538 และวิกฤติการณ์การเงินอาเซียปี 2540 ซึ่งก่อผลลุกลามต่อรัสเซีย ละตินอเมริกา และแอฟริกาใต้ บั่นทอนความเป็นไปได้ในการจัดตั้งอภิมหารัฐทางเศรษฐกิจ หรือ Super Bloc จะมีที่เป็นตัวตนก็เฉพาะแต่สหภาพยุโรปเท่านั้น

วิกฤติการณ์การเงินเม็กซิโก 2537-2538 กัดเซาะ NAFTA อย่างเห็นได้ชัด ภาคีสมาชิกมิได้ประโยชน์จากการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอย่างเต็มที่ดังที่คาดหวัง โดยที่การต่อต้าน NAFTA ปรากฏอย่างรุนแรงในเม็กซิโก ละตินอเมริกาได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์การเงินเม็กซิโกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ มิหนำยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาอีกด้วย ความอ่อนเปลี้ยทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ทำลายความหวังในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีแห่งอเมริกา ซึ่งครอบคลุมปริมณฑลตั้งแต่จุดสูงสุดของทวีอเมริกาเหนือ จรดจุดต่ำสุดของทวีปอเมริกาใต้

ความอ่อนเปลี้ยทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ มิได้ส่งผลกระทบต่อ NAFTA และ FTAA เท่านั้น หากยังส่งผลกระทบต่อ APEC อีกด้วย โดยที่ APEC ทำท่าจะแท้ง เมื่อประเทศต่างๆ ในอาเซียบูรพาประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา โดยที่หลายประเทศในบัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสู่ภาวะเศรษฐกิจปกติ

ภายหลังวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาปี 2540 มีพัฒนาการในแนวทางที่แตกต่างกันอย่างน้อย 2 แนวทาง แนวทางหนึ่งยึดหลักการภูมิภาคนิยม (Regionalism) อีกแนวทางหนึ่งยึดหลักการทวิภาคีนิยม (Bilateralism)

แม้ว่าวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาปี 2540 จะบั่นทอนศักยภาพของเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) แต่ประเทศต่างๆ ในอาเซียบูรพายังคงเห็นว่า แนวทางภูมิภาคนิยมเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์อย่างน้อยที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรอง เพื่อฟื้นคืน ความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจ แห่งอาเซียบูรพา (East Asian Economic Miracle) สาธารณรัฐประชาชนจีนทำหน้าที่เป็น พี่ใหญ่ แห่งอาเซียบูรพา

การเดินแนวทางภูมิภาคนิยม เห็นได้จากการทำข้อตกลง ASEAN Plus Three ซึ่งกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ตามมาด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับอาเซียนและญี่ปุ่นกับอาเซียน ท้ายที่สุดได้แก่ ข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2546

พัฒนาการต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้นนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียบูรพา หรือเขตการค้าเสรีอาเซียตะวันออกเฉียงเหนือ (Northeast Asian Free Trade Area) แล้วแต่กรณี อภิมหารัฐทางเศรษฐกิจดังกล่าวนี้ หากจัดตั้งสำเร็จ จะมีขนาดใหญ่พอที่จะต่อกรกับ NAFTA และสหภาพยุโรปได้ แต่ความสำเร็จแลดูลางเลือน เพราะความมุ่งมั่นของผู้นำชาติต่างๆ ในอาเซียบูรพาในการเดินแนวทางภูมิภาคนิยมแตกต่างกันมาก

ภายหลังวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาปี 2540 ภาคีอาเซียนต่างเอาตัวรอด ตัวใครตัวมัน โดยยึดแนวทางทวิภาคีเป็นยุทธศาสตร์หลัก สิงคโปร์นับเป็นอุทาหรณ์อันดีของความข้อนี้ สปิริตแห่งอาเซียน หากมีมาก่อนดูเหมือนจะเหือดหาย ทั้งสิงคโปร์มิอาจหวังพึ่งความมีชีวิตของ AFTA ได้ ลัทธิเอาตัวรอด ทำให้สิงคโปร์เลือกทำข้อตกลงการค้าเสรีในลักษณะทวิภาคีกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ในเมื่อระบบเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศเป็นจักรกลแห่งการจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และในเมื่อ AFTA มิอาจเป็นที่พึ่งของสิงคโปร์ได้ สิงคโปร์จำต้องแสวงหาหนทางในการขยายตลาดการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการทำข้อตกลงการค้าเสรี

มาเลเซียเจริญรอยตามสิงคโปร์ โดยอยู่ในกระบวนการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเป้าหมายต่อไป ไทยเจริญรอยตามสิงคโปร์และมาเลเซียด้วย ทั้งไทยและมาเลเซียอยู่ในขั้นตอนการทำข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยโครงสร้างการค้าและการลงทุนกับสหรัฐอเมริกา (Bilateral Trade and Investment Framework Agreement = BTIFA) ก่อนที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) ในภายหลัง

สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียน และทำข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แล้ว ยังมีแผนที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศอีกด้วย การทำข้อตกลงระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับอินเดีย ในการขยายการค้าชายแดนผ่านช่องแคบนาธูลา (Nathu La) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2546 นอกจากจะเป็นประโยชน์ในการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสองแล้ว ยังอาจมีผลเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียใต้กับอาเซียนอีกด้วย

ญี่ปุ่นค่อนข้างเชื่องช้าในการเดินทางทวิภาคีนิยม สัญญาการค้าเสรีระหว่างญี่ปุ่นกับอาเซียนใช้เวลาเจรจายาวนานถึง 4 ปี หากสาธารณรัฐประชาชนจีนมิได้เป็น คู่แข่ง ในการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับอาเซียน ข้อตกลงญี่ปุ่น-อาเซียนอาจยืดเยื้อยาวนานมากกว่านี้ ญี่ปุ่นมีแผนที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับภาคีอาเซียนสำคัญเพียง 3 ประการ อันได้แก่ ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่น ข้อตกลงการค้าเสรีมักจะติด หล่ม ในระบบราชการญี่ปุ่น เพราะขุนนางนักวิชาการญี่ปุ่นเกรงกลัวว่า การเปิดเสรีทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรญี่ปุ่นอย่างรุนแรง

เกาหลีใต้ นอกจากทำข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่นแล้ว มีแผนที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สิงคโปร์ และเม็กซิโก

ณ บัดนี้ อาเซียบูรพากำลังอยู่ในช่วงแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แม้จะมีการเคลื่อนไหวในการจัดระเบียบการค้าระหว่างประเทศในแนวทางภูมิภาคนิยม จนดูเสมือนหนึ่งว่า มีความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเสรีอาเซียบูรพา หรือเขตการค้าเสรีอาเซียตะวันออกเฉียงเหนือ แต่การเคลื่อนไหวที่หนักแน่นกว่าและมีผลจริงจังมากกว่ากลับเป็นการจัดระเบียบการค้าระหว่างประเทศในแนวทางทวิภาคีนิยม โดยมีแกนข้อตกลงการค้าเสรีอย่างน้อย 2 แกน แกนหนึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา อีกแกนหนึ่งได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน การที่ประเทศทั้งสองเป็นแกนในการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีเป็นผลจากขนาดของตลาดอันมหึมานั้นเอง

 

กลับหน้าแรก