|
จีไอซี VS
กองทุนวายุภักษ์
มองมุมใหม่ : จุลพงศ์ อยู่เกษ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ตามข่าวจากกระทรวงการคลัง ก่อนหน้านี้ ได้อ้างถึงการจัดตั้งกองทุนวายุภักษ์ว่า ได้เห็นแนวทางที่รัฐบาลสิงคโปร์ ได้จัดตั้ง Government of Singapore Investment Corporation หรือจีไอซี เพื่อลงทุนในกิจการต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ขณะเดียวกัน ก็มีข่าวอีกเช่นกันว่า กองทุนวายุภักษ์ จะเสนอผลตอบแทนการลงทุนถึง 3-5% ซึ่งหากดูตามตัวเลขผลตอบแทน น่าจะเป็นสิ่งจูงใจให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ หากเทียบกับผลตอบแทนเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ จีไอซี ตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2524 โดยจัดตั้งในรูปแบบบริษัทจำกัด ซึ่งไม่เหมือนกับกองทุนวายุภักษ์ที่จะจัดตั้งในรูปแบบกองทุนรวมตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ข้อแตกต่างประการที่สองในรูปแบบตามกฎหมาย คือ จีไอซี นั้น มีคณะกรรมการบริษัทเป็นผู้บริหารบริษัทเช่นเดียวกับบริษัททั่วไป โดยในปัจจุบันนี้ นายโทนี่ ตัน รองนายกฯ และรมว.กลาโหมของสิงคโปร์ นั่งอยู่ในคณะกรรมการนี้ด้วย ส่วนกรรมการอีก 5 คน มาจากภาคเอกชนทั้งสิ้น ปัจจุบันจีไอซีได้มีการแบ่งแยกหน่วยที่ดูแลการลงทุนออกเป็นบริษัทย่อย มีองค์กรรองที่ตั้งขึ้นมาเสริมการทำงาน เป้าหมายการลงทุนของจีไอซี มีทั้งหุ้นตราสาร หนี้ ตราสารการเงิน อสังหาฯ ปัจจุบันก็มีสำนักงานในต่างประเทศหลายแห่ง โดยเฉพาะในยุโรปและกรุงเทพฯ บุคลากรของจีไอซีส่วนใหญ่มีผลการศึกษาดีเด่น มีความสามารถเชิงธุรกิจสูง เกือบทั้งหมด รวมทั้งระดับสูงที่มีอำนาจการตัดสินใจไม่ใช่ข้าราชการประจำของรัฐแต่อย่างใด แม้จีไอซีจะอยู่ในรูปของบริษัทจำกัดก็ตาม ถือได้ว่าเป็นกองทุน ตามความหมายสากลของกองทุนรวมได้เช่นกัน ทั้งนี้ ในหลายประเทศ กองทุนรวมจะจัดตั้งอยู่ในรูปบริษัทจำกัด ซึ่งต่างจากกองทุนรวมในประเทศไทย ที่ไม่ได้เป็นบริษัท จำกัด และไม่มีคณะกรรมการบริษัท กองทุนรวมตามกฎหมายไทย จะดำเนินกิจการด้วยตนเองไม่ได้ จะต้องอยู่ภายใต้การจัดการโดย บลจ.ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานก.ล.ต.เท่านั้น ส่วนนโยบายการลงทุน อาจถูกกำหนดโดยคณะกรรมการการลงทุนที่ผู้ถือหน่วยลงทุนเลือกมา ดังนั้น บุคคลที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการการลงทุน จึงเป็นสิ่งที่ผู้ถือหน่วยลงทุนควรจะพิจารณาว่า มีสัดส่วนของกรรมการระหว่างภาคราชการหรือเอกชนเท่าใด หรือกรรมการการลงทุนจะมาจากภาคราชการเท่านั้น รูปแบบองค์กรการลงทุนที่ควรเป็นของกองทุนวายุภักษ์ แทนที่จะตั้งเพียงกองทุนรวม แล้วเข้าไปถือหุ้นในกิจการโดยตรง รัฐน่าจะจัดตั้งบริษัทย่อยตามสาขาของการลงทุนในเป้าหมายแต่ละประเภท โดยมีการแก้ไขประกาศของสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อให้กองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นในบริษัทย่อยได้เกินกึ่งหนึ่ง และชั้นล่างถัดมาคือการนำบริษัทย่อยที่กองทุนวายุภักษ์ถือหุ้นอยู่ เข้าถือหุ้นในกิจการเป้าหมายอีกที่หนึ่ง เหมือนเช่น จีไอซี จะลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ ควรทำอย่างไร บริษัทจำกัดมี "หุ้น" ขายให้แก่ผู้ถือหุ้นฉันใด กองทุนรวมก็มี "หน่วยลงทุน" ขายให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนฉันนั้น ในการลงมติทั่วไปของกองทุนรวม จะถือตามการลงคะแนนเสียงของผู้ถือหน่วยลงทุน หากบุคคลใดหรือหน่วยงาน หรือนักลงทุนสถาบันใดที่ถือจำนวนหน่วยลงทุนมากกว่ากึ่งหนึ่ง ย่อมมีสิทธิมีเสียงมากกว่าเสียงส่วนน้อย ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติคล้ายกันกับคะแนนเสียงของผู้ถือหุ้นในบริษัทจำกัด แต่เนื่องจากจำนวนผู้ถือหน่วยลงทุน โดยเฉพาะผู้ถือหน่วยลงทุนรายย่อยจะมีจำนวนมาก คำนวณคร่าวๆ จากมูลค่ากองทุนวายุภักษ์ และหากเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปซื้อหน่วยลงทุนได้ร้อยละ 40 ของมูลค่ากองทุน จะมีผลให้มีจำนวนหน่วยลงทุนถึง 4 พันล้านหน่วย ที่จะขายให้ประชาชน ดังนั้น ตามข่าวของกระทรวงการคลัง จึงจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการการลงทุนขึ้น โดยงานสำคัญของคณะกรรมการนี้ ก็คือ เพื่อพิจารณาการลงทุนและตัดสินใจการลงทุนของกองทุน ในเอกสารการจัดตั้งกองทุนรวมตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์นั้น มีเอกสารสำคัญประกอบการจัดตั้งอยู่หลายประการ แต่เอกสารตามกฎหมายที่สำคัญสำหรับประชาชนที่สนใจจะซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนนี้ต้องอ่าน คือ หนังสือชี้ชวนของกองทุนวายุภักษ์ และจุดสำคัญที่จะมองข้ามไม่ได้ คือ 1. กองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนปิด หรือกองทุนเปิด แม้ตามข่าวบอกว่า เป็นกองทุนปิด ซึ่งหมายความว่าเมื่อซื้อหน่วยลงทุนแล้วท่านจะขายคืนไม่ได้ ไม่ว่ากองทุนจะขาดทุนก็ตาม ผู้อ่านต้องอ่านหนังสือชี้ชวนให้เห็นด้วยกับตาตนเอง รวมทั้งดูอายุกองทุนมีระยะเวลากี่ปี หากเป็นกองทุนปิด ท่านก็ต้องตัดสินใจว่า จะแบกภาระไหวไหมที่จะถือครองหน่วยลงทุนตลอดอายุกองทุนที่ตามข่าวระบุไว้ว่าเป็น 10 ปี 2. ใครเป็นผู้จัดการกองทุน กองทุนรวมตามพ.ร.บ.หลักทรัพย์ไม่สามารถดำเนินงานด้วยตัวกองทุนเอง (ซึ่งไม่เหมือน จีไอซีของสิงคโปร์) ดังนั้น จึงต้องได้รับการจัดการและบริหาร โดย บลจ.ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.เท่านั้น ความน่าเชื่อถือและผลงานในอดีตของบริษัทหลักทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่นักลงทุนควรพิจารณา และเท่าที่ทราบในขณะนี้ หากเปิดดูจากหนังสือชี้ชวนของกองทุนรวมต่างๆ ที่จดทะเบียนไว้กับสำนักงาน ก.ล.ต. กองทุนรวมต่างๆ ที่จดทะเบียนไว้กับสำนักงานก.ล.ต. จนถึงขณะนี้ ก็มี บลจ.เพียงแห่งเดียวในไทยเท่านั้น คือ บลจ. เอ็มเอฟซี ที่จัดการกองทุนรวมที่มีมูลค่ากองทุนรวมเพียงกองเดียวตามหนังสือชี้ชวนสูงถึง 1 แสนล้านบาท 3. การประกันผลตอบแทน ไม่ว่าข่าวจะออกมาว่ากองทุนวายุภักษ์จะให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ก็ตาม การลงทุนในหน่วยลงทุนก็เหมือนกับการลงทุนอื่นๆ คือ ต้องมีทั้งได้และเสีย การที่มีข่าวออกมาว่า กองทุนวายุภักษ์จะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุนเท่าใดนั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าการที่จะได้รับผลตอบแทนดังกล่าว ใครเป็นผู้ค้ำประกันว่าผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับผลตอบแทนขั้นต่ำเช่นนั้น ดังนั้น หากผู้อ่านคิดจะซื้อหน่วยลงทุนต้องอ่านหนังสือชี้ชวนว่า มีการค้ำประกันผลตอบแทนหรือไม่ เท่าใดและใครเป็นผู้ค้ำประกัน มิฉะนั้น ก็จะเป็นเหมือนเช่นการลงทุนใน บล.ทั่วไป ที่มีทั้งได้และเสีย หากหนังสือชี้ชวนไม่มีเรื่องการค้ำประกันผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ก็แสดงว่า การลงทุนของท่านไม่มีการค้ำประกันว่าท่านจะได้รับผลตอบแทนตามที่เป็นข่าว สรุปก็คือ อย่าเชื่อตามข่าว แต่ต้องศึกษาจากหนังสือชี้ชวน กองทุนวายุภักษ์จะประสบความสำเร็จ เช่น จีไอซี ในเรื่องการเข้าไปลงทุนและประชาชน จะสนใจซื้อหน่วยลงทุนอย่างล้นหลามหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องติดตาม ที่สำคัญที่น่ากล่าวคือ แนวความคิดการจัดตั้งกองทุนวายุภักษ์แสดงให้เห็นถึงความพยายามของรัฐ ที่จะสร้างองคาพยพขึ้น ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศก้าวหน้าต่อไป ++++++++ จุลพงศ์ อยู่เกษ ศูนย์วิจัยกฎหมายธุรกิจและกองทุน สำนักงานกฎหมาย ดีแอลอี ประจำประเทศไทย |
| กลับหน้าแรก |