Thaksino s Model ในบริบทสังคมไทย

ทัศนะ : รัตพงษ์ สอนสุภาพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  14 กรกฎาคม 2546

Thaksino s Model ไม่ใช่ Model ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็น Model ทางสังคม ที่เสนอผ่านสื่อ จนทำให้สังคมลืมไปว่า ประเทศไทย มีแต่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น หาได้มีฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามไม่

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินสไตล์ของรัฐบาลทักษิณ และคณะ ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่สังคมอย่างมาก จนยากแก่การคาดเดาถึงสิ่งที่ทำ และจะทำต่อไป

เพราะนโยบายของรัฐบาลชุดนี้มีอย่างต่อเนื่องเป็นชุดๆ ราวกับว่า นโยบายเร่งด่วน ที่ได้ประกาศเป็นนโยบายสาธารณะไปก่อนหน้านี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในแง่ปริมาณและคุณภาพ จนบางครั้งภาพลักษณ์ของรัฐบาลนี้จึงปรากฏเป็น 2 ภาพในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ

ภาพหนึ่ง คือ ภาพของนักบุญผู้มีแต่ให้ เช่น ให้บ้านอยู่อาศัย ให้คอมพิวเตอร์ เพื่อพัฒนาสมอง ให้ประกันภัยเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิต และโครงการให้รถขับทั้งแท็กซี่ และมอเตอร์ไซค์ โครงการเอื้ออาทรเหล่านี้ เพื่อมอบให้แก่คนจน และผู้ด้อยโอกาสที่มีจำนวนมากในสังคม ซึ่งนับเป็นฐานเสียงสำคัญไม่น้อย รองเพียงแต่เสียงจากประชาชนในภาคเกษตรเท่านั้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีโครงการเพื่อมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้แก่กลุ่มนักธุรกิจ เพื่อเป็นการเอื้ออาทรต่อกัน ในรูปของกองทุนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่มีปัญหาทางการเงิน หรือขาดสภาพคล่อง อาทิ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีคัล และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ที่รัฐบาลเห็นสมควร

ซึ่งหากรวมโครงการที่รัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบายสาธารณะไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน, 30 บาท รักษาทุกโรค และโครงการเร่งด่วนอื่นๆ โครงการเหล่านั้นล้วนใช้จ่ายผ่านกลไกของรัฐด้วยเงินงบประมาณแผ่นดินทั้งสิ้น และที่สำคัญ เป็นเงินนอกงบด้วย เพื่อผลักดันโครงการเหล่านี้ให้สัมฤทธิ์ผล

อีกภาพหนึ่ง คือ ภาพนักมายาที่สามารถรังสรรค์เรื่องราวต่างๆ ได้อย่างน่าชม จนทำให้เกิดความฝัน ความหวัง และความต้องการให้เกิดขึ้นทั่วทั้งสังคม ด้วยวิธีคิด รูปแบบ รวมทั้งการนำเสนอให้ชวนคล้อยตาม และฝันให้ไกลไปให้ถึงปี 2552 ว่าจะไม่มีคนจนในประเทศไทยเลย ทุกคนมีบ้านอยู่ มีรถใช้ มีความมั่นคงในชีวิต และทรัพย์สิน เพราะเจ็บป่วยเสียเพียง 30 บาท มีหนี้รัฐบาลก็พักชำระให้ คนไทยต้องการอะไรยังขาดเหลืออะไรบอกรัฐบาลได้เลย

แต่ควรบอกก่อนปี 2548 ถ้าหลังจากนั้นรัฐบาลอาจจะหยุดรับออเดอร์ได้ ด้วยวิธีคิด ด้วยรูปแบบ และด้วยการนำเสนอแบบนี้เรียกว่า Thaksino s Model

Thaksino s Model ไม่ใช่ Model ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เป็น Model ทางสังคมที่เสนอผ่านสื่อต่างๆ ทั้งทีวี วิทยุ รวมทั้งสื่อไอที เพื่อเป็นแบบแผนใหม่ให้กับสังคม คือ อุดมการณ์ จนทำให้สังคมลืมไปว่าประเทศไทยมีแต่ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น หาได้มีฝ่ายที่มีความเห็นตรงข้ามไม่

ส่วนทางด้านการเมืองแทบไม่ต้องกล่าวถึงบทบาทของฝ่ายค้านเลย เพราะมีเสียงจำนวนน้อยเกินไป จนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้นได้ และประชาชนไม่ควรใส่ใจการ Vote เสียงในสภา เป็นสรณะ เพราะทำใจลำบากจริงๆ

สำหรับคอการเมือง เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดระเบียบไว้หมดแล้ว ทั้งสภาล่างและสภาบน อาจจะกล่าวได้ว่า Model นี้เป็น Model ทางการเมืองแบบใหม่สำหรับบริบทสังคมไทย หรือไม่ มีความแตกต่างจาก Model ทางการเมืองแบบเดิมอย่างไร

ถ้าเพียงแต่ Model นี้มีความสามารถในการสลายฝ่ายตรงข้ามที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาล รวมถึงการตัดตอนกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ในสังคมเพียงให้กลุ่มธุรกิจที่สนับสนุนตนเข้าถึงทรัพยากรของประเทศได้ง่ายขึ้น และต้นทุนต่ำลง เมื่อเทียบกับ Model การเมืองแบบเก่า

เพราะกว่ากลุ่มธุรกิจจะเข้าถึงทรัพยากรจะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ตั้งแต่ข้าราชการที่เกี่ยวข้องไปสู่นักการเมืองจนถึงระดับรัฐมนตรี ทำให้ต้นทุนการทำธุรกิจจึงสูง เมื่อกลุ่มทุนเข้าสู่อำนาจรัฐ ได้สร้างความราบรื่นในการกำหนดนโยบายสาธารณะทางเศรษฐกิจของรัฐไม่น้อย

ตัวอย่างเช่น กระบวนการผลักดันพระราชกำหนดว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ในกิจการโทรคมนาคมของรัฐบาล นับเป็นตัวอย่างที่คลาสสิก เมื่อรัฐบาลสามารถจัดระเบียบการเมืองไทยได้แล้ว ก็เป็นเรื่องง่าย สำหรับการจัดระเบียบข้าราชการ ให้สามารถทำงานตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ ถ้าไม่ก็ควรหลีกทางหรืออยู่นอกระบบไปเสีย

เมื่อรัฐบาลทักษิณสามารถจัดระเบียบภาคสังคม ภาคการเมือง และภาคเศรษฐกิจ ที่อยู่ในระบบเข้าสู่โครงสร้าง Thaksino s Model แล้วต่อไปรัฐบาลก็มุ่งหน้าเข้าสู่การจัดระเบียบส่วนที่อยู่นอกระบบทั้งหลาย เช่น กลุ่มผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อ และธุรกิจนอกระบบต่างๆ เพื่อดึงทรัพยากรและกิจกรรมเหล่านี้เข้ามาสู่ระบบด้วย

เรียกรวมๆ ว่า เศรษฐกิจนอกระบบ (Underground Economy) ซึ่งประเทศไทยมีอยู่ราวร้อยละ 70 ของ GDP ซึ่งคาดว่าจะเป็นธุรกิจที่ผิดกฎหมายกว่าร้อยละ 60 ส่วนอีกร้อยละ 10 เป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย แต่อยู่นอกระบบที่มิได้บันทึกในบัญชีรายได้ประชาชาติ เช่น หาบเร่ แผงลอย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เป็นต้น

นโยบายนี้ก็เป็นอีกชุดความคิดหนึ่งที่สังคมตั้งข้อสงสัย ทั้งภาคประชาชน และนักวิชาการ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสิ่งใด หรือเพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แก่รัฐบาล หรือเพื่อหาเงินมาใช้ในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลต่อ หรือเพียงต่อการสลายฝ่ายตรงข้ามที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล หรือเป็นกลยุทธ์เพื่อดำรงความเป็นรัฐบาลอีกสองทศวรรษดังที่ประกาศแล้ว

นอกจากนี้ การตัดตอนวิธีคิดของคนที่มีความเห็นแตกต่างในสังคมก็ยิ่งเด่นชัดเจนขึ้น เช่น ความเห็นขององค์กรภาคประชาชน กลุ่ม NGOS และเสียงสะท้อนจากนักวิชาการ เช่น การวิพากษ์สังคมไทยของอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี การวิเคราะห์นโยบายประชานิยมของ อาจารย์อัมมาร สยามวาลา รวมถึงการวิพากษ์มาตรการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล และส่วยตำรวจของ อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นต้น ล้วนสร้างความไม่พอใจแก่รัฐบาลเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นการสะท้อนตัวตนของรัฐบาลนี้เป็นอย่างดี

บทสุดท้ายการวิเคราะห์ Thaksino s Model หาได้วิเคราะห์โดยปราศจากความเป็นเหตุเป็นผล หากแต่วิเคราะห์ผ่านทฤษฎีโครงสร้างนิยม ภายใต้บริบทสังคมไทย โดยกล่าวถึงภูมิหลัง และความเป็นมาของชุดความคิด ทั้งในส่วนที่เป็นโครงสร้างส่วนบน ซึ่งเป็นชุดความคิด เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะต่อสังคม และส่วนที่เป็นโครงสร้างส่วนล่าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสนับสนุนในการทำกิจกรรมของสังคม นับเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดจนผลได้ผลเสียของสังคมโดยรวม

********************************************

รัตพงษ์ สอนสุภาพ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต

กลับหน้าแรก