แปลงที่สีเขียวเป็นทุน

บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา  กรุงเทพธุรกิจ   วันที่  21  สิงหาคม พ.ศ. 2546

.การเปลี่ยนที่สีเขียว ให้เป็นป่าคอนกรีต อาจก่อให้เกิดรายได้ เป็นตัวเงิน สำหรับคนกลุ่มน้อย แต่มันจะไปเพิ่มค่าใช้จ่าย และลดศักยภาพ ในการดำเนินชีวิต และความสุข ของคนเป็นส่วนมาก ในกรุงเทพฯ

เฮอนานโด เดอ โซโต เจ้าของความคิดในหนังสือ ความลี้ลับของทุน (The Mystery of Capital) คงจะดีใจไม่น้อยหากทราบว่า ข้อเสนอของเขาที่จะแปลงทุกอย่างใต้ดวงอาทิตย์ให้เป็นทุน กำลังระบาดปานไฟลามทุ่งไปทั่วเมืองไทยในขณะนี้

นั่นหมายความว่า เมืองไทยกำลังเป็นหนูตะเภาให้เขาทดลองโดยไม่ต้องลงทุนลงแรง ยิ่งไปกว่านั้นเขายังได้เงินใช้ในฐานะที่เคยมาให้คำปรึกษาอีกด้วย

ตามความคิดของบรรดาลูกศิษย์ของ เดอ โซโต อีกไม่ช้าเมืองไทยจะไม่มีคนจน เพราะ เดอ โซโต บอกว่า ประเทศที่ร่ำรวย เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ต่างกับประเทศด้อยพัฒนา เพราะว่าประเทศในกลุ่มแรกสามารถเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นทุนได้

ส่วนการสรุปเช่นนั้น จะมีฐานมั่นคงมากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญ ตราบใดที่มันเป็นความคิดใหม่ซึ่งคนไทยไม่เคยได้ยินมาก่อนและไม่ได้คิดขึ้นเอง มันต้องดีแน่

ตามรายงานเมื่อไม่นานมานี้ ทันทีที่การสำรวจพบว่ายังมีที่ดินว่างเปล่าในกรุงเทพฯ กว่า 2 แสนไร่ ทางราชการ โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง ก็เกิดอาการตาเป็นมัน กลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ เพราะมองเห็นกองเงินจำนวนมหาศาลอันจะเกิดขึ้นเมื่อทรัพย์อัน "ไร้ชีวิต" ตามคำนิยามของ เดอ โซโต นั้น ถูกปลุกขึ้นมาให้เป็นสำนักงาน ร้านค้า ธนาคาร โรงแรม ศูนย์บริการและสถานอาบอบนวด

แน่ละ ที่ว่างเปล่าเหล่านั้นจะมีชีวิตขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อรัฐตัดถนน ต่อน้ำ ต่อไฟและต่อสายโทรศัพท์เข้าไปในพื้นที่ ในขณะที่เจ้าของไม่ต้องทำอะไรก็จะได้ "ส้มหล่น" เป็นเงินจำนวนหลักพันล้านบาท

คงพอเดาได้ว่าเจ้าของที่ว่างเปล่าเหล่านั้นส่วนมากคิดอย่างไร แต่คงไม่มีใครสามารถเดาความรู้สึกของคนไทยอีกหลายสิบล้านคน สำหรับผมได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ความคิดนี้มีรากฐานมาจากความฉ้อฉลทางนโยบายที่จะใช้เงินของรัฐ ซึ่งก็หมายถึงเงินของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพื่อก่อให้เกิดสถานการณ์ส้มหล่นในที่ดินของผู้มีอำนาจวาสนาและนักเก็งกำไร ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการหรือเอกชนผู้ร่ำรวยและกว้างขวาง

แม้จะมองในแง่ดีว่า ที่มาของความคิดไม่มีความฉ้อฉลทางนโยบายแอบแฝงอยู่ ผมยังคิดว่ารัฐบาลไม่น่าจะพยายามเร่งเปลี่ยนที่ว่างเปล่าเหล่านั้นให้เป็นป่าคอนกรีต ทำให้กรุงเทพฯ แน่นทึบเกินไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะเหตุผลหลักๆ 4 ประการ

ประการแรก จริงอยู่ในขณะนี้ ที่ดินเหล่านั้นอาจไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้เจ้าของและให้รัฐในรูปของตัวเงินมากนัก แต่ส่วนมากมักมีต้นไม้และพันธุ์พืชต่างๆ ขึ้นอยู่ สิ่งเหล่านั้นต่างหากที่มีชีวิต ไม่ใช่ป่าคอนกรีตในรูปของถนนและอาคารสถานที่อันแออัด

ตอนนี้กรุงเทพฯ มีความแออัดจนเกือบจะไม่มีช่องว่างสำหรับหายใจได้อย่างสะดวกอยู่แล้ว เราต้องการที่ว่างเปล่านั้นเพื่อเพิ่มศักยภาพของปอดธรรมชาติสำหรับฟอกมลพิษจำนวนมหาศาล ซึ่งกิจกรรมต่างๆ แย่งกันพ่นออกมาในขณะนี้ มากกว่าป่าคอนกรีตซึ่งมีแต่จะเพิ่มมลพิษขึ้นอีก

ประการที่สอง การมุ่งเปลี่ยนที่สีเขียวให้เป็นสิ่งก่อสร้าง มักเกิดจากการจำกัดความหมายของคำว่า "ทุน" ไปในทางตัวเงินและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่แท้ที่จริงแล้ว "ทุน" มีความหมายกว้างกว่านั้น และรวมทั้งทุนในทางสุขภาพของคนด้วย เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า มลพิษบั่นทอนสุขภาพ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและความสุข

การเปลี่ยนที่สีเขียวให้เป็นป่าคอนกรีต อาจก่อให้เกิดรายได้เป็นตัวเงินสำหรับคนกลุ่มน้อยๆ แต่มันจะไปเพิ่มค่าใช้จ่ายและลดศักยภาพในการดำเนินชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ และความสุขของคนเป็นส่วนมากในกรุงเทพฯ

หรือในอีกนัยหนึ่ง การปล่อยที่ว่างเปล่ากว่า 2 แสนไร่ไว้เป็นที่สีเขียวอันร่มรื่น เป็นการเปลี่ยนทรัพย์ให้เป็นทุนอยู่แล้ว แต่เป็นทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน หากเป็นทุนทางสุขภาพของคนในกรุงเทพฯ ซึ่งน่าจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่าทุนในรูปตัวเงิน

ประการที่สาม หากที่ว่างเหล่านั้นกลายเป็นสำนักงาน ร้านค้า ธนาคารและสถานอาบอบนวด กรุงเทพฯ จะดึงดูดให้ประชาชนคนต่างจังหวัดหลั่งไหลเข้ามาทำงานเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดกระบวนการลูกโซ่และผลกระทบสารพัดด้าน ไม่ว่าจะเป็นต่อโรงเรียน โรงพยาบาล สถานที่อยู่อาศัย หรือการจราจรซึ่งรัฐบาลเพิ่งประกาศว่าติดขัดมากเสียจนจำเป็นต้องลงทุนเป็นหลักแสนล้านบาทเพื่อแก้ไขอยู่ในขณะนี้

หากประชากรของกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินหลักแสนล้านบาทนั้นคงไม่พอ จะต้องเพิ่มขึ้นอีกเป็นเงาตามตัวของจำนวนประชากร ฉะนั้นภาระของรัฐจึงไม่จำกัดอยู่ที่การสร้างถนนหรือสาธารณูปโภคเข้าไปในที่ว่างเปล่าเหล่านั้น หากต้องรวมถึงเงินอีกจำนวนหนึ่งซึ่งจะต้องใช้เพื่อสร้างบริการและสิ่งจำเป็นอย่างอื่นที่ตามมาอีกด้วย

ประการที่สี่ แนวโน้มที่เป็นมาบ่งว่า ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันนี้เมืองไทยไม่ต่างกับประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาแล้ว ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นมีความแตกแยกทางสังคมสูง เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยิ่ง

สาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของทุกด้านและดูดเอาทุนส่วนมากไว้ ในขณะที่ส่วนต่างๆ ของประเทศยังขาดปัจจัยเบื้องต้น เงินทุนที่จะนำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนโฉมของที่ว่างสีเขียวกว่า 2 แสนไร่ให้เป็นป่าคอนกรีต และเพื่อก่อสร้างบริการและสิ่งจำเป็นอย่างอื่นขึ้นมา น่าจะถูกกระจายไปลงตามแหล่งที่มีความยากจนกว่ากรุงเทพฯ

การกระทำเช่นนั้น จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและช่วยป้องกันมิให้ชาวชนบทหลั่งไหลเข้ากรุงเทพฯ ดังที่เป็นมาในอดีต อาจจะมีผู้แย้งว่า การกระทำเช่นนั้นเปรียบเสมือนการกระจายปัญหาของกรุงเทพฯ เช่น ความแออัดและมลพิษ ออกไปสู่ชนบท จะมองกันในแง่นั้นก็คงได้

แต่ถ้าถามคนในชนบทซึ่งยังยากจนกว่าคนในกรุงเทพฯ มาก ผมเชื่อว่าพวกเขาคงไม่ขัดที่จะรับความก้าวหน้าที่จะมากับการกระจายเงินทุนของรัฐ โดยเฉพาะถ้าได้มีการศึกษาหาผลกระทบของการลงทุนและหาทางป้องกันไว้อย่างเหมาะสม

หลังจากกรมโยธาธิการและผังเมืองแสดงอาการตาเป็นมันออกมาไม่นาน มีข่าวว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะสนับสนุนให้เปลี่ยนเนื้อที่ว่างเปล่าราว 10,000-15,000 ไร่ในกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างถาวร แม้จะดีกว่าการเปลี่ยนเนื้อที่ว่างกว่า 2 แสนไร่ ให้เป็นป่าคอนกรีตทั้งหมด การสงวนไว้เพียงเท่านั้นไม่พอที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองซึ่งมีพื้นที่สีเขียวร่มรื่นสมกับเป็นเมืองของเทพหรอกครับ

 

 

กลับหน้าแรก