นโยบายพึ่งอุปสงค์ในประเทศของรัฐบาล

คอลัมน์ เศรษฐกิจระบบสารสนเทศ  โดย ดร.ฉวีวรรณ สายยบัว  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6  วันที่ 14 กรกฎาคม 2546

นโยบายหนึ่งที่มักได้ยินได้ฟังรัฐบาล หรือโดยเฉพาะตัวท่านนายกฯทักษิณพูดถึง หรือกล่าวอ้างถึงเสมอ ในเวลาที่ไปพูดตามที่ต่างๆ ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ว่าเป็นที่มาของความสำเร็จในการทำให้เศรษฐกิจไทย กลับมาขยายตัวในอัตราสูงอยู่ในเวลานี้ (นับตั้งแต่ที่เข้ามาบริหารประเทศต่อจากรัฐบาลชวนเป็นเวลา 2 ปีกว่า) ก็คือการที่รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจตามที่รัฐบาลเรียกว่า "นโยบายแบบคู่ขนาน" หรือ "นโยบายแบบสองทาง" (dual track policy) ซึ่งบอกว่าเป็นนโยบาย หรือยุทธศาสตร์หลักหนึ่งของรัฐบาล

เมื่อได้ยินได้ฟังมานับตั้งแต่ครั้งแรก ก็รู้สึกว่ามันฟังดูแปลกๆ ไม่ค่อยจะคุ้นเลย นึกภาพเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ออก มันมีเศรษฐกิจแบบนี้ด้วยหรือ ที่คุ้นก็เห็นมีแต่ "เศรษฐกิจสองระดับ" (dual economy) ซึ่งเป็นลักษณะหนึ่งที่ปรากฏเด่นชัดของกลุ่มประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็น "ประเทศด้อยพัฒนา" หรือ "ประเทศกำลังพัฒนา" อันหมายถึงเศรษฐ กิจที่มีความแตกต่างกันมากระหว่างคนรวยกับคนจน เมืองและชนบท ภาคเกษตรและภาคนอกเกษตร คนส่วนน้อยกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่วนที่เป็นศูนย์กลางและพื้นที่ส่วนที่เหลือของประเทศ ส่วนทันสมัย/ก้าวหน้า และส่วนที่ยังล้าหลัง/ด้อยพัฒนา ผู้มีการศึกษาและผู้ด้อยการศึกษา การมีชนชั้นทางสังคมและอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ตามคำอธิบายของท่านนายกฯทักษิณ และคนอื่นในรัฐบาลและในพรรคไทยรักไทยก็บอกว่า นโยบายแบบคู่ขนาน หรือนโยบายแบบสองทางนี้ เป็นนโยบายที่ในทางหนึ่งก็ยังส่งเสริมการส่งออก แต่ในอีกทางหนึ่งที่ให้ความสำคัญเป็น การเฉพาะ มุ่งที่จะพึ่งอุปสงค์ หรือการใช้จ่ายภายในประเทศ (domestic demand) หรือในทำนองว่าเป็นนโยบายที่พยายามพึ่งตนเอง หรือเป็นนโยบายเศรษฐกิจแบบชาตินิยม

เมื่อได้ฟังคำอธิบายดังกล่าวแล้ว ก็ทำให้มานึกว่า ทำไมหรือมันมีแรงจูงใจ หรือสถานการณ์อย่างไร หรือเป็นความไม่รู้อย่างไร ที่ทำให้รัฐบาลป่าวประกาศออกมาเป็นนโยบายเช่นนั้นอย่างมั่นใจ ซึ่งบางทีน่าจะเป็นเพราะ 
(1) ภาวะการส่งออกของประเทศที่ตกต่ำลงจากเดิมมาก (จากก่อนวิกฤต) เพราะการแข่งขันสูง ตลาดสินค้าเดิมของไทยหายไปมาก ปัญหาการกีดกันทางการค้าด้านที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากรที่มากขึ้น และที่ส่งออกได้ก็ไม่ทำให้ได้รายได้ และผลกำไรมากมายอะไร และนอกจากนี้ ยังเป็นสินค้าที่ต้องใช้ปัจจัยนำเข้าสูง 
(2) ความกังวลในเรื่องการไหลเข้าออกของเงินทุนจากต่างประเทศ 
(3) เศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดีขึ้น/ยังน่าเป็นห่วง ความกลัวต่อภาวะเงินฝืดโลก และภาวะเศรษฐกิจเอเชียเอง ก็ใช่จะดีและยังมีผลกระทบเพิ่มเติม จากสงครามอิรักและวิกฤตโรคซาร์ส 
(4) จากที่มักชอบกล่าวโทษกันว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ มาจากการเดินตามก้นฝรั่ง เดินตามต่างประเทศมากเกินไป และมาจากการกระทำของชาวต่างประเทศ เป็นต้นว่า นักเก็งกำไรค่าเงิน และการที่ถูกบังคับให้ต้องปฏิบัติ ตามเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟ  
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่น่าจะเป็นที่มาของนโยบายดังกล่าวก็คงเพราะ 
(5) แสวงหานโยบาย หรือแนวทางที่จะเอามาเป็นเหตุผลรองรับ หรือสนับสนุนการใช้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นหนักมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ มาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุล และการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณจำนวนมหาศาล ตามนโยบายประชานิยม และโครงการเอื้ออาทรต่างๆ และการตั้งกองทุนเพื่อเข้าไปร่วมลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล ซึ่งเป็นการขยายเงินใส่เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ผ่านทางนโยบายการเงินการคลัง (demand management policy)

ประเด็นที่น่าวิจารณ์ ก็คือ นโยบายพึ่งอุปสงค์ หรือการใช้จ่ายภายในประเทศของรัฐบาลดังกล่าวมาข้างต้นนั้น มันใช่หรือไม่ ? หรือมันเป็นไปได้หรือไม่ ? หรือมันพอเพียงหรือไม่ ?

มันน่าจะไม่ใช่ หรือมันไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะในแง่ปัญหา สาเหตุและทางออก หรือมันเป็นนโยบาย/มาตรการแก้ปัญหา หรือการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่แก้ไม่ตรงจุด

จากสภาพการณ์เบื้องต้น (initial conditions) ของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น คือ ภาวะที่รายได้ของประเทศ มันหดหายไปมาก หรือมันตกต่ำลงมาก และเมื่อรายได้ตกต่ำลงมาก มันก็ทำให้การใช้จ่าย หรืออุปสงค์ลดลง ทั้งอุปสงค์การลงทุน การลงทุนของรัฐบาล และการใช้จ่ายในการบริโภค เพราะอุปสงค์เป็นฟังก์ชันของรายได้หรือขึ้นอยู่กับรายได้ (demand conditions)

คนว่างงาน คนตกงาน ทำให้ขาดรายได้ อุปสงค์มันก็ต้องหดหาย และที่คนต้องว่างงาน คนต้องตกงาน ทำให้ไม่มีรายได้ และไม่มีการใช้จ่ายตามมาก็เพราะธุรกิจมันไม่ดี หรือกิจกรรมการลงทุนมันไม่ดี ภาคเอกชนมันไม่มีรายได้ (business/supply conditions)

หรือเกิดจากการลงทุนที่ผ่านมา ทั้งการลงทุนของรัฐบาล และเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนของเอกชน กำลังการผลิตที่สร้างขึ้นมาไม่สร้างให้เกิดรายได้ เงินออมภายในประเทศ และรายได้เงินตราต่างประเทศเป็นการถาวร หรือการผลิตที่ผู้ผลิตมีรายได้ กำไรและชำระหนี้ได้ (เป็นอาการของปัญหาทางโครงสร้าง/รากฐานที่เกิดขึ้น)

เพราะฉะนั้นควรเอาเงิน เอาสินเชื่อ ไปกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายขึ้นมาหรือไม่ ถ้าเราไม่มี ไม่เห็นว่าอนาคตรายได้ของผู้คนจะดีขึ้นได้อย่างไร (prospect of income)

หรือถ้าเราขาดความรู้และข้อมูลที่จะทราบได้ว่า ภาวะการลงทุน การผลิต รายได้และผลตอบแทนของการลงทุน ทั้งปัจจุบัน และอนาคตเป็นอย่างไร นักธุรกิจ พ่อค้า และนักลงทุน ควรทำความเข้าใจและระมัดระวังอะไรบ้าง แทนที่จะโฆษณาชวนเชื่อส่งเสริมว่า เศรษฐกิจดีและมั่นคง และจะเติบโตก้าวหน้าไปด้วยดี

นอกจากนั้น อุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ที่เราสนับสนุนให้สร้างกันขึ้น มันใช้ปัจจัยนำเข้า (import content) สูงมาก ทั้งที่เป็นสินค้าเพื่อการลงทุน และเพื่อการบริโภคที่ต้องชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ ดังนั้นจะมาเน้นแก้แต่ปัญหาข้างใน (domestic economy) โดยไม่มีการหารายได้เงินตราต่างประเทศ (foreign exchange earnings) ไม่ได้ การแก้ปัญหาจึงต้องให้ความสำคัญ ที่จะต้องนำเรื่องนี้เข้ามาไว้ด้วย จะต้องมองหาช่องทางในการปรับปรุง ผลประกอบการทางการค้าของประเทศให้ดีขึ้น (trade improvement performance) จะแก้ปัญหาข้างในอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าขาด หรือฐานะเงินตราต่างประเทศไม่ดี จะมีปัญหาในเรื่องการจ่ายเพื่อการนำเข้า การจ่ายชำระหนี้และเสถียรภาพของค่าเงินบาท (เพราะทุนสำรองเดี๋ยวก็หมดได้)

และประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย ไม่ได้ขาดแคลนในเรื่องการใช้จ่าย หรืออุปสงค์รวม (demand side) เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นคนยากจน ซึ่งความโน้มเอียงในการบริโภคสูงอยู่แล้ว (และคนไทยโดยทั่วไป ก็เป็นนักบริโภคนิยมสูงอยู่แล้ว) แต่สิ่งที่ประเทศขาดก็คือ การลงทุน/ การผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม ดังนั้นการมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อหวังการเจริญเติบโต และพัฒนาจึงควรเน้นให้ความสำคัญ กับด้านอุปทาน (supply side) คือ ความสามารถในการขยายการลงทุน/การผลิตให้ได้มาก

และการที่จะสามารถขยายการผลิต/ กำลังการผลิตได้มาก ก็ต้องผลิตได้เก่ง ผลิตได้ด้วยความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน (ยกระดับประสิทธิภาพของปัจจัยการผลิต ทั้งที่ดิน แรงงาน และผู้ประกอบการ ให้สูงขึ้น และใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้สินค้าที่ผลิตสามารถแข่งขันได้) มากกว่าการเน้นให้ความสำคัญกับด้านการเพิ่มปริมาณเงิน หรือยกระดับ กับอุปสงค์รวม (การใช้จ่ายในการบริโภค การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน และการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการของรัฐบาล) เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขยายตัวของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

การมีการค้าระหว่างประเทศ จะช่วยให้ประเทศที่เข้มแข็ง ที่มีความสามารถในการผลิต สามารถผลิตสินค้าได้มาก ก็เป็นโอกาสที่จะได้ขยายตลาด และได้ใช้ทรัพยากรจากต่างประเทศ ก็ทำให้เศรษฐกิจมีความมั่งคั่งเข้มแข็ง (wealth of nation) ดังเช่นเดียวกับเศรษฐกิจก้าวหน้า เช่น อังกฤษในอดีต อเมริกาต่อมา และญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ภายในประเทศ คือกิจกรรมการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ โดยเฉพาะในโลกยุคไร้พรมแดน จึงเป็นการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อสนองความต้องการทั้งของตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ (และเพราะลำพังตลาดในประเทศก็ยังเล็ก และอำนาจซื้อต่ำ เพราะดังกล่าวคนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังมีฐานะยากจน)

ประชาชาติธุรกิจ หน้า 6

กลับหน้าแรก