|
เศรษฐกิจมะกันอยู่ในแดนสนธยา..(
1-2 )."
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2546 พาดหัวหนังสือพิมพ์มะกัน เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน คือ "อัมพาต" หรือ Paralyzed เพราะกรณีไฟฟ้าดับกันกว่า 7 รัฐพร้อมๆ กัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามไปฝั่งแคนาดาด้วยซ้ำ วันเดียวกันนั้น หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจของสหรัฐ ก็พาดหัวว่าเศรษฐกิจมะกันทำท่าจะฟื้น หรือที่เขาใช้คำว่า "Recover" เพราะมีดัชนีบางตัวเริ่มส่อไปในทางน่าพอใจ แต่ผมชอบพาดหัวของคอลัมน์ในนิวยอร์ก ไทมส์ ของนักเศรษฐศาสตร์ที่เคยอยู่มหาวิทยาลัย Harvard ที่ชื่อ Paul Krugman มากกว่า เพราะเขาบอกว่าเศรษฐกิจมะกันนั้น อยู่ในสภาพ "แดนสนธยา" มากกว่า เขาเรียกมันว่า "Economic Twilight" อันหมายความว่ายังหมองๆ คล้ำๆ อยู่ ไม่ได้สดใสซาบซ่าอย่างที่นักวิเคราะห์บางสำนักกำลังพยายามจะออกข่าวให้ตื่นเต้นคึกคักกันอยู่ การติดตามข่าวคราวว่าด้วยเศรษฐกิจมะกัน (และของโลกทั้งมวล) นั้น ต้องฟังกันหลายๆ ด้าน เพราะมีประเด็นที่ต้องวิเคราะห์และจับต้องกันหลายด้าน ไม่อาจจะเชื่อสำนักไหนได้ทั้งหมด เพราะต่างก็มีแนวทางและข้อมูลการวิจารณ์ของตนเอง ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากมุมไหน และจะจับเอาตัวเลขชุดไหนมาป่าวร้องกันเท่านั้นเอง ครุกแมน บอกว่า เป็นเวลากว่า 20 เดือนแล้ว ที่เศรษฐกิจมะกันอยู่ในบรรยากาศของแดนสนธยา หรือ twilight zone แปลว่าอะไรหรือ? เขาบอกว่าที่เรียกมันอยู่ในแดนสนธนายาก็เพราะมันโตในระดับหนึ่ง ทำให้ไม่อาจจะเรียกมันว่าอยู่ในสภาวะถดถอย หรือ recession แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังโตช้าเกินกว่าที่จะเรียกมันว่าเป็นการฟื้นตัว หรือ recovery พูดง่ายๆ ก็คือ มันอยู่ระหว่างความสว่างกับความมืด อยู่ตรงกลางระหว่างความสดใสกับความมืดมน หรือจะพูดจาภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าเป็นเศรษฐกิจ "ลูกผีลูกคน" หรืออะไรเทือกนั้น ซึ่งก็ไม่น่าจะต้องแปลกใจมาก เพราะเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกแห่งนี้ อยู่ในสภาพกล้ำๆ กลืนๆ อย่างนี้มาระยะหนึ่งแล้ว ครุกแมน มาหงุดหงิดก็ตรงที่ว่าพอมีตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นหน่อยและตัวเลขคนว่างงานลดลงไปเล็กน้อย ก็เห็นพาดหัวหนังสือพิมพ์ประโคมข่าว "เศรษฐกิจฟื้นแล้ว" เป็นการใหญ่ อย่างนี้ครุกแมนมองว่าเป็นการแสดงความตื่นเต้นเกินเหตุ คนพูดอย่างนี้ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานเศรษฐกิจ หรืออาจจะสอบตกวิชา Economics 101 ด้วยซ้ำไป เขาชี้ให้เห็นว่าอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของมะกันนั้น โตที่ระดับ 2.6 เปอร์เซ็นต์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของปี ค.ศ. 2001 หรือเมื่อสองปีก่อน จากนั้นมาหน่วยวิจัยเศรษฐกิจทางการของเขา คือ National Bureau of Economic Research ประกาศอย่างตื่นตาตื่นใจว่าภาวะ recession ได้ยุติลงแล้ว พอออกมาอย่างนี้ก็เกิดเสียงวิพากษ์กันอย่างกว้างขวาง เพราะคนที่เขาเห็นว่ารัฐบาลตีฆ้องร้องป่าวเร็วเกินไป ตัวเลขต่างๆ ในอีกหลายด้านก็ยังไม่ชัดเจน เหมือนคนไข้เริ่มจะลุกขึ้นเข้าห้องน้ำได้เอง ก็ให้หมอประกาศว่าคนไข้หายป่วยกลับบ้านได้แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องด่วนสรุป ไม่อาจจะเชื่อถือได้ ครุกแมน บอกว่า ตัวเลขที่ทางการสหรัฐไม่ได้ดูอย่างละเอียดมาประกอบการตัดสินใจก็คือ อัตราการจ้างงานซึ่งในช่วงนั้นไม่ได้กระเตื้องขึ้นเลย เพราะถ้าตรวจสอบกันจริงๆ แล้ว ตำแหน่งงานที่ไม่เกี่ยวกับการเกษตรที่เขาเรียก non-farm payrolls นั้น ก็ยังหดหายไปเฉลี่ยแล้ว 50,000 ตำแหน่งต่อเดือน ทั้งๆ ที่อ้างกันว่าเศรษฐกิจได้ "ฟื้นตัว" แล้ว และยิ่งเมื่อประชากรที่เข้ามาสู่ตลาดแรงงานโตเร็วขึ้นกว่าเดิม ก็ยิ่งทำให้ภาพของคนว่างงานย่ำแย่ลงไปอีก เพราะที่ตกงานอยู่แล้วเพิ่มขึ้น และคนใหม่ที่เข้ามาในตลาดแรงงานก็โตขึ้นไปอีก สัดส่วนของคนว่างงานก็จึงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ถ้าจะให้ทันกับการเติบใหญ่ของประชากรที่ต้องหางานทำ ทางการต้องหางานเพิ่มอีกเดือนละ 110,000 คน ถ้าทำได้ต่ำกว่านั้น ก็ยังต้องถือว่าเศรษฐกิจยังฝืดเคืองอยู่ ณ วันนี้ สภาพของตลาดแรงงานมะกันเลวร้ายที่สุดใน 20 ปี จะประกาศว่าเศรษฐกิจมะกันฟื้นแล้ว ก็เท่ากับเป็นการมองเหรียญเพียงด้านเดียว พรุ่งนี้ต้องว่ากันต่อ เพราะใครต่อใครก็หวังจะให้ตลาดยักษ์อย่างมะกันฟื้นจริงๆ แต่ถ้าไม่ฟื้นจริงแล้วหลงคิดว่ามันฟื้น ก็จะเป็นการสร้างภาพลวงที่น่ากลัวกว่าเยอะเลย +++++++++++++++++++++++ เศรษฐกิจมะกันอยู่ในแดนสนธยา...( 2 )" กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2546 เมื่อวานเขียนถึงเศรษฐกิจมะกัน ที่บางคนบอกว่า กำลังฟื้นแล้ว แต่อีกบางสำนักบอกว่า ยังต้องคอยดูสัญญาณอย่างอื่น ให้ชัดเจนกว่านี้เสียก่อน นักเศรษฐศาสตร์ที่เขียนคอลัมน์ประจำอยู่ที่ New York Times อย่างพอล ครุกแมน (Paul Krugman) ออกมายืนยันว่าเศรษฐกิจมะกันยังอยู่ใน "แดนสนธยา" หรือ twilight zone เพราะยังมีอาการ "ลูกผีลูกคน" อยู่ อย่าเพิ่งเฉลิมฉลองกันให้เกินหน้าเกินตา อาจจะต้องหน้าแตกหรือแก้ข่าวกันเป็นการใหญ่ก็ได้ ที่ว่าลูกผีลูกคนนั้นเพราะตัวเลขเติบโตทางเศรษฐกิจใช้ได้ อยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 2.6 สำหรับปีที่ผ่านมา แต่ตัวเลขคนว่างงานยังน่าเป็นห่วง และถ้าดูตัวเลขกันให้ละเอียด ก็จะเห็นว่าตัวเลขคนตกงานนั้นอยู่ในสภาพที่แย่ที่สุดใน 20 ปี ครุกแมนบอกว่าตัวเลขบางชุดก็ทำท่าจะดีขึ้น แต่ด้านอื่น ๆ ก็ยังมีอะไรที่ต้องตรวจสอบกันอีกมาก ข่าวดีในช่วงนี้คือไตรมาสที่สองมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP อยู่ที่ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้าหนึ่งถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องถือว่าใช้ได้ อีกตัวเลขหนึ่งซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเศรษฐกิจเหมือนกัน นั่นคือคำขอประกันการว่างงานใหม่ หรือที่เรียกว่า new applications for unemployment insurance ซึ่งหล่นลงมาต่ำกว่า 400,000 รายต่อสัปดาห์ ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นข่าวอีกเหมือนกัน ตัวเลขสองชุดนี้ไม่ดีพอที่จะประกาศอย่างตื่นเต้นหรือว่าเศรษฐกิจมะกันกำลังฟื้นแล้ว? ครุกแมน มีความเห็นเหมือนนักวิเคราะห์บางสำนักของมะกันว่า พิจารณาจากตัวเลขล่าสุดแล้ว ที่ยืนยันแน่นอนได้ก็เพียงว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ทรุดตัวช้าลงเท่านั้น ยังไม่อาจจะบอกว่านี่เป็นการฟื้นคืนชีพหรือ recovery แต่ประการ มันเป็นเพียง "getting worse more slowly" หรือแย่ช้าลงเท่านั้นเอง ต้องถือว่านี่เป็นสำนักที่ยังไม่เชื่อว่าทุกอย่างกำลังจะโงหัวและเศรษฐกิจจะโผผินบินออกจากรังอย่างลิงโลดใจแต่ประการใดเลย ครุกแมน ถือโอกาสนี้ประชดประชันพาดหัวหนังสือพิมพ์บางฉบับที่บอกว่าเศรษฐกิจมะกันกำลัง "ผวาปีก" (soar) หรือ "พุ่งเป็นจรวด" (rocket) ซึ่งดูเหมือนจะเขียนให้ตื่นเต้นเกินเหตุ เพราะมันเป็นอัตราเติบโตแค่ร้อยละ 2.4 ต่อปีเท่านั้น ยังต่ำกว่าที่เคยมีระหว่างการฟื้นตัวก่อนหน้านี้หลายจุดนัก ครุกแมน บอกว่า ถ้าจะให้เศรษฐกิจยืนอยู่บนขาที่มั่นคง และให้ประชาชนมีงานทำอย่างเป็นฝั่งเป็นฝา (เพราะนั่นคือปัจจัยหลักในการตัดสินว่าเศรษฐกิจฟื้นจริงหรือไม่) อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจจะต้องโตอยู่ที่ร้อยละ 3.2 ต่อปี และถ้าจะให้มีการฟื้นตัวกันอย่างเต็มที่ (โดยให้มีคนทำงานเต็มที่หรือที่เขาเรียกว่า full employment) ก็จะต้องมีอัตราเติบโตที่สูงกว่านี้มากมายหลายเท่านัก ถามว่ามองไปข้างหน้าเห็นภาพของการฟื้นตัวอย่างเต็มที่หรือเปล่า? ครุกแมน บอกว่า มีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย ธุรกิจเริ่มจะซื้อเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตมากขึ้น ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นข่าวดี แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่ซื้อใหม่นั้นส่วนใหญ่เอาไปทดแทนของเก่า ไม่ใช่การเอาไปขยายการผลิต ซึ่งนั่นก็ต้องถือว่าเป็นข่าวไม่สู้ดีนัก อีกด้านหนึ่งมีข่าวว่าผู้บริโภคมะกันเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันก็มีข่าวร้ายว่าอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้อาการ "บูม" ของการหมุนเงินสดในมือของผู้บริโภค (ที่เรียกว่า consumers' refinancing) เริ่มจะซาลง ซึ่งทำให้เกิดผลทางลบ สาเหตุหลักที่อะไรต่อมิอะไรยังไม่โงหัวขึ้นอย่างเป็นกิจจะลักษณะนั้น นายครุกแมน บอกว่า เพราะนโยบายเศรษฐกิจของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่ใช้นโยบายขาดดุล แต่ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้นมาเลย ซึ่งถือว่าเป็นความผิดพลาดมหันต์ที่กำลังจะหลอกหลอนบุช ที่กำลังหาเสียงให้ประชาชนคนมะกันเลือกเขากลับมาเป็นผู้นำอีกสมัยหนึ่งในปลายปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น, บุชก็ต้องตายลูกเดียว
|
| กลับหน้าแรก |