วางแผนเพื่อชีวิตอยู่ยั่งยืน

บริหารรัฐจัดการธุรกิจ : ธงชัย สันติวงษ์   กรุงเทพธุรกิจ  วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2546

การทำงานอะไรก็ตาม อย่ามัวแต่วางแผน เพื่อให้แผนสมบูรณ์แล้วจึงค่อยลงมือปฏิบัติ แต่ควรวางแผนไประดับหนึ่ง เมื่อแผนนั้นสามารถปฏิบัติได้ก็ให้รีบปฏิบัติทันที

กลางสัปดาห์หลังประชุม ครม.โฆษกสำนักนายกฯ แถลงถึงการที่นายกฯ ได้แนะนำหนังสือชื่อ It's Alive เขียนโดย Christopher Meyer & Stan Davis พร้อมสาระว่า เทคโนโลยีต้องมีการบริหารจัดการ องค์กรเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิตที่ต้องปรับตัวให้อยู่ในสภาวะแวดล้อมของอนาคตให้ได้

เพราะทุก 10 ปี อัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีใหม่จะเพิ่มเป็น 2 เท่าของสิบปีที่ผ่านมา…โดยจะเกิดระบบเศรษฐกิจแบบ Molecular Economy ที่เป็นการพัฒนาจนประสานเข้ากันของสองระบบเศรษฐกิจ คือ Material & Information Economy

เรื่องที่น่าสนใจอยู่ที่ คำแนะที่ว่า "การทำงานอะไรก็ตาม อย่ามัวแต่วางแผนเพื่อให้แผนสมบูรณ์แล้วจึงค่อยลงมือปฏิบัติ แต่ควรวางแผนไประดับหนึ่ง เมื่อแผนนั้นสามารถปฏิบัติได้ก็ให้รีบปฏิบัติทันที"

ในฐานะที่เคยวางแผนมาก่อน อยากนำเรื่องนี้มาให้ข้อคิดเพื่อประโยชน์การบริหารจัดการที่ดี เพื่อความยั่งยืนและไม่ล่มสลายไปก่อน ชื่อหนังสือถ้าจะแปลตรงๆ ก็คือ "นั่นแน่! ยังมีชีวิตอยู่" (แสดงว่า ยังไม่ตาย) ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ในโลกที่เปลี่ยนไปไวจากอิทธิพลนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ทำให้องค์กรจำนวนมากตายไป

ดังนั้น เพื่อให้ยังคงอยู่รอดได้ จะต้องปรับตัวได้ไวทันกับการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดไปไวมาก ซึ่งแน่นอนว่า ในกระบวนการปรับตัวนั้นจะต้องมีการทำสิ่งสำคัญ 2 อย่าง คือ การวางแผน ที่ต้องผ่านการคิดเข้าใจสิ่งที่เปลี่ยน คู่กับการ วิเคราะห์องค์กร จนได้แผนงานที่จะนำมาใช้ปรับตัว กับการต้องรีบลงมือปฏิบัติทันที (ไม่ต้องรอแผนสมบูรณ์)

ต้องถือว่าคำเตือนนี้ เจตนาดีและมีค่าสำหรับไปใช้ปรับปรุงการบริหารงานของผู้นำทุกคน เพราะโดยประสบการณ์ ผู้นำนักบริหารเมืองไทยมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งมากเท่าๆ กัน ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า ผู้บริหารไทยมีจุดแข็งที่เรียนรู้สิ่งใหม่ไว ปรับตัวเก่ง แต่มักติดตามเหตุการณ์อย่างหลวมๆ โดยสัมผัสอย่างผิวเผินไม่ลงลึก และชอบแถลงนโยบายกับชอบสั่งการ โดยเฉพาะการเป็น "นักปฏิบัตินิยม"

สาเหตุเพราะมีจุดอ่อนที่มักไม่ชอบเสียเวลาคิดมาก หรือคิดหนักๆ ไม่ชอบการอิงวิเคราะห์แบบอ้างอิงความรู้ให้เกิดรอบคอบ จึงทำให้การแสวงหาข้อมูลและการคิดเปรียบเทียบทางเลือกที่จะให้เกิดการปรับตัวเชิงพัฒนาที่ควรมีประสิทธิภาพกว่า ต้องขาดไปหรือไม่ได้อย่างที่ควร พูดง่ายๆ คือ นักบริหารไทยส่วนใหญ่ "ชอบใช้สินค้าสำเร็จรูป" แบบแกะกล่องแล้วกินเลย

เพราะ "พฤติกรรมการบริหาร" นี้เอง ทำให้ต้นทุนการทำอะไรแพงกว่าผลได้ที่ได้รับกลับมา อีกทั้งเสียเวลาเดินวนกลับไป-มา กับทำให้การพัฒนาได้ผลน้อย ได้แต่เปลือกนอกหรือภาพลักษณ์ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงในแก่นสารและสาระอันเป็นเนื้อแท้ข้างใน

ปัญหาใหญ่ที่ได้-เสียเสมอมา คือ มักได้วิสัยทัศน์ ทิศทางกับนโยบาย ที่แถลงได้เป็นกลยุทธ์สวยหรู ฟังแล้วเป็นที่น่าเชื่อถือและน่าศรัทธา น่าชื่นชมลึกลงไปถึงระดับรากหญ้า แต่ที่มักเสียหาย ที่ทำกันไม่ค่อยสำเร็จ คือ การไม่อาจเปลี่ยนแปลงใน "โครงสร้าง" อันเป็นส่วนของแก่นของเนื้อแท้ที่สำคัญต่อการเป็นกลไกอวัยวะใช้ดำรงชีวิตอยู่ตามเป้าหมายอุดมการณ์

พูดง่ายๆ คือ ในสภาพที่มีความคิดสดใส กับพูดเก่งและฟังสบายใจนั้น ร่างกายคือ อวัยวะจะต้องแข็งแรง เดินได้คล่อง ก้าวมั่นคง และมีความเข้มแข็งฉับไวในการทำงาน การคิดแผนงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่นำมาปฏิบัติได้ และช่วยให้มั่นคงอยู่รอดได้ และไม่ตายไปนั้น แท้จริงก็คือ งานยากที่สุดที่มักทำกันไม่ได้และเป็นสาเหตุแห่งการล้มเหลว

คำแนะที่ว่า การวางแผนต้องไม่ทำละเอียด จนใช้เวลานานเกินไป โดยทำได้พอประมาณแล้วให้รีบปฏิบัตินั้น ต้องถือว่าเป็นคำแนะที่ถูกต้องในหลักการ เรื่องนี้แม้เมื่อสิบกว่าปีก่อน นักวิชาการชื่อดัง [Henri Mintzberg] ได้เคยถกแถลงตั้งข้อสงสัยถามถึงประสิทธิภาพของ "การวางแผนกลยุทธ์" อันเป็นเครื่องมือใช้คิดกลยุทธ์ปรับตัว ที่จะต้องมีการทบทวนหาวิธีกันใหม่ ในหนังสือ ชื่อ The Rise and Fall of Strategic Planning ซึ่งให้ข้อคิดไว้มากมาย สะท้อนว่า แม้เทคนิคการวางแผนเองก็ยังต้องปรับตัวและแก้ไข

เมื่อนำมาเชื่อมโยงมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เปลี่ยนไวและการมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นมากและเร็ว ย่อมบังคับทำให้การวางแผนกลยุทธ์ยิ่งทวีความสำคัญที่จะต้องมีวิธีคิดวางแผนที่มีประสิทธิภาพกว่าเดิม เพื่อจะช่วยให้นำไปใช้ปฏิบัติได้ฉับพลันทันที โดยยิ่งไวได้เท่าไรยิ่งดี

แต่ส่วนที่ยาก คือ ในขั้นตอนการปรับตัวจากฐานะสภาพเดิมไปสู่สภาพใหม่ หลายกรณีจะต้องทำมากกว่าการปรับตัวธรรมดา โดยต้องมีการพัฒนาลงลึกถึงแก่นกับต้องมีการยกเครื่อง หรือพลิกเนื้อในให้เปลี่ยนสภาพ "จากหน้ามือเป็นหลังมือ" หรือก็คือ การแปลงสภาพ [Transformation] ที่ต้องเปลี่ยนทั่วร่างกาย กลไกกับอวัยวะให้เข้าสู่สภาพใหม่ที่จะใช้รองรับความคิดกลยุทธ์และเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้

สภาพข้างต้น สะท้อนว่า การแปลงสภาพ คือ เหตุทำให้การวางแผนที่ทำรีบเร่งจะเกิดการผิดพลาด เพราะเมื่อนำไปปฏิบัติจะเปลี่ยนได้แต่เพียงผิวหน้า ทำให้ไม่อาจทำงานสัมฤทธิ์ผลตามต้องการได้ เพื่อแก้ไขให้การวางแผนแปลงสภาพไม่เลื่อนลอย จะต้องมีสิ่งต่อไปนี้

ก) การต้องมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับองค์กรและงานที่มีอยู่มากพอ เพราะถ้าขาดข้อมูลอาจทำให้ผลตีกลับได้ เช่น โครงการ 30 บาท ที่รีบเร่ง กำลังก่อปัญหาต่อการทิ้งอาชีพแพทย์ ข) การต้องวิเคราะห์เปรียบเทียบทางเลือกเก่า-ใหม่ เพราะหากไม่มี โอกาสจะเกิดอคติเข้าข้างตัวจะเกิดขึ้น ค) ต้องมีการจัดงานและโครงสร้างองค์การใหม่ ให้คล่องตัว โดยต้องส่งผ่าน [Transition] จากเก่า-สู่ใหม่ได้

ส่วนหลังนี้จะสำคัญสุด เพราะหากขาดไปจะทำให้กลายสู่สภาพ "เรือไร้หางเสือ" เป็นหลักลอย ไหลไปตามกระแส แตกกระจายและรวบรวมเอามาใช้งานไม่ได้

ต้องยอมรับว่า ท่านนายกฯ เป็นคนฉลาด เห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตมากกว่าใคร พร้อมกับตั้งใจทำสิ่งใหม่ๆ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่การสั่งการเปลี่ยนแปลงนั้น มักขาดแผนข้อมูลที่จำเป็น จึงอาจส่งผลทำให้ความรีบเร่งกลายเป็นเครื่องบั่นทอนทำให้ไม่อาจเปลี่ยนในโครงสร้างและส่วนลึก คือ "คนและระบบงาน" ได้ ทำให้ไม่อาจนำมาใช้ทำงานในสภาพใหม่ให้เกิดการบูรณาการได้

สามเรื่องที่ปรากฏออกมาแล้ว คือ เรื่อง เหตุที่ MSCI ไม่ปรับอันดับเครดิตให้สูงขึ้น เพราะโครงสร้างสถาบันการเงิน ยังไม่ได้มีการปรับจริงจังและยังต้องเพิ่มทุน ทำนองเดียวกับการปฏิรูปการศึกษา การขาดโอกาสเปรียบเทียบทางเลือกเก่าใหม่ในแผนการเปลี่ยน กำลังทำให้งานทั้งหมดเหมือนกำลัง "ตลบกลับเข้าไปสู่ในเขาวงกต" อีกแล้ว

โดยเฉพาะ เรื่องผู้ว่าฯ CEO เพื่อบริหารแบบบูรณาการนั้น แม้ความคิดดี แต่การผลักดันด้วยกลยุทธ์สดๆ มากมายด้วยความรวดเร็ว โดยการวางแผนทำไม่สมบูรณ์แล้วรีบปฏิบัติ ทำให้ผมเห็นสภาพใหม่เกิดขึ้นตามมา คือ "ปัญหาเกิดการบริหารการแปลงสภาพที่ไม่มีบูรณาการ" ซึ่งทำให้มีปัญหาเกิดขึ้นใหม่ท้าทายให้ต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขความสับสน และใช้การยากอีกมาก

 

กลับหน้าแรก