|
รัฐกับธุรกิจ
"ขนบ" ใหม่สไตล์ "B2G"
จับกระแส : เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข / benjawan_p@nationgroup.com กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 25 สิงหาคม 2546 โมเดลธุรกิจบนพื้นที่ New Economy อาจถูกจำแนกไว้ 2 ประเภทหลักๆ ระหว่าง B2C (Business to Consumer) หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น ระหว่าง ธุรกิจกับผู้บริโภค โดยมีโมเดล B2B (Business to Business) ประเภทค้าส่ง โฮลเซลส์ เป็นอีกขาหนึ่งที่ขนานกันไป แต่ทั้งสองรูปแบบนี้ เป็นอันต้องชิดซ้าย.... ในยุครัฐบาลซีอีโอ ซึ่งมี G-Goverment เป็นแกนกลาง ของกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งมวล กิจกรรมอันหวือหวาที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยภายใต้บรรยากาศที่มีรัฐบาลเป็นหัวขบวนไปเสียทุกเรื่องเช่นที่ว่านี้ นิยามกันให้ชัดต้องแบ่งออกเป็น B2G และ G2C B2G ก็คือการทำธุรกิจร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับรัฐบาล เพื่อเป็นกลไกให้ รัฐบาลสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจกับภาคประชาชน หรือ G2C ได้อย่างคล่องตัว .....เช่นรัฐบาลคิดโปรเจคทำการตลาดด้วยการสร้างกระแสฮือฮาบ่มเพาะดีมานด์จนพุ่งกระฉูด จากนั้นก็ดึงธุรกิจเอกชนเข้ามารับงานจากรัฐบาล แม้ว่า G2C จะเกิดขึ้นอย่างคึกคัก มีการประมูลหรือให้งานภาคเอกชนครึกครื้น แต่โดยภาพใหญ่ที่ออกมากลับผสมกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับนโยบาย "ป็อปปูลิสต์" เพราะกิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกส่งต่อถึงมือประชาชนโดยรัฐทั้งสิ้น โมเดลที่ว่านี้เริ่มปรากฏเค้าลางตั้งแต่กลางเทอมรัฐบาลซีอีโอ จากที่เคยมุ่งตรงไปสู่รากหญ้าโดยอัดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเช่นเดิม ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ และอาจด้วยเหตุผลฝนตกไม่ไปถึงภาคอุตสาหกรรม กิจกรรมเศรษฐกิจแบบ Hybrid ครึ่งบกครึ่งน้ำ ประเภทรัฐครึ่งเอกชนครึ่งจึงเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดนำโดยสารพัดโครงการเอื้ออาทร รัฐเป็นผู้ทำการตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับล่าง ดันดีมานด์พุ่งลิ่ว และดึงเอกชนเข้ามาประมูลสร้าง และเข้าร่วมโครงการ จากนั้นรัฐก็ได้โครงการ "บ้านเอื้ออาทร" ที่เจ้าตำรับป็อปปูลิสต์เองก็คงนึกไม่ถึง เช่นเดียวกับกระทรวงไอซีที ที่บูมตลาดคอมพิวเตอร์ โดยเจรจากับเอกชนบางราย และทำให้เอกชนอีกหลายรายวิ่งกันเท้าพลิก ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงระบบปฏิบัติการ เพื่อกระโจนเข้าร่วมโครงการกับเขาบ้าง และรัฐบาลก็ได้โครงการ "คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร" มาส่งถึงมือประชาชน ลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นกับแท๊กซี่เอื้ออาทร ประกันเอื้ออาทร จักรยานเอื้ออาทร ด้วยสุดยอดบิสซิเนสโมเดลที่ว่านี้ รัฐประสบความสำเร็จในการสืบทอดนโยบาย "ป็อปปูลิสต์" ระดับแอดวานซ์ที่ก้าวข้ามไปถึงขั้นสร้างโอกาสเข้าถึง "ทุน" ของประชาชน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องในแต่ละเซคเตอร์ ก็ปรีดิ์เปรมกับโอกาสที่ลอยมาจากการทำการตลาดโดยรัฐ อสังหาริมทรัพย์ได้พ่วงด้วยอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งระบบ ธุรกิจไอทีก็ได้ไล่ไปถึงเซคเตอร์รถยนต์ และประกันชีวิต แม้แต่ระบบธนาคารก็ยังได้จากการกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยด้านการบริโภค ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจที่ถูกกระตุ้นจากฟากดีมานด์ ก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วโดยไร้ข้อสงสัย เก็บเกี่ยวผลประโยชน์กันได้ถ้วนหน้า หากพิจารณาแค่ระยะสั้น แต่กระบวนการ B2G ที่อยู่เบื้องหลัง ป็อปปูลิสต์ เหล่านี้ แทบไม่เคยถูกตั้งข้อสงสัยเลยว่าแต่ละ "ดีล" เจรจาอย่างไร และเหตุใดจึงจบลงที่ตัวเลขดังกล่าว ระหว่าง G รัฐบาล และ B-Business รู้กันแค่ 2 คน ไม่มีการตั้งคำถาม ไม่มีประกาศที่เป็น TOR ชัดเจน ไม่มีระบบตรวจสอบ ...เพราะทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า การเล่นบทนักธุรกิจของรัฐบาลซีอีโอได้ผล และสมประโยชน์ถ้วนหน้า และแม้ว่าโครงการเอื้ออาทรจะห่างสายตาไปบ้าง อาจด้วยหมดมุข คิดไม่ออก แต่ B2G ที่ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนต้องสยบแทบเท้ารัฐบาลไม่ได้จบลงที่เท่านั้น ความแก่กล้าในการเล่นบท "ผู้นำธุรกิจ" ของรัฐเริ่มกระจายออกมายังโซนนโยบายเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม ด้วยงบประมาณที่นอนแช่อยู่ว่า 1.6 หมื่นล้านบาท โดยมีโจทย์ใหญ่อยู่ที่ 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในรอบเดือนเศษที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากถึง 3.3 พันล้านบาท เป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ด้านการแข่งขันใน 3 อุตสาหกรรม แฟชั่น ท่องเที่ยว และอาหาร ผ่านโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น 1.8 พันล้านบาท โครงการบัตรสมาชิกพิเศษ (Thailand Privilege Card) 1 พันล้านบาท และจัดตั้งบริษัทพันธมิตรอาหารไทย 500 ล้านบาท ลักษณะร่วมของทั้งสามโครงการคือ เป็นการทำธุรกิจโดยรัฐ และต่อเชื่อมกับภาคเอกชน ซึ่งทำให้ "รัฐ" มีอำนาจชี้ขาดไปถึงอานิสงส์ผลบุญที่เอกชนจะได้รับจากทั้ง 3 โครงการ เศรษฐกิจฟื้นนักธุรกิจต่างมะรุมมะตุ้มที่จะขอเอี่ยว "ขาขึ้น" กับเขาบ้าง ใครๆ ก็อยากพลอยฟ้าพลอยฝนในยุคที่รัฐบาลเป็นพระเอก แต่บรรยากาศแบบนี้กลับทำให้เกิด "ขนบ" แบบใหม่ เป็นขนบที่เชิดชูความเข้มแข็งของรัฐบาล ขณะที่ภาคเอกชนกลับเสียงแผ่วเบาอย่างไม่เคยเห็นมาก่อน เรื่องราวของธุรกิจโดยรัฐ และโมเดลแบบ B2G เช่นที่ว่าน่าคิดยิ่ง ไม่ใช่แค่ วาระแอบแฝง และข้อสงสัยถึงปัญหาคอรัปชั่นที่อาจซ่อนตัวได้แนบเนียน แต่ยังหมายถึง ความอ่อนแอในเชิงการมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ หลายนโยบายของรัฐได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าภาคธุรกิจจะไม่สามารถแสดงบทบาทในการให้มุมมองเพิ่มเติม ครบถ้วน รอบด้าน เพื่อร่วมสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ภาครัฐกำลังเล่นบทกำหนดชะตาธุรกิจเช่นในขณะนี้ เพียงเพราะกังวลถึงโอกาสที่จะสมประโยชน์ร่วมในรัฐบาลซีอีโอ
|
| กลับหน้าแรก |