|
ประสิทธิภาพในการผลิต
กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์, PiyasvastiA@k-asset.co.th กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 26 สิงหาคม 2546 ประสิทธิภาพของธุรกิจไทยที่เพิ่มขึ้นนี้มีหลายลักษณะ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโรงงาน และเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ในขณะนี้คงเป็นที่ยอมรับว่า สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วก็คือ การขยายตัวของการส่งออก และมาตรการของรัฐ ในการกระตุ้นความต้องการรวมภายในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคของประชาชน จึงมีผู้เชี่ยวชาญบางท่านมีความวิตกว่า รัฐจะไม่สามารถรักษาการขยายตัวในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาหนี้สินของภาคเอกชนจะทำให้เศรษฐกิจต้องสะดุดลง อย่างไรก็ตามผมคิดว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน มีส่วนสำคัญมาจากการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต และในการบริหารจัดการ ในธุรกิจอุตสาหกรรมไทยอย่างแพร่หลายในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา และหากเราสามารถรักษา การปรับปรุงประสิทธิภาพนี้ได้ต่อไป เศรษฐกิจไทย จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลังจากที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ธุรกิจและอุตสาหกรรมไทยจำนวนมากต้องปิดกิจการ และกิจการจำนวนมากที่ยังดำเนินการต่อไปได้ต้องปรับตัวเพื่อลดต้นทุนในการผลิต และปรับปรุงการบริหารจัดการ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเจรจากับสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ การดำเนินการดังกล่าวทำให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ ในไทยในขณะนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการมีความระมัดระวังมากขึ้น ในการทำธุรกิจ มีการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กำไรของธุรกิจหลายประเภทที่เพิ่มขึ้นมากในช่วงสามปีที่ผ่านมาและฐานะการเงินของบริษัทต่างๆ ที่ดีขึ้นมาก ไม่ว่าจะพิจารณาจากเกณฑ์วัดใดๆ เช่น ระดับหนี้สิน อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน ผลตอบแทนการลงทุน หรือมูลค่าทางบัญชีนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการปรับปรุงประสิทธิภาพ อีกส่วนเป็นผลจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และภาระหนี้สินที่ลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินลดลง และการปรับโครงสร้างหนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยได้เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 50 ตั้งแต่ต้นปีนี้สู่ระดับ 530 ในปัจจุบัน ประสิทธิภาพของธุรกิจไทยที่เพิ่มขึ้นนี้มีหลายลักษณะ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการลงทุนในโรงงาน และเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม โดยการลงทุน หรือการปรับปรุงบางส่วน เกิดขึ้นในช่วงก่อนวิกฤติเศรษฐกิจเพียงเล็กน้อย หรือได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ และไม่สามารถหยุดได้ จึงเพิ่งจะดำเนินการเสร็จสิ้นหลังวิกฤติเศรษฐกิจ อีกส่วนเป็นการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรที่มีอยู่เดิม โดยวิธีการต่างๆ บางวิธีการใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่สามารถลดต้นทุนได้อย่างคุ้มค่า หรืออาจเป็นการปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจลดลง ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนน้อยลง รวมทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยหรือมีวิธีการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ อุตสาหกรรมกระดาษ เป็นตัวอย่างหนึ่งของอุตสาหกรรม ที่มีการลงทุนจำนวนมหาศาล ก่อนวิกฤติเศรษฐกิจ โรงงานกระดาษที่มีประสิทธิภาพที่สุดในเอเชียในแง่ของวิศวกรรมตั้งอยู่ในไทย แต่ธุรกิจประสบปัญหา เนื่องจากการลดค่าเงินบาท ทำให้ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นมาก เมื่อบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาทางการเงินเรียบร้อยแล้ว บริษัทดังกล่าวจะเป็นบริษัทที่มีศักยภาพสูงมากในการแข่งขัน ธุรกิจอื่นๆ ที่มีลักษณะนี้มีอีกหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน การผลิตไฟฟ้า ดังจะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าใหม่ที่สร้างเสร็จในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สูงกว่าโรงไฟฟ้าเดิมของ กฟผ. ถึงร้อยละ 30 เพราะเทคโนโลยีได้พัฒนาไปมาก และหากพิจารณาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการบริหารงานด้วยแล้ว ความแตกต่างยิ่งมากขึ้น กล่าวคือจากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พบว่า ในการผลิตไฟฟ้าหนึ่งเมกะวัตต์ กฟผ.ใช้พนักงาน 1.39 คน ในขณะที่ในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ของเอกชน (ไอพีพี) สัดส่วนจะเท่ากับ 6.13 เมกะวัตต์ต่อคน และในโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก (เอสพีพี) เท่ากับ 2.86 คนต่อเมกะวัตต์ ธุรกิจอีกจำนวนไม่น้อยที่มีโรงงานอยู่แล้วต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการบริหารจัดการ และในการผลิต เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนรถยนต์ ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและเซรามิค เป็นต้น การปรับปรุงต่างๆ เหล่านี้มิได้ลดต้นทุนในการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยเพิ่มคุณภาพของสินค้า และบริการด้วย เช่น ในกรณีของธุรกิจเซรามิค การนำเตาเผาประสิทธิภาพสูงมาใช้ ได้ช่วยลดการใช้ก๊าซฯ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักได้ร้อยละ 30 ถึง 40 รวมทั้งยังทำให้สามารถควบคุมอุณหภูมิในการเผาได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อประกอบกับการปรับปรุงการออกแบบ จึงทำให้คุณภาพของสินค้าดีขึ้นมาก ในธุรกิจกระเบื้องเพื่อใช้ในการก่อสร้างก็เช่นเดียวกัน การนำเตาเผาประสิทธิภาพสูงมาใช้ ได้ช่วยลดต้นทุน ในการผลิตได้มาก เช่นในธุรกิจกระเบื้อง และโมเสกแห่งหนึ่ง การปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต ทำให้ต้นทุนลดลงประมาณร้อยละ 15 แม้ว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมาราคาก๊าซธรรมชาติและค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนที่สำคัญที่สุดได้เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 20 และนี่คือสาเหตุสำคัญที่การส่งออกของเซรามิคคุณภาพสูงและโมเสกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ใช้วิธีการ Value Engineering (VE) ในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ในอุตสาหกรรมอีกหลายประเภทด้วย VE จะอาศัยความร่วมมือของพนักงาน ในการช่วยกันคิด และหาวิธีการในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ในการผลิต ซึ่งมีทั้งการลดการสูญเสียของวัตถุดิบ การเพิ่มคุณภาพของสินค้า หรือลดสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ที่ชำรุดหรือไม่ได้มาตรฐาน และการลดระยะเวลาหรือคอขวดในกระบวนการผลิต หลายวิธีการไม่มีค่าใช้จ่ายมาก จึงมักเป็นวิธีการที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ในธุรกิจน้ำมันของเอกชน มีการปรับปรุงประสิทธิภาพทันทีตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีการลดจำนวนพนักงานกว่าร้อยละ 20 มีการปรับปรุงการบริหารงาน ซึ่งที่จริงเป็นการปรับปรุงในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้พร้อมกัน มีการลดการถือสต็อกน้ำมันเพื่อการค้าให้เหลือน้อยที่สุด การลดสต็อกของสินค้านี้เกิดขึ้นในธุรกิจเกือบทุกประเภท มีการร่วมมือกันระหว่างโรงกลั่นน้ำมันต่างๆ ในด้านเทคนิคเพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่นการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ การขนส่งน้ำมันด้วยกัน การวางแผนในการซื้อน้ำมันดิบร่วมกันเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด (แทนที่จะต่างคนต่าง optimize) แต่การแข่งขันทางการตลาดยังคงเดิม กรณีที่มีการดำเนินการและประสบความสำเร็จมากที่สุด ได้แก่ กรณีของโรงกลั่นระยองของเชลล์ และโรงกลั่นสตาร์ของคาลเท็กซ์ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้คงไม่เกิดขึ้นหากไม่มีวิกฤติเศรษฐกิจ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นอีกตัวอย่างที่มีการปรับปรุงวิธีการบริหารจัดการ ซึ่งสามารถลดต้นทุน ในการประกอบธุรกิจได้มาก และบริษัทหลายแห่งมีความระมัดระวังอย่างมากในการทำธุรกิจ และได้มีการนำความเสี่ยงต่างๆ เข้ามาพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ มีการศึกษาวิเคราะห์ตลาด ความต้องการ และรสนิยมของลูกค้าอย่างละเอียด และเป็นระบบ ซึ่งทำให้สามารถลดทั้งระยะเวลาในการก่อสร้าง และต้นทุนในการก่อสร้างได้มาก ในขณะเดียวกันสามารถลดสต็อกของบ้านที่สร้างใหม่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งทำให้สามารถลดความต้องการสินเชื่อ ในการทำธุรกิจได้ด้วย และอยู่ในสถานะที่ดี ที่จะปรับตัว ในกรณีที่เกิดฟองสบู่แตก ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เหล่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวด แต่ก็ทำให้ธุรกิจไทยจำนวนมาก มีความแข็งแกร่ง และสามารถทำกำไร และขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว เมื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดขึ้น หากรัฐสามารถทำให้การปรับปรุงประสิทธิภาพเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยจะมีการขยายตัว ของผลิตภัณฑ์มวลรวมที่สูง มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล อัตราเงินเฟ้อต่ำ อัตราดอกเบี้ยต่ำ และราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผมจำได้ว่า ในสมัยที่ผมเรียนปริญญาตรี Dow Jones Index อยู่ในระดับ 700 และ Financial Times Industrial Index อยู่ในระดับ 300 เท่านั้น
|
| กลับหน้าแรก |