|
รายงานสถานการณ์และแนวโน้มประเทศไทย
มิถุนายน 2546
สถานการณ์ชัดเจน
ความไม่แน่นอนยังคงสูง
โครงการข่าวสาร ทิศทางประเทศไทย(TTMP) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) มติชนรายวัน วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 ด้านภายในประเทศ มีเหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ 1)เศรษฐกิจมีสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ การส่งออกก็เพิ่มในอัตราสูง การเก็บภาษีของกรมสรรพากรเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้มาก ถึงกระนั้นรัฐบาลยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ที่สำคัญนั้นผ่านกลไกทางการตลาด ได้แก่ การกระตุ้นการบริโภค ประกอบด้วยโครงการที่เรียกกันอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการว่า "เอื้ออาทร" จำนวนหนึ่ง การดูดซับสภาพคล่องจากตลาดในรูปพันธบัตร และกองทุน โดยเฉพาะในด้านกองทุนจะเพิ่มความคล่องตัวแก่รัฐบาล ในการเข้าแทรกแซงในตลาดเงินทุน การจัดทำโครงการของรัฐที่คาดว่าจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการสุวรรณภูมิ และล้มเลิกโครงการที่เห็นว่ามีบทบาทน้อย เช่นโครงการบำบัดน้ำเสีย นอกจากนั้น ยังดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การรักษาค่าเงินบาทโดยการลดดอกเบี้ย เพื่อต่อต้านการเก็งกำไร จากส่วนต่างของดอกเบี้ยและสนับสนุนการส่งออก การแสวงหาตลาดส่งออกใหม่ การผลักดันให้มีการก่อตั้งพันธบัตรเอเชีย การสนับสนุนธนาคารรัฐ เช่น ธนาคารกรุงไทย ให้มีบทบาทมากขึ้นในการปล่อยเงินกู้และกดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไว้ การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ต่อไปอีก 1 ปี รวมทั้งมีการปฏิรูประบบราชการ ให้กลายเป็นแบบบูรณาการ เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น นโยบาย มาตรการ และโครงการจำนวนมากของรัฐบาลที่ทยอยออกมา คาดหมายว่าจะมีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไป อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนมีอยู่สูง เนื่องจากระบบตลาดทั้งภายในและระหว่างประเทศยังไม่ทำงานเต็มที่ การแข่งขันที่สูงขึ้น เกิดสภาพคล่องล้นเกิน จนอาจนำไปสู่กับดักสภาพคล่อง โดยเฉพาะในศูนย์กลางทุนโลก ซึ่งมีนักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า หากจัดการไม่ดีก็อาจเกิดภาวะที่เรียกว่าการควงสว่านทางภาวะเงินฝืด(Spiral Deflation) โดยภาวะเงินฝืดก่อให้เกิดลดการผลิต ลดการจ้างงาน ทำให้รายได้ของคนงานลดลง อำนาจการซื้อต่ำ สินค้าล้นตลาดและราคาถูก นำไปสู่ภาวะเงินฝืดที่หนักหน่วงยิ่งขึ้น ดังนั้น แม้เศรษฐกิจไทยจะเกิดปรากฏการณ์สดใส แต่ก็ยังมีความเสี่ยงสูง กล่าวได้ว่าเศรษฐกิจของประเทศดำเนินไปอยู่ระหว่างการเฟื่องฟู กับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่ การแสดงทรรศนะอย่างจริงใจ การหันหน้ามารับฟังกันและกัน การแสวงหาความร่วมมือและทางออกที่หลากหลาย ตลอดจนการพัฒนากำลังการผลิต การจัดการ และการกระจายความมั่งคั่ง เหล่านี้น่าจะช่วยประกันความเสี่ยงดังกล่าวได้ 2)การจัดระเบียบสังคมชัดเจนขึ้น แต่ชะลอตัว ควบคู่กับการกระตุ้นทางเศรษฐกิจได้มีการจัดระเบียบสังคมขนานใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน พบว่าเมื่อได้ดำเนินการก้าวสู่ขั้นที่สอง ได้แก่ การขจัดผู้มีอิทธิพลและอาวุธสงคราม เกิดความไม่ราบรื่น เหมือนเมื่อครั้งทำสงครามปราบปรามยาเสพติด เกิดปัญหาและอุปสรรคจำนวนมาก จำต้องมีการปรับปรุงทั้งด้านวิธีคิด นโยบาย มาตรการ ตัวบุคคลที่รับผิดชอบ และอื่นๆ จึงจะสามารถทะลุทะลวงต่อไปได้ และหากปฏิบัติไม่เหมาะสมแล้วก็อาจจะส่งผลด้านลบต่อความสำเร็จของการปราบปรามยาเสพติดอีกด้วย การชะลอตัวดังกล่าว ในบางด้านเป็นสิ่งที่ปรากฏทั่วไปในปฏิบัติการต่างๆ ที่มักเริ่มต้นจากจุดที่ง่ายที่สุด เมื่อดำเนินไปพักหนึ่งจะก้าวสู่ระยะที่ยากขึ้นเป็นลำดับ ไม่อาจดำเนินไปอย่างเดิม เมื่อคำนึงถึงการชะลอตัวที่เกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว นับจากเริ่มต้นปฏิบัติการในเดือนกุมภาพันธ์ 2546 เป็นสัญญาณว่าผู้มีอิทธิพลน่าจะยังคงมีบทบาทในเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมไทยไปอีกยาวนานพอสมควร อย่างไรก็ตาม การจัดระเบียบสังคมครั้งใหญ่นี้ย่อมเกิดผลด้านบวกอย่างสูงต่อสังคมไทย ที่สำคัญ ได้แก่การที่เยาวชนของชาติจำนวนไม่น้อยพ้นจากอันตรายจากยาเสพติดและอบายมุข และการที่สุจริตชนสามารถประกอบอาชีพโดยไม่ต้องถูกรีดไถเสียเงินใต้โต๊ะได้มากขึ้น นอกจากนี้ การจัดระเบียบสังคมที่กระทำอย่างเหมาะสม จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระนั้นก็ควรระวังไม่ให้การจัดระเบียบสังคมนี้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายบริหารในการขจัดคู่แข่งของตน ซึ่งกลายเป็นการแย่งกันเป็นผู้มีอิทธิพลมากกว่าที่จะจัดระเบียบสังคม 3)การพิพาทระหว่างรัฐบาลกับเอ็นจีโอยังคงขึงตึง กรณีล่าสุดคือกรณีการก่อสร้างท่อก๊าซไทยมาเลเซีย แต่ก็พบความพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสม เนื่องจากในทางปฏิบัติทั้งสองฝ่ายต่างต้องการกันและกัน ฝ่ายรัฐบาลนั้นโดยทั่วไปต้องการเครื่องมือที่ช่วยเร่งแผนปฏิบัติงาน ซึ่งไม่อาจหาได้ในระบบราชการหรือการบริหารตามปกติ อันที่จริงแล้วนับแต่มีรัฐขึ้นมาหลายพันปีมาแล้ว รัฐทั้งหลายไม่เคยมีอำนาจสมบูรณ์ มักต้องแบ่งอำนาจกับกลุ่มอื่น ซึ่งบางเวลาแบ่งกับกลุ่มนักบวช บางเวลาแบ่งกับกลุ่มนักธุรกิจ ในขณะที่กลุ่มนักธุรกิจไทยก็ไม่ได้เข้มแข็งอะไรมากนัก กิจกรรมสำคัญทางเศรษฐกิจจำนวนมากถูกครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติ การที่รัฐบาลได้มีความสัมพันธ์หรือความเข้าใจอันดีกับกลุ่มประชาสังคมหรือเอ็นจีโอน่าจะมีประโยชน์กว่า ในขณะเดียวกัน กลุ่มเอ็นจีโอไทยก็ต้องการการสนับสนุนอย่างน้อยทางการเงินจากภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลสามารถตั้งกองทุนสนับสนุนกลุ่มเอ็นจีโอในด้านต่างๆ เช่น การมีส่วนร่วมในการศึกษา การปกครองส่วนท้องถิ่น การสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง ช่องว่างที่สำคัญระหว่างรัฐบาลกับเอ็นจีโอน่าจะอยู่ที่แนวทางการพัฒนาประเทศที่ให้จุดเน้นที่ต่างกัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันดูจะเป็นว่าประเทศไทยจำต้องพัฒนาทุกด้านพร้อมกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การร่วมใจกันฝ่าคลื่นลมน่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสม 4)การเมืองค่อนข้างนิ่ง สืบเนื่องจากความสำเร็จของรัฐบาลในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการจัดระเบียบสังคม ทำให้คะแนนนิยมรัฐบาลมีสูง ภาวะการเมืองค่อนข้างนิ่งต่างกับที่เคยเป็นมาในอดีตผู้นำพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นแกนกลางของรัฐบาล ได้ประกาศการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งก่อผลสะเทือนอย่างสูง 1)ต่อพรรคขนาดกลาง 2 พรรคที่ร่วมอยู่กับฝ่ายรัฐบาลว่าจะปฏิบัติอย่างไร และ 2)ต่อพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งจะกลายเป็นขั้วการเมืองอีกขั้วหนึ่งให้ต้องปรับตัว พยายามสร้างแนวนโยบายใหม่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับพรรคไทยรักไทย ซึ่งดูเหมือนว่าสื่อมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ จะให้ความสนใจและเอาใจช่วยอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การชี้ความแตกต่างระหว่างนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทย กับประชาสังคมของพรรคประชาธิปัตย์เท่าที่ปรากฏในสื่อมวลชน ดูจะเป็นเพียงความกระตือรือร้นของนักหนังสือพิมพ์ที่ต้องการเห็นการต่อสู้ของแนวทาง หรือการมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยเท่านั้น คงจะต้องรอดูให้ชัดเจนว่าทั่วทั้งพรรคประชาธิปัตย์ จะรับอย่างเป็นเอกภาพว่า ประชาสังคม เป็นแนวนโยบายทางการเมือง ของตนหรือไม่ และมีลักษณะเฉพาะหรือจุดเด่นอะไร มีความแตกต่างและความคล้ายคลึง กับนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเพียงใด คาดหมายกันว่าการเมืองไทยมีแนวโน้มที่จะมีเพียง 2 ขั้วใหญ่ หรือกระทั่งมีขั้วใหญ่เพียงขั้วเดียว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ เนื่องจากอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจและบรรษัทข้ามชาติมีอยู่อย่างเห็นได้ชัดบนเวทีการเมืองของไทย นอกจากนี้ การก่อการร้ายและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตลอดจนนโยบายจักรวรรดินิยมของสหรัฐ ทำให้การเมืองในภูมิภาคนี้เกิดการกระเพื่อมไหวอย่างยากที่จะคาดเดา
ด้านระหว่างประเทศ มีเหตุการณ์สำคัญได้แก่ 1)สงครามอิรักทวีความน่าเกลียดขึ้นและสหรัฐน่าจะยึดครองอิรักเป็นเวลายาวนาน ความน่าเกลียดของสงครามหรือการยึดครองอิรักแสดงออกที่สำคัญได้แก่ ก)การสร้างเรื่องเกี่ยวกับอาวุธทำลายร้ายแรงว่าอิรักมีอยู่มาก เพื่อเป็นข้ออ้างในการเปิดฉากสงคราม กำลังกลายเป็นเรื่องเท็จครั้งใหญ่ ซึ่งก่อผลด้านลบต่อฝ่ายบริหารของสหรัฐ-อังกฤษ ข)ความทุกข์ยากของชาวอิรักอันเนื่องจากภัยสงครามและความไม่สงบที่เกิดขึ้นภายหลังได้มีการเปิดเผยมากขึ้น ค)การซุ่มโจมตีของชาวอิรัก ซึ่งคาดกันว่าประกอบด้วยหลายฝ่าย ก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายแก่ทหารสหรัฐและพันธมิตรในอัตราที่เพิ่มขึ้น ง)บรรยากาศของความตึงเครียดและการตอบโต้อย่างรุนแรงและฉับพลันจากสหรัฐ ทำให้เกิดการปฏิบัติสังหารหมู่บ่อยครั้ง และสร้าง "วัฏจักรแห่งความเกลียดชังและการแก้แค้น" ขึ้น นอกจากนี้หากการซุ่มโจมตีหรือสงครามจรยุทธ์ของชาวอิรักขยายตัวไป คาดหมายว่าสงครามอิรักอาจขยายวงไปยังประเทศที่มีพรมแดนติดกัน ได้แก่ ซีเรียและอิหร่าน ซึ่งจะทำให้สงครามนี้กลายเป็นจุดเดือดของโลกไป จ)ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ และการที่สหรัฐจำต้องรักษากองทหารจำนวนนับแสนในดินแดนอิรักเป็นเวลานาน เป็นเชื้อที่จะสร้างสิ่งที่น่าเกลียดอื่นๆ ตามมาอีกมาก นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ยังคงเห็นว่า กรณีอิรักนั้นแตกต่างกับสงครามเวียดนามที่สหรัฐจบลงโดยเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่จำนวนไม่น้อยเห็นพ้องกันว่าสหรัฐและอังกฤษกำลังติดหล่มอยู่ในอิรัก และสงครามอิรักยังไม่จบ 2)เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะเงียบหงอย รายงานผลสำรวจเศรษฐกิจและสังคมโลกของสหประชาชาติ(United Nations World Economic and Social Survey, 2003) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ระบุว่า ความสามารถในการผลิตที่ล้นเกิน สืบเนื่องจากการลงทุนมากเกินไปในทศวรรษ 1990 ยังคงขัดขวางมิให้มีการลงทุนทางธุรกิจ ซึ่งจำเป็นในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังเกิดจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ อันเกิดจากการขาดดุลการค้าอย่างมหาศาลต่อเนื่องกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐทำให้เงินที่ไหลไปลงทุนในสหรัฐลดปริมาณลง ในปี 2002 เศรษฐกิจโลกเติบโตเพียงร้อยละ 1.8 แต่รายงานนี้มองในแง่ดีว่าในครึ่งปีหลังของ ค.ศ.2003 เศรษฐกิจโลกจะสดใสขึ้น เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ อย่างไรก็ตาม การที่ธนาคารกลางสหรัฐและสหภาพยุโรปต่างพากันลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ญี่ปุ่นเองก็ยังไม่พ้นภาวะซบเซา อัตราการว่างงานในสหรัฐเพิ่มสูง เป็นต้น เหล่านี้ส่งสัญญาณไม่ดีนักต่อภาวะเศรษฐกิจโลก อนึ่ง ในภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซา ปรากฏมีการต่อสู้ประท้วงของคนงานและเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศ ที่น่าจับตาได้แก่ในแถบละตินอเมริกา มีการนัดหยุดงานในหลายประเทศเพื่อเรียกร้องเงินเดือนขึ้น เช่นในเม็กซิโก เปรู และเอกวาดอร์ ซึ่งนำโดยกลุ่มครู การนัดหยุดงานขยายตัวจนถึงขั้นต้องประกาศกฎอัยการศึกที่ประเทศเปรู ในปากีสถานกลุ่มเสมียนนักการของรัฐกว่า 2 ล้านคน นัดกัน "วางปากกา" เพื่อเรียกร้องให้เพิ่มเงินเดือนร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ไนจีเรียมีการนัดหยุดงานกว้างขวางเพื่อประท้วงการที่รัฐบาลขึ้นค่าน้ำมันถึงร้อยละ 50 คนงานหลายหมื่นคนในฝรั่งเศสนัดหยุดงานทั่วประเทศเพื่อประท้วงรัฐบาลที่เปลี่ยนระเบียบเงินบำนาญใหม่ โดยให้คนงานต้องทำงานจำนวนมากปีขึ้นจึงจะได้รับบำนาญ การประท้วงนี้ขยายวงและยืดเยื้อ นอกจากนี้ ยังมีการนัดหยุดงานในสหรัฐ อังกฤษและที่อื่นๆ ซึ่งมักไม่ได้มีรายงานตามหน้าหนังสือพิมพ์ การนัดหยุดงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอึดอัดและความไม่พึงพอใจของคนจำนวนมากต่อระบบทุนและระบบตลาด 3)วันสิ่งแวดล้อมโลก มีการพูดถึงอันตรายจากการขาดแคลนน้ำและมลพิษทางน้ำ ซึ่งสหประชาชาติประมาณว่ามีผู้ต้องประสบปัญหาราว 2 พันล้านคน และต้องใช้เงินราว 1.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อแก้ไข(รอยเตอร์ 050603) โลกร้อน ซึ่งการศึกษาชิ้นหนึ่งระบุว่า พืชป่ามีดอกราวใน 1 ใน 5 อาจจะสูญพันธุ์ไปเนื่องจากปัญหานี้(อินดีแพนเดนต์ของอังกฤษ 170603) และปัญหาอาหารดัดแปรยีน กลุ่มประเทศในแอฟริกาที่สหรัฐหวังว่า จะเป็นพันธมิตรเข้าข้างตน ในการต่อสู้กับสหภาพยุโรป ที่พยายามต่อต้านอาหารดัดแปรยีน กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง นายอมาดู ซี. คานูต ผู้อำนวยการสำนักงานผู้บริโภคระหว่างประเทศแห่งแอฟริกาได้ชี้ว่า อาหารดัดแปรยีนไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความหิวโหยดังที่ตัวแทนสหรัฐกล่าว หากแต่ต้องการที่จะขายอาหารดัดแปรยีน ที่ล้นตลาดอยู่ในเวลานี้ไปยังทวีปแอฟริกา ทั้งนี้สหรัฐเป็นผู้ปลูกอาหารดัดแปรยีนราว 2 ใน 3 ของทั้งหมด ผู้นำทางสังคมในแอฟริกากล่าวว่า เทคโนโลยีดัดแปรยีนจะทำลายความหลากหลาย ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่ชาวแอฟริกาพัฒนาขึ้นมานับพันปี อนึ่ง ข้อขัดแย้งเรื่องอาหารดัดแปรยีนนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2000 และขึ้นสู่จุดสูงสุดในปี 2002 เมื่อผู้นำในประเทศแอฟริกาตอนใต้หลายประเทศปฏิเสธไม่ยอมรับการช่วยเหลือเป็นอาหารดัดแปรยีน ประเทศแซมเบียเป็นประเทศหนึ่งที่คัดค้านโดยยกเหตุผลความปลอดภัยด้านสุขภาพ ในกลางเดือนมิถุนายน 2003 ประธานาธิบดีวานาวาซา ประกาศว่าแซมเปียสามารถผลิตธัญพืชเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ซึ่งเป็นการตอบโต้กับข้ออ้างที่ว่า เทคโนโลยีดัดแปรยีน จำเป็นในการลดทอนความหิวโหย ในแอฟริกา(สำนักข่าวอินเตอร์ เพลส 20-06-03) หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |