เอซีดี ยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ความเป็นไทของเอเชีย

โดย มงคล ด่านธานินทร์    มติชนรายวัน  วันที่  10 กรกฎาคม 2546

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่เคยอ่านเอกสารด้านการพัฒนาที่เขียนโดยคนในโลกตะวันตกหรือคนเอเชียที่ยึดถือแนวคิด และมาตรฐานระดับการพัฒนาของโลกตะวันตกคงจะรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นว่าอะไรต่อมิอะไรที่ประเทศเอเชีย เพียรพยายามทำมาอย่างต่อเนื่องกับถูกประเมินว่ายังไม่ดีพอ

ตัวอย่างเช่นผลผลิตการเกษตรแม้จะมากด้วยปริมาณแต่ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ยังต่ำทั้งยังปนเปื้อนด้วยสารเคมี

การพัฒนาชนบทแม้จะทุ่มงบประมาณและความพยายามอย่างมากแต่คนในชนบทยังยากจน ที่อยู่อาศัยยังสกปรก โจรผู้ร้ายยังชุกชุม

การพัฒนาทางการศึกษาจะยกเว้นก็เพียงไม่กี่ประเทศที่ประเทศส่วนใหญ่ระดับความรู้ของนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์และคณิต ศาสตร์ยังล้าหลัง

ส่วนด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ถูกประเมินว่าการพัฒนาที่ผ่านมาประเทศส่วนใหญ่ใช้ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่าไม้ แร่ธาตุไม่ดีพอยังผลให้เกิดมลภาวะทางดิน น้ำ และอากาศ อย่างยากที่จะแก้ไข

สุดท้ายก็มาลงที่ปัญหาหนี้สิน ของคนส่วนใหญ่ การว่างงาน ค่าจ้างแรงงานต่ำ และการบริหารทุนสำหรับพัฒนาประเทศยังไม่มีประสิทธิภาพ

การประชุมที่สำคัญในประเทศไทย 2 ครั้ง ทำให้ผู้เขียนมั่นใจขึ้นมากว่าความร่วมมือของประเทศทั้งหลายในเอเชีย จะสร้างความแข็งแกร่ง และมาตรฐานการพัฒนาของเราเอง คือการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ของประเทศเอเชียและแปซิฟิก (Asia and the Pacific Economic Cooperation) ที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 3-4 มิถุนายน 2546 กับการประชุม เอซีดี (Asia Cooperation Dialogue) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายนที่ผ่านมา

ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาเพื่อความเป็นไทยของเอเชีย โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และผู้นำที่โดดเด่นในเวทีของโลก ซีกนี้

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาประเทศที่มีปัญหา วิกฤตเศรษฐกิจเช่น เกาหลีใต้ ไทย และอินโดนีเซีย ต้องหาทางออกในการกู้สถาน การณ์ด้วยการขอกู้เงินจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ เช่นธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ

ในการนี้ประเทศลูกหนี้ต้องยอมรับมาตรการ การแก้ปัญหาที่กำหนดโดยเจ้าหนี้อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

และเมื่อปฏิบัติตามโดยดุษณีภาพแล้ว การที่จะบอกว่าประเทศได้ฟื้นตัวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณา ขององค์กรจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ และการเงิน

ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วทั้งเจ้าหนี้กับองค์กรเช่นนี้ต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อันถือเป็นวิธีการกำกับลูกหนี้ที่เขาใช้มาโดยตลอด

ดังเป็นที่รู้กันอย่างเต็มที่แล้วว่าพลเมืองของประเทศเอเชียมีมาก แค่เพียง 3 ประเทศ คือ อินเดีย อินโดนีเซีย และจีนก็มากกว่าพลเมืองของประเทศในยุโรป อเมริกา และละตินอเมริกา รวมกันเสียอีก

สมัยก่อนนั้นเราเชื่อในทฤษฎีของมัลทัส (Essay on the Principle of Population, 1798) ที่ว่าการเพิ่มขึ้นของประชากร จะเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของอาหาร ถ้าประชากรไม่ลดลงด้วยสงคราม โรคระบาดรุนแรง และทุพ ภิกขภัย โลกทั้งโลกจะเต็มไปด้วยความอดอยากและความเดือดร้อน ในการนี้ประเทศในเอเชียถูกจ้องมองว่า จะต้องพบกับความหายนะอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

สถานการณ์ของเอเชียในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ทฤษฎีของมัลทัส และทฤษฎีการพัฒนาเศรษฐกิจหลายทฤษฎี ที่พยากรณ์ความด้อยพัฒนาของเอเชีย ไม่เป็นจริงเสียแล้ว เพราะผู้นำทางเศรษฐกิจ และการเมืองในเอเชียมองเห็นร่วมกันว่า จะต้องเปลี่ยนอุปสรรคให้เป็น โอกาสให้ได้

ความเพียรพยายามนั้นได้ฉายแสงแห่งความเป็นจริงขึ้นแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็จากการประชุม 2 ครั้งที่กล่าวถึงนั้น

 

การจัดตั้งกองทุนพันธบัตรเอเชีย ตลาดพันธบัตรเอเชีย และองค์กรการจัดอันดับสินเชื่อในภูมิภาคเอเชีย คงจะเป็นนิมิตหมายใหม่ที่จะเกิดการระดมทุนในหมู่ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน

ส่วนการกู้ยืมเงินทุนของประเทศในเอเชียก็คงต้องพิจารณาภายใต้บริบทของความเป็นเอเชียคือการที่ประชากรมาก แม้ว่าจะยากจน แต่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งควรถือเป็นหลักค้ำประกันที่สำคัญของเงินกู้อยู่ในตัวแล้ว แทนที่จะใช้มาตรฐานที่สถาบันเงินกู้ขนาดใหญ่เคยใช้บังคับแก่ประเทศยากจนมาแล้ว

ในการกู้เงินระหว่างประเทศนั้นผู้ให้กู้มักกำหนดให้ผู้กู้ต้องทำคือเมื่อได้เงินกู้แล้วต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญ ที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้และตามด้วยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ดังนั้น เงินกู้ ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีจึงมักเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ว่าเราอาจต้องใช้กรอบการใช้เงินดังกล่าวนั้น แต่ในสถานการณ์ของภูมิภาคเอเชียเรา สามารถปรับกรอบให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นจริงของเรา

กล่าวคือ การเป็นประเทศในป่าเขตร้อนและมีลมมรสุมทำให้ภูมิภาคนี้อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สมุนไพรและพืชพรรณ สัตว์นานาชนิดต่อมาภายหลังมีการใช้ทรัพยากร ธรรมชาติอย่างขาดความสมดุล จึงก่อให้เกิดปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมมากมาย

คนในภูมิภาคเอเชียจึงมีประสบการณ์โดยตรงในปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการแก้ไขและพัฒนา ดังเช่นในด้านการพัฒนาเกษตร ชนบท การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตอุตสาหกรรม

ตัวอย่างการแก้ปัญหาที่สำเร็จมาแล้วก็เช่น โครงการพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาชนบทผสมผสานของสมาคมพัฒนาประชากร และชุมชนของประเทศไทย โครงการพัฒนาสรรโวทัยของศรีลังกาเป็นต้น

ดังนั้น เมื่อได้เงินกู้แล้วประเทศผู้กู้จะสามารถใช้ผู้เชี่ยวชาญชาวเอเชียด้วยกัน แทนที่จะไขว่คว้ามาจากโลกตะวันตก ซึ่งสิ้นเปลืองนานาประการ

นิมิตหมายที่น่าสนใจอีกก็คือ การที่ประเทศสมาชิกเอซีดี 11 ประเทศ(ยังมีประเทศพันธมิตรอีก 6 ประเทศ และสมาชิกใหม่อีก 4 ประเทศ) ได้พร้อมใจผนึกความร่วมมือในการพัฒนาเรื่องสำคัญๆ ของเอเชียอีก 17 เรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม การเกษตร การท่องเที่ยว และการขจัดความยากจน

ซึ่งการร่วมมือจนถึงขั้นลงนามปฏิญาณด้วยความสมัครใจ เช่นนี้แทบไม่เคยปรากฏมาก่อนในภูมิภาคนี้

ดังนั้น สถานการณ์ที่ปรากฏต่อหน้าเราในเวลานี้คงไม่เกินความจริงที่จะกล่าวว่าความร่วมมือของชาวเอเชียนี้ เป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาเอเชีย เพื่อชาวเอเชียและนี่คือยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ความเป็นไทในอนาคต

ยุทธศาสตร์การพัฒนาแนวใหม่นี้จะมีพลังก็ต่อเมื่อรับการสนับสนุนจากประชาชนชาวเอเชียอย่างทั่วหน้า อย่างไรก็ตาม พลังสนับสนุนนี้จะต้องไม่ฮึกเหิมหลงตัวเองจนเกิดการดูถูกและเกลียดชังประเทศในภูมิภาคอื่น

ในการนี้เพื่อให้เกิดปัจจัยผลักดันและปัจจัยเหนี่ยวรั้ง ควรที่ประเทศมวลสมาชิกทั้งหลาย จะต้องร่วมกันให้การศึกษาแก่ประชาชนถึงรากเหง้าปัญหาของการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นก็ชูยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่ความเป็นไทยของชาวเอเชียที่มวลสมาชิกร่วมกันสร้างขึ้น

อนึ่งความเป็นปึกแผ่นของชาวเอเชียจะมั่นคงขึ้นหากแต่ละประเทศร่วมกันแสวงหาวัฒนธรรมร่วม ที่สืบสานมาจากความเป็นสังคมเอเชียด้วยกัน(Asian common cultural heritages)

เพื่อเป็นเครื่องชูใจและการใช้เป็นกรอบในการพัฒนาประเทศ

หน้า 7

กลับหน้าแรก