การพัฒนาที่ยั่งยืน

โดย วิวัฒน์ชัย อัตถากร คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า  มติชนรายวัน  วันที่  17  กรกฎาคม  2546

ผู้เขียนได้รับเชิญไปบรรยายแก่นักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เกี่ยวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนกับประเทศไทย จึงนำเอาสาระบางส่วนมาเขียนเป็นบทความนี้

แม้คำว่า "ยั่งยืน" จะพูดกันบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น แพร่หลายขึ้น และมักใช้เป็นคำสร้อยต่อท้ายให้ฟังดูดี แต่ก็มักสื่อความหมายกันไม่ทั่วด้านนัก ทั้งที่มีนัยลึกกว่านั้นมาก เช่น การกล่าวว่า "จัดการสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน" หรือ "เติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน" นั้น เป็นการมองแบบคับแคบไม่กี่ตัวแปร หรือไม่ก็คิดในกรอบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักล้วนๆ ทำไปทำมาอาจวกกลับนำไปสู่ "ความไม่ยั่งยืน" อีกก็ เป็นได้

นโยบายรัฐจะสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนจริงแท้แค่ไหน ควรประเมินจากผลวิจัยด้วย เช่น การสำรวจเบื้องต้นพบว่า ครัวเรือนมีสัดส่วนเงินออมต่อรายได้ลดลง ภายหลังเข้าร่วมโครงการกองทุนหมู่บ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์, ธนาคารเพื่อประ ชาชน, และพักชำระหนี้เกษตรกร (กรุงเทพธุรกิจ 29 มิ.ย.46 น.1)

การดำเนินงานของ ธนาคารเพื่อประชาชนเกิดมีเอ็นพีแอลเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหา นคร มีเอ็นพีแอลสูงกว่าร้อยละ 10 บางสาขาของธนาคารประชาชนสูงถึงร้อยละ 40 (กรุงเทพธุรกิจ 5 ก.ค.46 น.3)

การที่เงินออมลด หนี้เพิ่ม ส่ออาการไม่ยั่งยืน ควรแก้ไขให้ถูกวิธี

จุดอ่อนกรอบคิดสภาพัฒน์

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2546 ที่ผ่านมานี้ สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาเรื่อง "การพัฒนาที่ยั่งยืน" โดยเสนอกรอบแนวคิดพัฒนาที่ยั่งยืนว่ามี 3 ด้าน คือ ทรัพยากรธรรมชาติ, เศรษฐกิจ, และสังคม นั้น (โปรดดู มติชนรายวัน 30 มิ.ย.46 น.2)

อ่านดูแล้วเห็นว่ามีจุดอ่อนหลายประการ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนในประเด็นสำคัญยิ่งที่ไม่ควรละเลย ในการนำเสนอกรอบแนวคิดพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งนี้ กล่าวคือ

(1) ไม่ได้เขียนแนวคิด/ทฤษฎีการพัฒนาที่เป็นฐานคิด จึงไม่ปรากฏ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่ควรยึดเป็นปรัชญานำทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในเอกสารสัมมนาของสภาพัฒน์เลย

(2) ไม่ได้แยกเรื่อง "ความเสมอภาค" ออกมาเขียนเป็นมิติหนึ่งต่างหากให้เด่นชัด ทั้งๆ ที่เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า "ความเหลื่อมล้ำ" และ "ความยากจน" เป็นปัญหาของชาติในลำดับสูงต้องแก้ไขกันอย่างจริงจัง เกาให้ถูกที่คันเสียที

(3) ไม่ได้เขียนถึง "ภูมิปัญญาท้องถิ่น" ให้ชัดเฉพาะ เป็นประเด็นใหญ่อันสำคัญในฐานะ "เทคโน โลยี-ทุนความรู้ของชาติ" (แต่กลับไปเขียนปนๆ ไว้ในเรื่องสังคม ทำให้ความสำคัญด้อยลง) ที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีซึ่งไทยเสียเปรียบต่างชาติ จนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเกิดวิกฤตหนี้สินต่างประเทศมาแล้ว

(4) ไม่ได้เอ่ยถึงมิติด้าน "สันติภาพ" แม้แต่น้อยนิด ทั้งๆ ที่เป็นหัวใจของความยั่งยืน วิกฤตหลายอย่างในสังคมไทยต้องแก้ไขโดย "สันติวิธี" ในวิถี "สันติธรรม" โดยเฉพาะความขัดแย้งเรื่องสิ่งแวดล้อม ระหว่างรัฐกับประชา ชน นับวันจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ ทั้งนี้เพราะลึกลงไปมันเป็นกรอบคิดที่ขัดแย้งกันสองแนวทาง

(5) ไม่ได้เน้นเรื่อง "ประชาธิปไตย" ทั้งๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มีการเอ่ยถึงเรื่องการมีส่วนร่วมบ้างก็อย่างผิวเผิน อันที่จริงการหลบ-หลีก-เลี่ยงที่จะเขียนถึงเรื่องการเมืองและโครง สร้างอำนาจมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้กรอบคิดยั่งยืนของสภาพัฒน์ไม่ยั่ง ยืน และขาดน้ำหนักลงไปมากเท่านั้น การปฏิเสธ "การเมืองภาคประชาชน" ก็เท่ากับปฏิเสธ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ออกจะเกรงใจอะไรต่อมิอะไรมากไปหรือเปล่านี่?

เมื่อมิติสำคัญๆ ขาดหายไป หรือไม่ได้รับการเน้นย้ำ "พัฒนาที่ยั่งยืน" ของสภาพัฒน์ก็คงเป็นได้แค่ชื่อ เป็นได้แค่แบบ "หัวมงกุท้ายมังกร" หากบูรณาการไม่เป็นระบบ การนำไปปฏิบัติอาจเกิดปัญหา ท้ายสุดอาจเข้าอีหรอบเดิมวกกลับเข้ากรอบ "เสรีนิยมใหม่" อันเป็นตัวตนของสภาพัฒน์อีกหรือไม่?

ดังนั้น สภาพัฒน์ควรพิจารณาปรับแก้กรอบความคิดให้ชัดเจนขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ดีกว่าจะเขียนคำเป็นภาษาดอกไม้ แต่ปฏิบัติจริงได้น้อยได้ยาก

การจัดสัมมนาเรื่องนี้ของสภาพัฒน์นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้จะช้าไปสักหน่อย อันที่จริงองค์ความรู้ว่าด้วย "การพัฒนาที่ยั่งยืน" ทั้งคนเทศคนไทยเขาเขียนและพูดกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว

ความหมายใหม่

การพัฒนาที่ยั่งยืน" ในทรรศนะของผู้เขียน หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมและของสถาบันต่างๆ ทางสังคม เช่น (สถาบันทางเศรษฐกิจ, การเมือง, การศึกษา, สื่อมวลชน ฯลฯ) ในหลายมิติตลอดจนทัศนคติ ค่านิยมและระบบคุณค่า เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเชิงปริมาณไปสู่เชิงคุณภาพให้ดียิ่งขึ้น ปลอดจากระบบผูกขาดทางเศรษฐกิจและผูกขาดอำนาจทางการเมือง เอื้ออำนวยต่อระบบเศรษฐกิจนั้น ให้สามารถเพิ่มผลผลิตอย่างมีดุลยภาพระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม สร้างความเสมอภาคทางโอกาส ขจัดความยากจน

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก