การเมืองว่าด้วยค่าเงินหยวน

โดย รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์   โดย ผู้จัดการออนไลน์  จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง  วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2546

สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังถูกกดดันให้ขึ้นค่าเงินหยวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้นำญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา

แรงกดดันดังกล่าวนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง (Undervaluation) สาธารณรัฐประชาชนจีนยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) โดยผูกค่าเงินหยวนไว้กับเงินดอลลาร์อเมริกัน อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนถูกตรึงไว้ ณ ระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์อเมริกันนับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนพยายามธำรงเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินหยวนจึงมิได้สวิงขึ้นลงอย่างฮวบฮาบ

ในปี 2545 เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าสูงกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง (Overvaluation) ผลการประมาณการทางวิชาการพบว่า เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าสูงเกินไป 20-30% นับตั้งแต่ต้นปี 2546 เป็นต้นมา เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าตกต่ำลงตามลำดับอย่างชัดเจน แต่ตลอดระยะเวลาดังกล่าวนี้ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนยังถูกตรึงไว้ ณ ระดับ 8.28 หยวนต่อดอลลาร์ดังเดิม เงินหยวนจึงมีค่าตกต่ำตามเงินดอลลาร์อเมริกัน เมื่อเทียบกับเงินตราสกุลหลักอื่นๆ ดังเช่นเงินเยนญี่ปุ่น เงินยูโรของสหภาพยุโรป เป็นต้น

ประจักษ์พยานที่แสดงว่า เงินหยวนมีค่าต่ำกว่่าพื้นฐานที่เป็นจริง ก็คือ การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลและทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก ในสภาวการณ์ดังกล่าวนี้ หากธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนลอยตัว โดยให้กลไกราคาทำงานอย่างเต็มที่ เงินหยวนย่อมมีค่าสูงขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เงินหยวนมีราคาแพงขึ้น โดยที่ราคาของเงินตราสกุลหลักอื่นลดลง แต่เป็นเพราะธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อให้เงินหยวนมีค่าอ่อน เงินหยวนจึงมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง

การที่เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง มีผลเสริมส่งฐานะการแข่งขันของสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะทำให้สินค้าจีนเมื่อคิดราคาเป็นเงินตราสกุลหลักอื่น มีราคาถูกลง นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนจึงกระทบต่อประเทศคู่ค้าสำคัญของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น

ในเดือนธันวาคม 2545 ฮารุฮิโกะ กูโรดะ (Haruhiko Kuroda) ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ The Financial Times กล่าวหาว่า นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนมีผลในการส่งออกภาวะเงินฝืด (Deflation) ไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ของระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้เนื่องจากนโยบายดังกล่าวทำให้สินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีราคาถูกในตลาดโลก ระดับราคาสินค้าและบริการต่างๆ ในตลาดโลกจึงถูกกดดันให้ต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริง

ในการประชุม ASEAN Plus Three ณ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2546 นายมาสะจูโระ ชิโอะกาวะ (Masajuro Shiokawa) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น ปราศรัยในที่ประชุมว่า อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราควรสะท้อนพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เป็นจริง และเป็นไปตามหลักการแห่งกลไกตลาด หาควรบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนไม่

ภายหลังการประชุม ASEAN Plus Three นายชิโอะกาวะ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การที่เงินหยวนมีค่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์อเมริกันอาจสร้างปัญหาแก่สังคมเศรษฐกิจโลก เมื่อเงินหยวนถูกตรึงให้มีค่าต่ำ ญี่ปุ่นย่อมมีปัญหาในการส่งออกสินค้าและบริการ เพราะมิอาจแข่งขันกับสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ อันมีผลทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเชื่องช้ากว่าที่ควร

ความไม่พอใจนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวน มิได้มีเฉพาะในหมู่ผู้นำญี่ปุ่นเท่านั้น นายอลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) ประธานคณะผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา แสดงความเห็นในเดือนกรกฎาคม 2546 ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนควรปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนลอยตัว การยึดกุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวต่อไป อาจนำมาซึ่งหายนภัยทางเศรษฐกิจได้

สหรัฐอเมริกามีปัญหาการขาดดุลการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน จากระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันในปี 2538 จนอยู่ในระดับมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์อเมริกันในปี 2545 โดยที่สาธารณรัฐประชาชนจีนแซงหน้าญี่ปุ่นในฐานะประเทศที่สหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้ามากที่สุด ผู้นำอุตสาหกรรมอเมริกันจำนวนมากมีความเห็นว่า ปัญหาการขาดดุลการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีนมิอาจแก้ไขให้ลุล่วงได้ ตราบเท่าที่เงินดอลลาร์อเมริกันยังคงมีค่าแข็ง เมื่อเทียบกับเงินหยวน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ ตราบเท่าที่เงินหยวนยังคงมีค่าอ่อนเมื่อเทียบกับดอลลาร์อเมริกัน สินค้าและบริการส่งออกจากสหรัฐอเมริกายากที่จะแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพได้

กล่าวโดยสรุปก็คือ แรงกดดันที่มีต่อสาธารณรัฐประชาชนจีนในประเด็นนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนมีอยู่ 2 ด้าน ด้านหนึ่ง ได้แก่ แรงกดดันให้ละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว และหันไปยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ แรงกดดันให้ขึ้นค่าเงินหยวนในกรณีที่สาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงยึดกุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวต่อไป

สาธารณรัฐประชาชนจีนตอบโต้แรงกดดันเหล่านี้ โดยระดมใช้สื่อมวลชน ทั้งหนังสือพิมพ์และ internet เป็นกลไกในการอธิบายว่า นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนเป็นนโยบายที่ถูกต้อง สาธารณรัฐประชาชนจีนมุ่งตอบโต้ญี่ปุ่นมากกว่าสหรัฐอเมริกา ส่วนสำคัญอาจเป็นเพราะว่า ผู้นำญี่ปุ่นระดับรัฐมนตรีออกมากดดันสาธารณรัฐประชาชนจีน ในขณะที่ไม่มีบุคคลระดับรัฐมนตรีในรัฐบาลบุชโจมตีนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวน โดยที่นายอลัน กรีนสแปน เป็นอิสระจากรัฐบาลบุช ผู้นำจีนไม่พอใจผู้นำญี่ปุ่นที่นำเสนอ Theory of China Exporting Disinflation ในทัศนะของผู้นำจีน ผู้นำญี่ปุ่นกำลังใช้สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็น แพะ ด้วยการกล่าวหาว่า เป็นเพราะนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวน ญี่ปุ่นจึงยังไม่สามารถหลุดจากกับดักแห่งวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ ผู้นำจีนอดตั้งคำถามมิได้ว่า ผู้นำญี่ปุ่น รำไม่ดี โทษปี่โทษกลอง หรือเปล่า

สาธารณรัฐประชาชนจีนมิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในการปกป้องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนของตน ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเงินทุนระหว่างประเทศ ดังเช่น Morgan Stanley เลือกยืนอยู่ข้างสาธารณรัฐประชาชนจีน นายสตีเฟน โรช (Stephen S. Roach) หัวหน้าเศรษฐกรของ Morgan Stanley เสนอความเห็นว่า ความสามารถในการแข่งขันของสาธารณรัฐประชาชนจีนในตลาดโลกโดยพื้นฐานมิได้เป็นผลจากนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน หากเป็นผลจากต้นทุนแรงงานที่ต่ำ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (Infrastructure) และด้านทุนมนุษย์ นายโรชตั้งข้อกังขาว่า ถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวน จะช่วยให้สินค้าและบริการจากนานาประเทศสามารถแข่งขันกับสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นได้เพียงใด

ในทันทีที่ Morgan Stanley เลือกยืนอยู่ข้างสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลจีนนำความเห็นของนายสตีเฟน โรช เผยแพร่ผ่าน Peoples Daily Online รวมตลอดจนหนังสือพิมพ์ของมณฑลต่างๆ และหนังสือพิมพ์ที่เป็นกลไกของรัฐบาลกลาง

เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงอย่างปราศจากข้อกังขา แต่ไม่มีใครศึกษาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ว่า เงินหยวนมีค่าต่ำเกินไปมากน้อยเพียงใด หากยอมรับ Big Mac Index ของนิตยสาร The Economist เงินหยวนอาจมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงถึง 53% เพราะราคา Big Mac ของ McDonalds ในสหรัฐอเมริกาตกชิ้นละ 2.56 ดอลลาร์อเมริกัน ในขณะที่ Big Mac ในสาธารณรัฐประชาชนจีนมีราคาเทียบเท่า 1.20 ดอลลาร์อเมริกันต่อชิ้น ราคา Big Mac ในสาธารณรัฐประชาชนจีนถูกกว่าในสหรัฐอเมริกาถึง 53%

ค่าเงินหยวนเมื่อเทียบกับดอลลาร์อเมริกัน ยังสามารถพิจารณาได้จากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งสอง นับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ดัชนีราคาผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นถึง 15% ในขณะที่ระดับราคาผู้บริโภคในสาธารณรัฐประชาชนจีนเกือบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าจากสาธารณรัฐประชาชนจีนดีขึ้นอย่างน้อย 15% เมื่อเทียบกับสินค้าจากสหรัฐอเมริกา นั่นย่อมหมายความว่า เงินหยวนมีค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงอย่างน้อย 15%

นักเศรษฐศาสตร์บางท่านดังเช่น ดร.เจย์ ไบรสัน (Jay Bryson) แห่ง Wachovia Economic Research เชื่อว่าในท้ายที่สุดแล้ว สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องขึ้นค่าเงินหยวน เพราะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและการสะสมทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น มีผลในการสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เพียงแต่ว่า ระบบเศรษฐกิจจีนในขณะนี้ยังไม่อยู่ในภาวะร้อนแรงจนเกินไป แม้อัตราเงินเฟ้อจะเป็นบวก แต่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5% ต่อปี แรงกดดันให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวนจึงไม่เข้มแข็ง รัฐบาลบุชเองไม่ต้องการทำศึกหลายด้าน จึงมิได้กระโดดเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ในการกดดันให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวน ในประการสำคัญ บรรดาบรรษัทยักษ์ใหญ่อเมริกันที่เข้าไปลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อผลิตเพื่อการส่งออกล้วนได้ประโยชน์จากนโยบายการกดค่าเงินหยวนให้ต่ำด้วย

ในประเด็นการละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว และหันไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ศาสตราจารย์ซีบาสเตียน เอ็ดเวิร์ดส (Sebastian Edwards) แห่ง UCLA เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ในเมื่อระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัวใช้การได้ดีในสาธารณรัฐประชาชนจีนมาเป็นเวลายาวนาน ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะละทิ้งระบบดังกล่าวในประการสำคัญ ระบบสถาบันการเงินภายในสาธารณรัฐประชาชนจีนยังไม่มั่นคงแข็งแรง และอาจมีปัญหาในการรับมือกับปัญหาที่ตามมากับระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว ในประการสำคัญ ตลาดปริวรรตเงินตรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควร นอกจากนี้ สาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการเวลาในการปรับตัว เมื่อมีการเปิดตลาดการค้าสินค้าและบริการอย่างเสรีมากขึ้น ภายหลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก

สาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังอยู่ในช่วงแห่งการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่มีมากขึ้น อันเป็นผลจากการเปิดเสรีทางการค้าภายหลังการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หากสาธารณรัฐประชาชนจีนหันไปยึดระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวพร้อมๆ กับการเปิดเสรีบัญชีเงินทุน (Capital Account Liberalization) ภาระการปรับตัวทางเศรษฐกิจย่อมต้องทบทวี มิไยต้องกล่าวว่า ขีดความสามารถในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคยังต้องพัฒนาอีกมาก

สาธารณรัฐประชาชนจีนเริ่มต้นปฏิรูประบบปริวรรตต่างประเทศในปี 2537 การลดค่าเงินหยวนในปีนั้นส่งผลกระทบต่อภาวะการส่งออกของประเทศต่างๆ ในอาเซียบูรพา รวมทั้งประเทศไทย นักเศรษฐศาสตร์บางคนตั้งข้อกังขาว่า การลดค่าเงินหยวนในปี 2537 อาจก่อชนวนอันนำมาสู่วิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาในปี 2540 สาธารณรัฐประชาชนจีนยอมรับกฎข้อบังคับมาตรา 8 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเดือนธันวาคม 2539 ด้วยการละทิ้งระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา (Multiple Exchange Rate System) และหันไปใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนอัตราเดียว (Single Exchange Rate System)

เมื่อเกิดวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาในปี 2540 ผู้นำประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา กริ่งเกรงว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนจะลดค่าเงินหยวนตามประเทศต่างๆ ที่เผชิญวิกฤติการณ์ดังกล่าว ผู้นำจีนยืนยันอย่างเป็นทางการว่า จะไม่ลดค่าเงินหยวน และรักษาพันธสัญญาดังกล่าวนี้ การที่สาธารณรัฐประชาชนจีนมิได้เข้าสู่ลู่แข่งในการลดค่าเงินตราในปี 2540-2541 มีส่วนสำคัญในการไม่ซ้ำเติมให้วิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพาเลวร้ายลง

หมายเหตุ

1. รายงานข่าวผู้นำญี่ปุ่นกดดันให้สาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นค่าเงินหยวน โปรดอ่าน

David Pilling and Richard McGregor, Japan Steps Up Pressure on China to Revalue, The Financial Times (August 10, 2003

2. ความเห็นของสตีเฟน โรช (Stephen S. Roach) แห่ง Morgan Stanley โปรดอ่าน

Why Renminbi Not to Be Revalued, Chief Economist of Morgan Stanley, Peoples Daily Online (July 9, 2003)

3. บทวิเคราะห์การขึ้นค่าเงินหยวน ดูอาทิ Jay Bryson. Renminbi Revaluation? Wachovia Economic Research (July 23, 2003) ดู www.wachoviaresearch.com

4. สาธารณรัฐประชาชนจีนควรเลือกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวหรือไม่ โปรดอ่าน Sebastian Edwards. China Should Not Rush to Float Its Currency, The Financial Times (August 3, 2003)

 

กลับหน้าแรก