การแบ่งรายได้จากผู้หญิงหากิน

ดุลยภาพ ดุลยพินิจ  โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร  มติชนรายวัน   วันที่  27  สิงหาคม 2546

เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับส่วยตำรวจในกิจการอาบอบนวด ซึ่งเสี่ยชูวิทย์ เปิดโปงอย่างถึงพริกถึงขิง จนกลายเป็นหนึ่งในละครทีวีประจำวันที่ผู้ชมกระหายใคร่ติดตามอยู่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ถ้าคิดอย่างลึกซึ้งแล้ว แท้จริงเป็นการแย่งชิงเงินรายได้จากผู้หญิงหากิน ในบรรดากลุ่มคน 4 กลุ่มด้วยกัน นั่นก็คือ เจ้าของอาบอบนวด ตำรวจจำนวนหนึ่ง รัฐบาล และผู้หญิง 

เสี่ยชูวิทย์เปิดเผยว่า เขาเป็นเจ้าของอาบอบนวด 6 แห่ง จากกระแสข่าวมีผู้หญิงให้บริการประมาณ 1,000 คน เสี่ยจ่ายให้ตำรวจเดือนละ 12 ล้านบาท จ่ายภาษีให้รัฐบาลเดือนละ 3 ล้านบาท

ผู้รู้ในวงการอาบอบนวดช่วยประมาณการรายได้จากกิจการอาบอบนวดพบว่า เสี่ยชูวิทย์น่าจะมีรายได้สุทธิหลังจากหักส่วนแบ่งของสาวๆ แล้วเดือนละประมาณ 75-80 ล้านบาท

เท่ากับว่าส่วนที่จ่ายให้ตำรวจคิดเป็นร้อยละ 15-16

และส่วนที่จ่ายให้รัฐบาลคิดเป็นเพียงร้อยละ 4

สาวๆ แต่ละคนจะได้รับรายได้รวมต่อเดือนประมาณ 75,000-80,000 บาท

ทั้งนี้ มีสมมติฐานว่าเธอเหล่านี้ให้บริการแขกวันละ 2.67 รายต่อคน ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน และได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของค่าบริการที่ลูกค้าแต่ละคนจ่ายให้อาบอบนวด 2,500 บาทต่อครั้ง

อันที่จริงในสถานอาบอบนวด จะมีร้านอาหารซึ่งบริการเครื่องดื่มและอาหารราคาแพงกว่าข้างนอกมาก

ดังนั้น เสี่ยชูวิทย์ก็จะได้รับเงินรายได้ต่อเดือน จากกำไรการขายอาหาร และเครื่องดื่มอีก จึงจะได้มากกว่า 75-80 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้ ทำให้กรมสรรพากรตระหนักว่าภาครัฐ ได้รับรายได้จากภาษีกิจการอาบอบนวดน้อยไป และเป็นโอกาสที่จะเข้าประเมินกิจการของสถานอาบอบนวดเพื่อให้ได้รับเงินภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าเดิม

เสี่ยชูวิทย์ต้องการอะไร?

ในการออกโรงในครั้งนี้ คิดลึกๆ อีกน่าจะเป็นว่าเสี่ยชูวิทย์กำลังผลักดัน 2 เรื่องหลักๆ

เรื่องหนึ่ง คือให้ยกเลิกการเก็บส่วย

เรื่องที่สอง เสี่ยชูวิทย์ กำลังบอกให้สังคมเห็นว่า การค้าประเวณีแอบแฝงในสถานอาบอบนวดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และสังคมยอมรับกันแล้ว แม้ว่าในทางกฎหมายจะเป็นความผิดแต่ก็เกิดขึ้นและไม่มีใครพยายามยุติ ทั้งนี้ ข้อกฎหมายที่กำกวม จึงยากที่จะเอาผิดเจ้าของอาบอบนวดที่ทำได้ก็คือเอาผิดในกรณียอมให้เด็กสาวอายุต่ำกว่า 18 ปี ค้าประเวณีในสถานบริการ เสี่ยชูวิทย์บอกให้เห็นอย่างจะจะ ถึงสภาพ "มือถือสากปากถือศีล" ของสังคมเรา ดูเหมือนว่าเสี่ยชูวิทย์ กำลังผลักดันให้สังคมไทยยอมรับการค้าบริการทางเพศในอาบอบนวด เขากำลังเสนอให้สังคมไทยยอมรับการค้าประเวณีเป็นธุรกิจถูกกฎหมายธุรกิจหนึ่งนั่นเอง

กรณีอื้อฉาวที่เสี่ยชูวิทย์กวนให้เกิดขึ้นจะนำพาเราไปไหน?

เราอาจพิจารณาถึงความเป็นไปได้ 3 ทาง

ทางที่หนึ่ง หลายๆ คนต่างคาดการณ์กันไว้ว่าจะไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น จากเรื่องอื้อฉาวนี้เลย ทั้งนี้เพราะรัฐบาลไม่พร้อมที่จะจัดการกับปัญหาการรับส่วยของตำรวจส่วนหนึ่งอย่างถึงรากถึงโคน เพราะเกรงว่าถ้าเอาจริงจะไม่มีตำรวจให้ใช้

ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ตำรวจบางคนถูกย้ายออกไป คนกลุ่มใหม่เข้ามาแต่การแบ่งเงินรายได้ของผู้หญิงหากินในสถานอาบอบนวดจะเหมือนเดิม

ทางที่สอง เสี่ยชูวิทย์อาจจะประสบความสำเร็จมาก จนตำรวจยกเลิกการเก็บส่วย หรือส่วยถูกลดลงอย่างมากในกรณีนั้น ตัวเสี่ยชูวิทย์เองจะต้องถูกลงโทษเพื่อแลกกัน เช่น อาจถูกจำคุกสักพักผลที่เกิดขึ้นคือ ส่วนแบ่งรายได้ของผู้หญิงหากินที่เคยเป็นของตำรวจ ย้ายเข้ากระเป๋าเจ้าของอาบอบนวด ขณะเดียวกันกรมสรรพากรก็จะได้โอกาสได้ส่วนแบ่งในรูปของภาษีกิจการอาบอบนวดมากขึ้น

ดังนั้น ผลลัพธ์ในท้ายที่สุด อาจเป็นเพียงการถ่ายโอนกำไรจากตำรวจสู่กรมสรรพากร ในกรณีนี้ ผู้หญิงที่ทำงานในอาบอบนวดจะไม่ได้รับส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น คือสภาพคงเดิม

ทางเลือกที่สาม คือกรณีอื้อฉาวนี้ ส่งผลสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือ มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โดยมีการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว คือยอมให้มีการค้าประเวณีผู้ใหญ่ในอาบอบนวด ในกรณีนี้ก็จะเกิดการย้ายโอนเงินส่วนแบ่งของตำรวจเป็นเงินภาษีภาครัฐ แต่จะเพิ่มแรงต่อรองของผู้หญิงที่ทำงานในอาบอบนวด

ขณะนี้พวกเธอไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงานและไม่มีแรงต่อรองเลย

ถ้ากฎหมายยอมรับการค้าประเวณีผู้ใหญ่ในสถานอาบอบนวดเป็นธุรกิจถูกกฎหมาย เธอๆ ทั้งหลายก็จะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายแรงงาน และเพิ่มแรงต่อรองในการปรับปรุงสภาพการทำงานและรายได้ของเธอด้วย เสี่ยชูวิทย์ก็ไม่สามารถจะอ้างว่าเขาทำกิจการอาบอบนวดเป็นสังคมสงเคราะห์ให้ผู้หญิง

การเปิดโปงเรื่องส่วยตำรวจในสถานบริการอาบอบนวดของเสี่ยชูวิทย์ แม้ว่าจะสร้างความฮือฮา และช่วยขายหนังสือพิมพ์ได้มากมาย ท้ายที่สุดแล้วก็อาจเป็นเพียงการแย่งชิงกำไรจากน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงระหว่างเจ้าของอาบอบนวด ตำรวจ และรัฐบาลเท่านั้นเอง

และกิจกรรมเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องน่านิยมแต่อย่างใด

หน้า 6

 

กลับหน้าแรก