|
จีนต้องการ "สัมพันธ์พิเศษ"
อาเซียนจะยอมให้พิเศษแค่ไหน?
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 กรกฎาคม 2546 เมื่อวานนี้ เขียนถึงเรื่องประเทศจีน ในประเด็นที่ว่า เราควรจะมองจีน เป็นชาติที่ส่งเสริม หรือคุกคาม ประเทศเล็กกว่าในแถบนี้ เรื่องนี้ต้องมองกันให้รอบด้าน เพราะการด่วนสรุปว่าจีนกำลัง "แย่งอาหาร" ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ เป็นการมองด้านเดียวเกินไป ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่น่าจะวิเคราะห์กันให้หลากหลายแนวทาง ตัวเลขขององค์การการค้าโลก หรือ WTO บอกว่าในปี ค.ศ.2001 หรือเมื่อสองปีก่อนนั้น การส่งออกของจีน มีมูลค่าเท่ากับร้อยละ 4.3 ของการส่งออกของโลกเท่านั้น และถ้ารวมเอาที่ส่งไปฮ่องกงด้วย ก็จะเป็นสัดส่วนเพียง 4.6 เปอร์เซ็นต์ของโลกเท่านั้นเอง อาเซียนทั้ง 10 ประเทศส่งออกในปีเดียวกันเท่ากับร้อยละ 5.3 ของโลก ซึ่งสูงกว่าของจีนด้วยซ้ำไป ต้องไม่ลืมว่าประชากรของอาเซียนนั้น รวมกันแล้วเท่ากับ 40 เปอร์เซ็นต์ของจีน และในแง่ของ GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) แล้ว อาเซียนรวมกันแล้วก็ได้เพียงครึ่งเดียวของจีน แต่ตัวเลขส่งออกของอาเซียนเมื่อสองปีก่อนกลับสูงกว่าของจีนเท่านั้น ดังนั้น คนที่มองว่าจีนไม่ได้ใหญ่โตจนคุกคามประเทศอาเซียนก็อ้างตัวเลขนี้ เพื่อจะยืนยันว่าจีนไม่ได้น่ากลัวอย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนคิดอยู่ ถ้าอย่างนั้น ประเทศไหนในเอเชียที่ส่งออกมากที่สุด? คำตอบก็คือญี่ปุ่นซึ่งมีส่วนแบ่งการส่งออกสูงถึงร้อยละ 6.6 น่าสนใจว่าสำหรับญี่ปุ่นแล้ว มูลค่าการส่งออกแต่ละปีมีค่าเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของ GDP เท่านั้น แปลว่าการผลิตอย่างอื่นภายในประเทศ มีสัดส่วนสำคัญกว่าการส่งออก ในขณะที่การส่งออกของจีน มีค่าเท่ากับร้อยละ 25 ของ GDP และสำหรับอาเซียน (และเกาหลีใต้) นั้น การส่งออกมีความสำคัญของ GDP มากเพราะสูงโด่งไปถึงสัดส่วนที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขชุดนี้ส่อให้เห็นว่าอาเซียนอย่างพวกเรา ยังพึ่งพาการส่งออกเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจมาก และพอเศรษฐกิจโลกถูกกระทบเข้าเท่านั้นแหละ ก็เกิดอาการโซซัดโซเซขึ้นมาอย่างกะทันหัน ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งอาศัยตัวเลขส่งออกเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ในแง่ภาพรวมของเศรษฐกิจตนเอง จึงไม่หวั่นไหวเท่าไรนัก เมื่อต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจถดถอยของโลก นี่คือ ความแตกต่างของระดับการพึ่งพาคนอื่นของญี่ปุ่นกับจีน และของจีนกับอาเซียนอีกต่อหนึ่ง เมื่อจีนกับอาเซียนทำท่าว่าจะลงนามในสัญญา เพื่อก่อตั้งเขตการค้าเสรี หรือที่เรียกว่า FTA (Free Trade Area) ก็จะเกิดคำถามว่าใครได้ใครเสียกันแน่ บางคนกลัวว่าพอเปิดประตูเสรีอย่างนี้แล้ว เงินลงทุนที่เคยมาอาเซียนเพื่อตั้งโรงงานผลิตของไปขายประเทศอื่น ก็จะพากันโยกย้ายหนีไปเมืองจีนกันหมด แต่อีกบางคนก็มองว่า นี่คือ โอกาสพิเศษสำหรับประเทศในอาเซียนที่จะปรับตัว และหาทางเสริมสร้างตลาด และความสามารถในการผลิตของตนเอง ให้แน่นแฟ้นขึ้น เพื่อจะได้แข่งกับจีนอย่างสมน้ำสมเนื้อ สำหรับจีนแล้ว การเปิด FTA กับอาเซียนเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าเพียงการค้าขายธรรมดาเท่านั้น เพราะอาเซียนเป็นคู่ค้าที่ใหญ่อันดับห้าสำหรับจีน (ตามลำดับ คืออเมริกา, ญี่ปุ่น, สหภาพยุโรป และฮ่องกง) จีนไม่ได้มองเพียงการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่ยังเหลือบไปดูบทบาทของอเมริกาในอาเซียน และญี่ปุ่นด้วย ดังนั้น สิ่งที่อเมริกาต้องมองอย่างลุ่มลึก ก็คือ การทำอย่างไรบทบาทของจีนในทุกๆ ด้าน จึงสามารถเข้ามาทดแทนอเมริกาและญี่ปุ่นได้ในหลายๆ ส่วน ไม่ต้องสงสัยว่าปักกิ่ง มีเป้าหมายทางการเมืองผสมกับความต้องการสร้างความผูกพันทางเศรษฐกิจ กับอาเซียนและเอเชียอื่นๆ เพื่อเป็นดุลถ่วงอเมริกาด้านหนึ่ง สหภาพอีกด้านหนึ่ง และญี่ปุ่นในอีกมิติหนึ่ง ของการสร้างดุลถ่วงในระยะกลางและระยะยาวอย่างแน่นอน จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมจึงดูเหมือนจีนจะซอยเท้าถี่ยิบมากขึ้นในระยะหลัง เพื่อสมานไมตรีและสร้างสิ่งที่จีนเรียกว่า "หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์" หรือ strategic partnership กับอาเซียนไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมือง ถ้าจีนต้องการมี "ความสัมพันธ์พิเศษ" กับอาเซียน, อาเซียนจะตอบสนองและสร้างดุลถ่วงของตัวเองเพื่อให้สหรัฐ, สหภาพยุโรป, และญี่ปุ่น ยังคงความสำคัญ โดยที่ต้อนรับจีนเข้ามาอย่างคึกคักในเวลาเดียวกันได้อย่างไร? นี่คือ คำถามที่รอคำตอบ และเราคงต้องสนทนากันในเรื่องต่อไปอีกในคอลัมน์นี้เมื่อมีโอกาสหรือเมื่อมีข้อมูลน่าสนใจใหม่ๆ ที่ช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ภูมิภาค เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยเรา เรื่องใหญ่และสำคัญอย่างนี้, ตาห้ามกะพริบเป็นอันขาด
|
| กลับหน้าแรก |