|
กระเช้าลอยฟ้ากับประชาพิจารณ์
ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ประชาพิจารณ์จึงกลายเป็นความชอบธรรมของการก่อสร้างโครงการเท่านั้น เพราะสำนึกของความเป็นท้องถิ่นได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งเดียวกับสำนึกของรัฐ หลายคนคงคุ้นหูกับคำว่า "ประชาพิจารณ์" มาไม่มากก็น้อย และแน่นอนว่าการกำเนิดของคำดังกล่าว ได้มาจากการพยายามกระจายอำนาจ ที่มักกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางไปยังท้องถิ่น ได้มีการตัดสินใจที่เป็นของตัวเอง สามารถกำหนดวิถีชีวิตของตน และชุมชนได้ ท่ามกลางภาพรวมแห่งการเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศและโลก "ประชาพิจารณ์" จึงเท่ากับเป็นการประกาศตัวครั้งใหญ่ของไทยว่า เป็นรัฐที่เคารพสิทธิของประชาชน ทั้งยังเชื่อว่าสามารถบั่นทอนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างรัฐกับประชาชนในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต่างๆ ได้ ประชาพิจารณ์จึงเป็นความชอบธรรมของทั้งสองฝ่ายที่จะผลักดันหรือคัดค้านโครงการใดๆ ก็ตาม แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า "คนท้องถิ่น" จะมีเสรีภาพ และอำนาจเพียงพอในการทำประชาพิจารณ์ ซึ่งผมกำลังหมายถึง สำนึกของความเป็นท้องถิ่นที่สามารถส่งผลต่อการตัดสินใจทางนโยบาย และสามารถกำหนดวิถีชีวิตของตัวเองได้ ผมได้มีโอกาสไปที่ อ.เชียงดาว เพื่อเก็บข้อมูลเรื่องกระเช้าลอยฟ้า นอกจากทราบว่า บนดอยหลวงเชียงดาว มีระบบนิเวศน์แบบกึ่งอัลไพน์ อันประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้หายากนานาชนิด ที่ล้วนเปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง จากการถูกคุกคามโดยระบบการท่องเที่ยวแล้ว คำถามหลักของผมก็คือ "ในปัจจุบันคนเชียงดาวผูกพันกับดอยเชียงดาวเพียงไร และมีความคิดเห็นอย่างไรกับกระเช้าลอยฟ้า ที่กำลังจะเกิดขึ้น" คนกับดอยนั้นผูกพันกันแน่ครับ แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนตรงไหนและผูกพันกันอย่างไร ? กลุ่มชาติพันธุ์ อาทิ ชาวลีซู ในบริเวณหลังดอยหลวงเชียงดาวนั้น มีความคิดที่ผูกพันกับดอย ในเรื่องของการผลิตที่พยายามลดการล่าสัตว์ป่า และลดการบุกรุกพื้นที่ป่าลงไปแล้ว แต่มีปัญหาในเรื่องของการปลูกพืชเศรษฐกิจ ที่ไม่ค่อยได้ราคา ในขณะที่จะมีโครงการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้านั้น คนกลุ่มนี้ผู้อยู่อาศัยกับดอยยังไม่รู้เรื่องราวหรือข้อมูลอันใดเลย กลุ่มชาวบ้านตีนดอยในบริเวณการก่อสร้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มค้าขายหน้าถ้ำเชียงดาวนั้น กลับเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการพัฒนาที่จะเข้ามา ในพื้นฐานความเชื่อที่ว่า เศรษฐกิจในชุมชนจะดีขึ้น น่าแปลกตรงที่ว่า คนกลุ่มนี้เคยมีความสัมพันธ์กับดอยเชียงดาวในมิติของความศรัทธาถึงความศักดิ์สิทธิ์ มักจะมีการสรงน้ำพระพุทธรูป-พระธาตุในถ้ำทุกวันพระและวันสำคัญทางศาสนา สำหรับชาวบ้านในเขตตัวอำเภอเชียงดาวนั้น ผมได้พูดคุยกับคนในหลายช่วงวัย คำตอบที่พบก็คือ มีทั้งคัดค้านและเห็นด้วย ในส่วนที่คัดค้านนั้นเป็นการพูดถึงผลกระทบของระบบนิเวศน์ที่กำลังตามมา แต่ในขณะเดียวกันผมกลับพบว่า คนที่สนับสนุนมีเหตุผลในเรื่องของการพิชิตยอดดอยเป็นสำคัญ รองลงมาก็คือความคาดหวังว่า เศรษฐกิจเชียงดาวจะดีขึ้น แม้ข้อมูลข้างต้นจะไม่สามารถแทนคนเชียงดาวทุกคนได้ แต่สิ่งที่ผมค้นพบก็คือ มุมมองของคนท้องถิ่นที่มีต่อธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่ากลัว ประการแรก ดอยเชียงดาวกำลังกลายเป็นสินค้าตัวหนึ่งที่ต้องขาย ทั้งที่วิถีชีวิตของคนเชียงดาวเอง ยังไม่ถึงกับต้องทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็นสินค้า แต่ทว่า ความศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่างคนกับธรรมชาติ ที่สามารถทำให้อยู่ร่วมกันด้วยความเคารพ จนพื้นที่เปราะบางทางด้านนิเวศน์หลายแห่งยังคงอยู่ได้ ถูกเปลี่ยนแปรไปโดยการพยายามเอาชนะธรรมชาติ ที่สำคัญเรามักจะเชื่อกันว่า นักลงทุนจะมีจริยธรรมเพียงพอเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะเผื่อแผ่กำไรมาให้ชุมชนในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้มองเรื่องความไม่สิ้นสุดของความต้องการ ประการที่สอง ในอีกด้านของการจัดการป่าและทรัพยากรนั้น รัฐและกรมป่าไม้เป็นผู้ผูกขาดการจัดการป่าเสมอมา นับตั้งแต่การสร้างความเข้าใจกับคนในสังคมว่า "คนเป็นศัตรูของป่า" หรือการออกประกาศขับไล่คนที่อยู่ในเขตป่า โดยไม่ได้พิจารณามิติทางวัฒนธรรมที่คนท้องถิ่นมีต่อธรรมชาติ ยิ่งเป็นการทำลายสำนึกความเชื่อมั่นที่ว่า ป่าและดอยหลวงเชียงดาวเป็นของชุมชน ท้ายสุดป่าจึงเป็นเรื่องของกรมป่าไม้ที่ต้องเข้ามาดูแลเพียงอย่างเดียว โครงการกระเช้าลอยฟ้าที่เข้ามา จึงไม่ต่างไปจากความเห็นชอบของรัฐ ที่จะสร้างในพื้นที่ที่รัฐคิดว่าตนมีสิทธิอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องสนใจว่าคนท้องถิ่นหรือใครจะมีความคิดเห็นอย่างไร ในจุดนี้เองคนกับดอยแม้จะอยู่ใกล้กัน แต่ก็เหมือนไกลแสนไกลและค่อยๆ แปลกแยกเข้าไปทุกขณะ ประการที่สาม หากมีการพิจารณาว่าดอยเชียงดาวเป็นทั้งต้นทุนทางธรรมชาติของชาวบ้าน และเป็นทั้งต้นทุนทางจิตใจ ที่คอยเชื่อมความสัมพันธ์ในชุมชน ซึ่งมักแสดงออกมาในรูปของงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุ หรือความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ อันเป็นศูนย์กลางด้านหนึ่งของชุมชนแล้ว สิ่งเหล่านี้ได้ถูกทำให้หายไปด้วยกระบวนการผูกขาดการจัดการและการเข้าถึงทรัพยากร (ดอยเชียงดาว) โดยรัฐดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น ธรรมชาติในมุมมองของคนที่ถูกเบียดขับออกมาจากการเข้าถึง จึงกลายสภาพเป็นเพียงวัตถุที่นำมาซึ่งรายได้ กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ซึ่งก็แสดงออกมาให้เห็นในส่วนของการสนับสนุน ให้มีการก่อสร้างโครงการดังกล่าว จึงไม่แปลกอันใดเลยที่โครงการพัฒนาของรัฐจึงเกิดขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ โดยที่คนท้องถิ่นเองคาดไม่ถึง ในผลกระทบที่กำลังตามมา นับตั้งแต่การสร้างเขื่อนภูมิพลที่ทำให้คนใน จ.ตาก นับพันครัวเรือนไปเป็นคนไร้บ้านและอาศัยอยู่ในสลัมคลองเตยที่กรุงเทพฯ จนถึงชาวแม่เมาะ จ.ลำปาง ที่ต้องทนต่อสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และฝุ่นละอองในอากาศจนต้องเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ มีหลายครั้งที่มีการเจ็บป่วยล้มตายไปท่ามกลางความเงียบในสังคม ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าการพัฒนาที่ตนเองมิได้กำหนดจะนำพาชีวิตไปสู่ความสุขสบาย โครงการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้าหรือโครงการใดๆ ก็ตาม จึงมีการผลักการตัดสินใจ ไปให้คนท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินว่าเห็นสมควรหรือไม่ ในการก่อสร้างโดยการทำประชาพิจารณ์ แต่อำนาจที่ถูกกระจายไปนั้นมีเพียงการยกมือเห็นชอบไม่เห็นชอบ ไร้ซึ่งการกระจายความรู้ให้มีความหลากหลายตามท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน วิกฤติที่เกิดขึ้นคือการขาดความเห็นที่แตกต่างที่จะมาทัดทานและตรวจสอบ ด้านหนึ่งความเป็นท้องถิ่นของชุมชนที่ถูกตัดขาดออกจากสภาพแวดล้อมในพื้นที่ ได้ทำให้ความเห็นของคนท้องถิ่นไม่ได้แตกต่างไปจากความเห็นของรัฐส่วนกลางเลย ประชาพิจารณ์จึงกลายเป็นความชอบธรรมของการก่อสร้างโครงการเท่านั้น เพราะสำนึกของความเป็นท้องถิ่น ได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งเดียวกับสำนึกของรัฐ ผมจึงไม่แปลกใจนักที่มักจะมี "คนนอก" เข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์โครงการต่างๆ บ่อยครั้งที่มีการระบุจากตัวแทนของรัฐว่า คนนอกมักเข้ามาปั่นป่วนยุยงให้คนในพื้นที่แตกแยกและไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นเลย แต่ทำไมจึงชอบมายุ่งเกี่ยวเรื่องของชาวบ้านนัก ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการที่เคยศึกษาเรื่องพันธุ์พืชบนดอยหลวงเชียงดาว หรือแม้แต่ประชาชนที่เคยประสบ ต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผิดพลาด นั่นก็เป็นเพราะสำนึกของความเป็นท้องถิ่นนั้น มิได้ถูกกักขังให้อยู่ในพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมถึงความตระหนักรู้ถึงสิทธิ-อำนาจที่กำลังจะถูกละเมิด รวมไปถึงผลกระทบที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมเชื่อว่ามีคนเชียงดาวไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างกระเช้าลอยฟ้า เพียงแต่ว่าเราอย่าปล่อยให้พวกเขาต้องโดดเดี่ยวนะครับ |
| กลับหน้าแรก |