|
หนี้คนไทย-หนี้ไอเอ็มเอฟ
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2546 หลังจากรัฐบาลทำพิธีประกาศอิสรภาพ โดยการชำระหนี้ที่มีต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 คนไทยหลายสิบล้านคนอาจรู้สึกโล่งใจไปตามที่รัฐบาลชี้แนะ แต่ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นด้วยเหตุหลายประการ ประการแรก รายการนี้เป็นเพียงการจัดฉากเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่มีประเด็นที่มีสาระสำคัญสูงสุดต่อชาติถึงขนาดที่รัฐบาลจะต้องยึดเวลาจากสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เพื่อถ่ายทอดคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี จริงอยู่ตอนที่รัฐบาลไทยไปยืมเงินของเขา ไอเอ็มเอฟบงการให้เราทำนั่นทำนี่ แต่เราไม่ได้เบิกเงินจากเขามาหลายปีแล้ว เขาจึงไม่อยู่ในสถานะที่จะบงการให้เราทำอะไรอีก ฉะนั้นการประกาศอิสรภาพไม่ได้ทำให้เราเป็นอิสระเพิ่มขึ้น เพราะเราเป็นอิสระอยู่แล้ว การอ้างว่าเราเป็นอิสระจึงเป็นเสมือนการตบตาคนไทยหลายสิบล้านคนที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ประการที่สอง การคำนวณว่า เราจะประหยัดค่าดอกเบี้ยได้มากมายหลายพันล้านบาท อาจไม่เป็นความจริงตามตัวเลขที่นายกฯ อ้างถึง จริงอยู่เราต้องเสียดอกเบี้ยให้ไอเอ็มเอฟ หากเราไม่ชำระหนี้ก่อนกำหนด แต่เงินที่นำไปชำระหนี้นั้นเราไม่ได้เก็บไว้ใต้ที่นอน หากฝากไว้ในสถาบันการเงินหรือซื้อพันธบัตรไว้ในต่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดดอกเบี้ยเช่นกัน ในบางครั้งดอกเบี้ยที่ได้นี้สูงกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายให้ไอเอ็มเอฟเสียด้วยซ้ำ รัฐบาลไม่ได้ให้รายละเอียด แต่อีกไม่กี่วันต่อมาผู้สนับสนุนรัฐบาลคนหนึ่งแย้มว่า รัฐบาลคำนวณตัวเลขนั้นอย่างไร หากรัฐบาลคำนวณการประหยัดดอกเบี้ยดังที่ผู้สนับสนุนผู้นั้นกล่าวจริง ก็เป็นการหลอกประชาชน ประการที่สาม ในระหว่างพิธีประกาศอิสรภาพจากไอเอ็มเอฟนั้น นายกฯ ได้ชักชวนคนไทยให้ประดับธงชาติตามอาคารและบ้านเรือน เพื่อแสดงถึงความเป็นไทย หลังจากวันนั้น ผมมีโอกาสเดินทางจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ หลายครั้ง และต้องเดินแถวๆ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รวมทั้งบนทางเท้ายกระดับด้วย นอกจากธงชาติจำนวนมากที่ประดับไว้ตามทางเท้าแล้ว อย่างอื่นไม่ได้เปลี่ยนไป บางครั้งผมยังต้องเดินเบียดเสียดไปในระหว่างผู้คน เพราะทางเท้าถูกพ่อค้าแม่ค้าและผู้มองหาซื้อของแย่งไปกว่าครึ่ง กว่าผมจะเดินไปถึงสถานีรถไฟฟ้าต้องใช้เวลานาน ทำให้เกิดความคิดว่า หากคนไทยยังไม่ทำตามกฎเกณฑ์อย่างแพร่หลายเช่นนั้น ไม่มีวันหรอกที่คนไทยจะเป็นอิสระ ไม่ว่าจะปักธงชาติมากกว่านั้นอีกสักกี่เท่า สิ่งเดียวที่จะได้จากการปักธงจำนวนมากอย่างแน่นอนคือ ผู้ทำธงขายจะได้กำไรมากขึ้น ชวนให้คิดว่าน่าจะเก็บเงินเอาไปใช้ทำอะไรที่จะทำให้น้ำครำสีดำสนิทในคูคลองใกล้ๆ อนุสาวรีย์ฯ สะอาดขึ้น บางทีเมื่อมีใครตกลงไปจะได้ไม่ประสบปัญหาดังเช่นดาราชื่อดัง บิ๊ก ดีทูบี พูดถึงความเป็นอิสระ ธงชาติซึ่งถูกนำมาปักตามทางเท้ายกระดับนั้น แม้จะมีจำนวนมาก แต่ก็ถูกข่มด้วยป้ายโฆษณาขนาดมหึมาหลายแผ่นรอบๆ บริเวณอนุสาวรีย์ฯ แผ่นหนึ่งซึ่งเด่นเป็นพิเศษของกระทรวงอุตสาหกรรม ทำโดยสถาบันพัฒนา SME ผมนึกไม่ออกว่า ทำไมเขาต้องใช้คำว่า "SME" จะว่าภาษาไทยไม่มีก็ไม่ใช่ จะว่าภาษาไทยไม่สื่อก็คงไม่ใช่ เพราะคำว่า "อุตสาหกรรมขนาดย่อมและขนาดกลาง" จะสื่อสำหรับคนไทยเป็นจำนวนมากกว่าคำว่า "SME" เสียอีก แผ่นป้ายนั้นทำให้ผมนึกถึงการใช้ภาษาไทยปนฝรั่ง และการพูดภาษาไทยไม่ชัดของคนไทยจากหลากหลายทางเดินชีวิต จากนายกฯ ไปจนถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และโฆษกวิทยุและโทรทัศน์ของรัฐบาลเอง หลายครั้งในการประกาศอิสรภาพ นายกฯ ใช้คำว่า "สิบพัน" แทนคำว่า "หมื่น" เช่น "สามสิบเก้าพัน" และ "ห้าสิบแปดพัน" ซึ่งแปลตรงๆ มาจากการอ่านเลขของฝรั่ง แทนที่จะใช้การอ่านเลขแบบไทยว่า "สามหมื่นเก้าพัน" และ "ห้าหมื่นแปดพัน" หากคนไทยยังนิยมใช้ภาษาไทยปนฝรั่ง หรือสำนวนฝรั่งแบบนี้ หรือภาษาไทยไม่สื่อต่อไปแล้ว จะปักธงชาติสักเท่าไร คงไม่ช่วยให้ไทยเป็นอิสระแน่ หากอยากให้คนไทยเป็นอิสระ การรู้จักใช้ภาษาไทยให้เป็นตัวอย่างที่ดีจะได้ผลมากกว่าการชักชวนให้คนไทยใช้ธงชาติอย่างพร่ำเพรื่อ ประการที่สี่ หากการชำระหนี้ไอเอ็มเอฟก่อนกำหนดมีความสำคัญต่อชาติถึงขนาดต้องยึดเวลาของสถานีโทรทัศน์มาออกอากาศ การหมดหนี้จะต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด หากเป็นเช่นนั้นจริงทำไมในวันต่อๆ มา นายกฯ จึงย้ำแล้วย้ำอีกว่า ให้คนไทยก่อหนี้ โดยบอกว่า ถ้าไม่เป็นหนี้ไม่มีทางรวย หรือคนไม่เป็นหนี้คือคนป่า หรือว่าท่านร่ำรวยและเป็นถึงนายกฯ เพราะการเป็นหนี้มาก่อน ใครจะคิดอย่างไรผมไม่ทราบ ผมเข้าใจว่าการกระทำ 2 อย่างนี้ขัดกันอย่างชัดแจ้ง ก่อนรัฐบาลนี้เข้าบริหารประเทศ คนไทยเป็นหนี้ท่วมหัวอยู่แล้ว จากการชักชวนของรัฐบาล เสริมด้วยการเปิดกระเป๋าเงินของรัฐให้กว้างขึ้น เช่น กองทุนหมู่บ้าน ธ.ออมสิน ธอส. และธ.ก.ส. แถมด้วยการเปิดบริษัทให้กู้เงินเพื่อบริโภคระดับรากหญ้า เช่น บริษัทไมด้า แอสเซท และบริษัทอิออน ธนสินทรัพย์ ประชาชนคนไทยระดับรากหญ้าเป็นหนี้เพิ่มขึ้นอีกอย่างเป็นกอบเป็นกำ ส่วนหนึ่งของหนี้ไม่ใช่เพื่อการลงทุน หากถูกนำไปซื้อสินค้าถาวร โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและรถจักรยานยนต์ ซึ่งนำไปใช้ในการบริโภคมากกว่าการผลิต การชักชวนประชาชนให้เป็นหนี้แบบนี้ คงเข้าข่ายความฉ้อฉลทางนโยบาย เพราะผู้มีส่วนได้เกี่ยวข้องกับผู้กำหนดนโยบายอย่างใกล้ชิด ไม่เฉพาะชนชั้นระดับรากหญ้าเท่านั้น ที่รัฐใช้แรงจูงใจให้บริโภคมากขึ้น แม้แต่ข้าราชการก็เช่นกัน ตัวอย่างล่าสุดคือการที่จะให้ข้าราชการระดับซี 7 ลงมากู้เงินเพื่อไปเที่ยวโดยรัฐบาลเป็นประกัน รัฐบาลต้องการช่วยผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยวโดยชักชวนให้คนของรัฐเป็นหนี้เพื่อการบริโภคอย่างไม่จำเป็น ซึ่งอาจมีผลในทางลบต่อการทำงานในอนาคตของข้าราชการ และอาจเข้าข่ายความฉ้อฉลทางนโยบาย เพราะผู้อยู่ในคณะรัฐบาลและญาติมิตรมีกิจการท่องเที่ยว ตอนนี้โลกกำลังกลัวภาวะเงินฝืด เพราะของหลายอย่างลงราคาอย่างต่อเนื่อง และดอกเบี้ยลดลงต่ำมาก หากภาวะเงินฝืดเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจริง ภาระหนี้อันหนักอึ้งอยู่แล้วจะยิ่งหนักขึ้นอีก หากภาวะเงินฝืดไม่เกิด แต่ดอกเบี้ยขยับสูงขึ้น ภาระของหนี้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย อาจทำให้รากหญ้าไม่สามารถชำระหนี้ อ่อนแอและหมดกำลังซื้อ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยถึงระดับวิกฤติอีกครั้ง ฉะนั้นการประกาศว่าจะไม่ไปกู้เงินจากไอเอ็มเอฟอีก จะเป็นอิสระอย่างถาวรอาจเร็วเกินไป มันอาจจะไม่เกิดขึ้นเมื่อนายกฯ คนปัจจุบันยังอยู่ในตำแหน่ง เพราะท่านประกาศว่าจะเป็นนายกฯ อีกเพียงสมัยเดียว แต่จะเกิดขึ้นเมื่อมีคนอื่นเข้ามารับบาปแทนพร้อมๆ กับคนไทยอีกหลายสิบล้านคน ยกเว้นผู้ที่มีส่วนได้จากการชักชวนให้คนไทยก่อหนี้ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมาและในอนาคต จึงอยากจะชักชวนคนไทยว่า อย่าเป็นหนี้กันเลยหากไม่จำเป็นจริงๆ เมื่อประเทศเป็นอิสระจากไอเอ็มเอฟ เราก็ควรเป็นอิสระจากเจ้าหนี้ หากจะเป็นหนี้ก็เป็นเพื่อการนำเงินไปลงทุนที่ได้พิจารณาแล้วอย่างรอบคอบว่าจะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า และหากเป็นไปได้ ก็ตั้งองค์กรนิติบุคคลขึ้นมากู้แทนตัวเอง ขอเรียนว่า จากประสบการณ์ของผมในฐานะสมาชิกในกลุ่มประชาชนคนไทยผู้ไม่ร่ำรวย ไม่มีหนี้และไม่ขี้โรค การไม่มีหนี้ก็เหมือนการไม่มีโรค มันเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ ครับ
|
| กลับหน้าแรก |