|
ผลพวงของไอเอ็มเอฟที่ต้องตามเช็ด
(1)
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 18 สิงหาคม 2546 ปีที่ 27 ฉบับที่ 3506 (2706)นายกรัฐมนตรีทักษิณประกาศหลังจากชำระหนี้งวดสุดท้ายว่า "ประเทศไทยจะไม่หวนคืนสู่ความเป็นทาสไอเอ็มเอฟอีก พร้อมทั้งยันว่า ไอเอ็ม เอฟให้ยาผิดขนานในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจไทย" นับว่าเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับคนไทยทุกคน อย่างไรก็ตาม การใช้คืนหนี้ไอเอ็มเอฟทั้งหมดก็ยังไม่ได้แสดงถึงความเป็นไทที่แท้จริง เพราะผลข้างเคียงของยาที่กินตามใบสั่งยาของไอเอ็มเอฟนั้นมีความรุนแรงและลามปามเหมือนโรคมะเร็ง ถ้าหากว่าไม่ใช้มาตรการคีโมฉายแสงพิฆาตเชื้อร้ายนั้นให้หมดสิ้นไป ดังนั้น รัฐบาลจึงควรต้องตามเช็ดล้างผลข้างเคียงของยาที่ผิดขนานของไอเอ็มเอฟให้หมดสิ้นกระทงความ ท่านนายกฯจึงสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ประเทศไทยเป็นไทจากไอเอ็มเอฟอย่างแท้จริงด้วยฝีมือของรัฐบาลภายใต้การนำของท่าน ใบสั่งยาใบแรกที่เป็นตัวจุดระเบิดของวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระบบ คือ การเสนอให้ปิดบริษัทไฟแนนซ์ 56 แห่ง ซึ่งทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นในระบบการเงิน วงจรธุรกิจของภาคเอกชนสะดุด ต่อมาธนาคารหยุดปล่อยสินเชื่อ และยกเลิกระบบเบิกเกินบัญชี ปัญหาเอ็นพีแอลจึงตามมา เพราะเงินหมุนเวียนสะดุด ธนาคารแห่งประเทศไทยเอาตัวรอดจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างประมาทเลินเล่อ โดยการนำเงินทุนสำรองทั้งหมด บวกกับการทำสัญญาซื้อดอลลาร์ล่วงหน้า ไปสู้ค่าเงินกับกองทุนเก็งกำไร จนเงินทุนสำรองเกือบหมดคลัง แต่กลับหาแพะมารับบาปโดยการโยนความผิดไปให้บริษัทไฟแนนซ์ทั้ง 56 แห่ง ซึ่งมีทั้งที่ดีและโปร่งใส กับที่เลวปนกัน แต่กลับถูกสั่งปิดทั้งหมด เหยื่อเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้บริหารสถาบันการเงินหลายคนที่ล้มบนฟูก และมีเงินวิ่งเต้นก็รอดตัวไปจากข้อกล่าวหาของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการสร้างแพะตัวใหม่ระดับรองๆ มารับโทษ แต่ก็มีผู้บริหารสถาบันการเงินบางแห่ง และบางคนหมดเนื้อ หมดตัว ถูกสั่งอายัดทรัพย์สิน ถูกสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ถูกห้ามประกอบอาชีพ จนต้องวิ่งยืมเงินเพื่อนฝูงใช้อยู่ ณ วันนี้ เช่น นายวีระ มานะคงตรีชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด และก็มีผู้บริหารสถาบันการเงินอีกหลายคนที่เผชิญกรรม เช่นเดียวกับนายวีระ มานะคงตรีชีพ มาเป็นเวลากว่า 5 ปี โดยไม่สามารถประกอบอาชีพ หรือ เดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นการจำกัดเสรีภาพพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองคนไทยทุกคน นี่เป็นตัวอย่างผลพวงหนึ่งของใบสั่งยาของไอเอ็มเอฟ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะกรมอัยการ ซึ่งถูกมอบหมายให้เป็นเจ้าทุกข์ แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ควรจะรีบดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับแพะเหล่านี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีทักษิณแถลงด้วยวาจาตนเองว่า ไอเอ็มเอฟให้ยาผิดขนาน ปัญหาของบริษัทไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ เป็นผลพวงของการให้ยาผิดขนาน ของไอเอ็มเอฟ ทั้งๆ ที่บริษัทเหล่านี้หลายๆ แห่งยังดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือรวมตัวกันเพื่อลดสัดส่วนหนี้ต่อเงินทุน ถ้าหากว่าได้รับยาที่ถูกขนานในขณะนั้น การใช้เทคนิคทางการเงินทำธุรกรรมในช่วงนั้นเป็นเรื่องปกติที่ทุกสถาบันการเงินปฏิบัติกันตามปกติ การกล่าวหาบริษัทไฟแนนซ์ ที่เป็นแพะจึงไม่ควรจะมีการเลือกปฏิบัติ หรือตีความกฎหมายอย่างดำขาว แม้แต่คดีซุกหุ้น ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่ง ศาลก็ยังตัดสินให้ไม่มีความผิด เราจึงได้นายกรัฐมนตรีที่มีความสามารถมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติจนกระทั่งสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ในขณะนี้ ถ้าหากว่าศาลตัดสินออกมา ซึ่งแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ หรือแก้ไม่ได้ทุกเรื่อง แต่ก็จะเป็นรากฐานให้การแก้ปัญหาในอนาคตทำได้ง่ายขึ้นในหลายๆ เรื่อง ในด้านก่อให้เกิดความเสียหาย ผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นตัวจริงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติกลับรอดตัวและลอยลำกันทุกคน อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติคนหนึ่งยังได้บำเหน็จและโบนัสเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ ผลพวงในด้านกว้าง คือ กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ ซึ่งจดหมายแสดงเจตจำนงของไอเอ็มเอฟ กำหนดให้ร่างขึ้นมา เพื่อผลประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติ จะได้อาศัยกฎหมายเหล่านี้เข้ามาซ้ำเติมตักตวงผลกำไร ส่งกลับประเทศของตน เช่น การรับซื้อสินทรัพย์ และหนี้ชั้นดีราคาถูกไปขายต่อ หรือการแปลงหนี้เป็นทุนโดยไม่ให้โอกาสลูกนี้ได้ฟื้นตัว ทำให้ธนาคารต่างๆ และอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญๆ ของชาติกลายเป็นลูกครึ่งไป กฎหมายทั้ง 11 ฉบับนี้ ควรจะต้องประกาศยกเลิกทั้งหมดก่อน แล้วร่างขึ้นใหม่อย่างโปร่งใสให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทย หนึ่งในกฎหมายเหล่านี้คือ พ.ร.บ. ล้มละลายและพระราชบัญญัติล้มละลาย (พ.ศ. 1940) แก้ไขเพิ่มเติม 2542 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย (พ.ศ. 2542) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่) (พ.ศ. 2542) พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (โดยการขาดนัด) พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (การบังคับคดี) (พ.ศ. 2543) ซึ่งไอเอ็มเอฟบงการให้ร่างขึ้นเพื่อเปิดช่องให้เจ้าหนี้ยึดกิจการ และทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตามหลักกฎหมายสากล เช่น กฎหมายล้มละลายของอเมริกาที่มีเป้าหมายและเจตนารมณ์ให้บุคคล หรือ บริษัทมีโอกาสได้ "ตั้งต้นใหม่" มิใช่ถูก "ยึดครอง" กฎหมายล้มละลายของอเมริกามีเป้าหมาย เจตนารมณ์และหลักการดังนี้ การให้โอกาสลูกหนี้ได้ตั้งต้นใหม่ หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่ (fresh start ) อันหมายถึง การกำหนดเป้าหมายของกฎหมายล้มละลายไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ลูกหนี้ปลดพันธะหรือลดหนี้ ที่จ่ายไม่ไหวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อจะได้ตั้งต้นชีวิตใหม่ หรือฟื้นกิจการขึ้นมาใหม่ กระบวนการของกฎหมาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและหลักการข้างต้น ในกฎหมายล้มละลายของสหรัฐได้กำหนดกระบวนการไว้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกฎหมาย โดยใช้กระบวนการที่เรียกว่า การหยุดพักอัตโนมัติ หรือ automatic stay ซึ่งหมายถึง การทวงหนี้ การยึดทรัพย์ การคิดดอกเบี้ย การขายทรัพย์สินทุกอย่างจากทุกฝ่ายโดยเจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องหยุดหมดชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อว่ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ หรือขายทรัพย์สินเพื่อแบ่งเฉลี่ยจ่ายเจ้าหนี้จะได้เริ่มต้นได้ กำหนดให้ลูกหนี้เป็นผู้บริหารงานกิจการต่อไป หรือ debtor-in possession เพื่อว่ากิจการจะได้ไม่เสียหาย และสามารถฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ได้ แต่จะต้องมีแผนการบริหารใหม่มานำเสนอต่อศาลและเจ้าหนี้ เมื่อบริหารไปแล้วปรากฏพบว่า ลูกหนี้ถูกจับได้ว่าในระหว่างที่บริหารงานนั้นได้ฉ้อโกง ทำผิดกฎหมายที่ทำให้ทรัพย์สินของเจ้าหนี้เสียหาย ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ลูกหนี้พ้นจากการบริหารออกไป และแต่งตั้งผู้บริหารแผนที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารแทน แต่ พ.ร.บ.ล้มละลายที่เขียนตามใบสั่งของไอเอ็มเอฟ กลับเขียนให้เจ้าหนี้สามารถรวบรัด สามารถแปลงหนี้เป็นทุน (ยึดทรัพย์ทางอ้อม) โดยไม่ให้โอกาสฟื้นฟู เป็นผู้บริหารแผนเอง รวมทั้งการตัดกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณคดีอย่างเป็นธรรมตามหลักนิติธรรม ดังนี้ หมายบังคับคดีและหมายของศาลที่ออกให้จับและกักขังบุคคลใดตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายฉบับนี้ อาจบังคับได้ไม่ว่าในกรณีใดๆ สำหรับ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 19) ที่เป็นการพิจารณาโดยขาดนัดนั้น มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า ถ้าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้โจทก์มีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยยืนคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด" กรณีของบริษัททีพีไอที่เคยมีปัญหามาก่อนจนกระทั่งศาลมองเห็นความไม่เป็นธรรม และรัฐบาลจำต้องกระโดดเข้ามาแต่งตั้งผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการแทนเจ้าหนี้ ก็เป็นปัญหามาจาก พ.ร.บ. ล้มละลายฉบับแก้ไขปรับปรุง ปี 2542 และ พ.ร.บ. อื่นๆ ข้างต้น ตามใบสั่งของไอเอ็มเอฟนั่นเอง ฉบับหน้าจะหยิบยก พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจมาชำแหละ เพราะว่าเป็น "อาจม" อีกก้อนหนึ่งที่ไอเอ็มเอฟได้ถ่ายทิ้งไว้
|
| กลับหน้าแรก |