|
มองฐานะต่างประเทศที่แท้จริงของไทย
โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ ส.วิจัยสังคมและเศรษฐกิจ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 สองเดือนที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนเศรษฐกิจไทยจะมีแต่ข่าวดีๆ ตั้งแต่เศรษฐกิจโตสูงกว่าที่คาดไว้ในไตรมาสแรก คือโตถึงร้อยละ 6.7 การส่งออกก็ขยายตัวได้สูงมากถึงร้อยละ 12 การลงทุนภาคเอกชนก็โตถึงร้อยละ 19 จนคาดกันว่า ปีนี้เศรษฐกิจน่าจะโตได้อย่างต่ำ 5 เปอร์เซ็นต์ มีหลายอย่างที่คาดไม่ถึง เช่น สงครามอิรักเสร็จสิ้นเร็วกว่าที่คาดไว้ และประเทศไทยไม่ได้รับผลกระทบจากโรคซาร์ส เหมือนหลายประเทศในเอเชีย การที่เราจะชำระหนี้ทั้งหมดคืน IMF ก่อนกำหนดรวมทั้งการที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย คาดว่ายังน่าจะเกินดุลได้ต่อเนื่องจากอดีต ทุนสำรองระหว่างประเทศก็สูงถึงเกือบ 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ ผู้เขียนไม่แปลกใจที่ได้ยินคนของรัฐบาลรวมทั้งนายกรัฐมนตรี มีความเชื่อมั่นในฐานะด้านต่างประเทศของไทย จนถึงกับมีการพูดกันว่า ฐานะหนี้ต่างประเทศของไทย ที่ลดลงมาตลอดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจจะทำให้อนาคตประเทศไทย สามารถเปลี่ยนฐานะจากประเทศที่เคยเป็นลูกหนี้ เป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิ (NET CREDITOR NATION) ก็เป็นได้ ความคาดหวังของรัฐบาลมีความเป็นไปได้แค่ไหน ความเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิหมายถึงอะไร การดูฐานะต่างประเทศที่แท้จริงในระยะยาวนั้นดูจากอะไร เราลองมาดูความเป็นมาในภาพรวมของฐานะเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทยที่ผ่านมาในช่วงวิกฤต การดูฐานะต่างประเทศของไทยในอดีต เรามักจะให้ความสำคัญกับตัวแปรหลักๆ คือรายรับและรายจ่าย ทางด้านสินค้าและบริการ ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือที่เรียกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งประเทศไทยในอดีตมักมีรายจ่ายมากกว่ารายรับหรือขาดดุล ซึ่งก็คือการที่ประเทศอื่น ผลิตสินค้าแต่เอามาให้เราใช้วันนี้แล้วจ่ายวันหน้า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราออมได้ไม่พอกับการลงทุน จึงยืมทรัพยากรต่างประเทศมาใช้โดยการเป็นหนี้ และเป็นหนี้มากเสียจนไปสู่วิกฤตเมื่อปี 2540 ตรงกันข้าม เศรษฐกิจไทยในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา เราเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าในอดีตมาก อัตราการนำเข้าโดยเฉลี่ยโตปีละประมาณ 0.5% ขณะเดียวกัน การที่เรามีเงินเฟ้อต่ำหลังการลดค่าของเงิน ทำให้ส่งออกในรูปของเงินดอลลาร์ โตได้ในอัตราเฉลี่ย (แม้ไม่สูงเท่ากับในอดีต) ถึงร้อยละ 3.8 ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลติดต่อกันมาตลอด 5 ปี(2541-2545) คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ความมั่นคง ถึงกับนายกรัฐมนตรีอยากเห็นคนไทยติดธงไทย ฉลองหลังการสิ้นสุดลงของภาระหนี้กับ IMF อย่างไรก็ดี ฐานะต่างประเทศที่ดีขึ้นนี้ เป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน คงไม่เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ที่รัฐบาลไทยรักไทย จะรับเครดิตไว้เต็มๆ เห็นได้ชัดว่า ในช่วง 3 ปีแรก (2541-2543) ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเกินดุลเฉลี่ยปีละ 12 พันล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในช่วง 2 ปีแรก(2544-2545) ของรัฐบาลไทยรักไทย การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเริ่มลดลงมาอยู่ในระดับเฉลี่ย 6.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยในช่วงวิกฤต 5 ปีนี้ การปรับค่าเงินก็ดี การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. ทำให้ประเทศไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (10 พันล้านเหรียญ) หรือประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีนี้ไทยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้รวม 50 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 40 ของ GDP ทำให้ยอดหนี้ต่างประเทศลดลงมาได้ตลอด 5 ปี เป็นครั้งแรกในหลายๆ ปีของเศรษฐกิจไทยที่ยังโตง่อนแง่น แต่มีการออกมากกว่าการลงทุน สามารถไปลดหนี้ต่างประเทศได้ทุกปี การเปลี่ยนแปลงในฐานะหนี้ต่างประเทศนั้นก็คือ เหรียญอีกด้านหนึ่งของดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลต่อเนื่อง หนี้ต่างประเทศของไทยอยู่ในระดับสูงสุดเมื่อปี 2541 ที่ 105 พันล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงมาเหลือ 58.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2545 หรือลดลงประมาณ 46 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับยอดเกินดุลบัญชีเดินสะพัด การที่เราขายมากกว่าซื้อกับต่างประเทศ โดยนัยเราคือเจ้าหนี้ ทำให้เราถือสินทรัพย์ทางการเงินต่างประเทศเพิ่มขึ้น หรือไปลดหนี้สินที่เรามีอยู่ในต่างประเทศนั่นเอง หนี้เอกชนลดลงจากยอดสูงสุดที่ 73.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2541 เหลือเพียง 35.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2545 คงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าดูจากภาระหนี้สินฐานะการเงินของต่างประเทศของไทยได้ฟื้นจากความบอบช้ำมาพอสมควร แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ารายได้ต่อหัวของคนไทย ณ สิ้นปี 2545 (50,838 บาทต่อคน) ก็ยังต่ำกว่าเมื่อก่อนวิกฤตปี 2539 (51,920 บาทต่อคน) นอกเหนือจากการที่ธุรกิจจำนวนมากยังไม่แข็งแรงเหมือนเดิม และรัฐบาลก็มียังหนี้ในประเทศเพิ่มขึ้นมากจากผลของวิกฤต ประเทศก็เหมือนบุคคล การดูฐานะต่างประเทศที่แท้จริงของประเทศ ไม่ได้ดูเฉพาะด้านหนี้สินอย่างเดียว ต้องดูด้านทรัพย์สินไปพร้อมกันด้วย ดุลบัญชีเดินสะพัดในดุลชำระเงินนั้นเป็นการบันทึกการเปลี่ยนแปลงในธุรกรรมระหว่างเวลา 1 ปี ทางด้านการรับจ่ายเงินตราต่างประเทศ ด้านสินค้าบริการ ส่วนบัญชีทุนหรือบัญชีการเงินในดุลชำระเงิน ก็สะท้อนธุรกรรม หรือการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ทางการเงินระหว่างปีเช่นกัน บัญชีดังกล่าวจึงเป็นข้อมูล FLOW เหมือนบุคคลหรือบริษัทมีบัญชีรายได้รายจ่าย บัญชีกำไรขาดทุน อย่างไรก็ตาม ฐานะที่แท้จริงครบถ้วนทางเศรษฐกิจของประเทศจะต้องดูทั้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งบันทึกข้อมูล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง(ข้อมูล STOCK) ประเทศไทยค่อนข้างทันสมัย เพียงไม่กี่ปีนี้เองเราอยู่ในกลุ่มไม่กี่สิบประเทศที่มีข้อมูลส่งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างประเทศให้ IMF ฐานะที่แท้จริงทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ดูจากฐานะสุทธิทางด้าน การลงทุนระหว่างประเทศ เรียกว่า INTERNATIONAL INVESTMENT POSITION(IIP) หรือทางวิชาการเรียก ผลสุทธิของฐานะประเทศว่าเป็น NET CREDITOR NATION(NCN) หรือ NET DEBTOR NATION(NDN) แล้วแต่ว่าประเทศมีฐานะเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้สุทธิ ถ้าประเทศไทยมีฐานะ IIP เป็นบวก ประเทศก็จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิ(NCN) ซึ่งหมายความว่า ประเทศไทยนั้น มีสิทธิเรียกร้อง(CLAIMS) ต่อต่างประเทศหรือมีสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆ ตั้งแต่ในรูปเงินให้กู้ พันธบัตร สินเชื่อ การค้า หุ้นทุน เงินฝากในธนาคาร เป็นต้น มากกว่าที่ต่างประเทศมีสิทธิเรียกร้องต่อประเทศไทย หรือต่างประเทศมีสินทรัพย์ทั้งหมดข้างต้นรวมกัน ซึ่งรายการหลังนี้มองอีกมุมหนึ่งก็คือ บัญชีหนี้สิน ซึ่งรวมภาระผูกพันทุกประเภทของประเทศไทยนั้นเอง ลักษณะพิเศษของทางด้านสินทรัพย์ต่างประเทศของประเทศไทย ซึ่งต่างกับประเทศอุตสาหกรรมก็คือ สัดส่วนที่เป็นสินทรัพย์ของภาคทางการ คือเงินสำรองระหว่างประเทศมีสัดส่วนที่สูงมาก ในประเทศอุตสาหกรรมส่วนใหญ่เงินสำรองของทางการมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ต่างประเทศรวม ประเทศไทยมีสินทรัพย์ต่างประเทศประมาณการโดยธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เมื่อสิ้นปี 2545 ประมาณ 58 พันล้านเหรียญสหรัฐ เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ 38.9 พันล้าน เป็นเงินลงทุนโดยตรงเพียง 2.25 พันล้าน เป็นเงินฝากธนาคาร 9.4 พันล้าน และที่เหลือเป็นเงินลงทุนประเภทตราสารหนี้และหลักทรัพย์อื่นๆ ส่วนทางด้านหนี้สินเรามีหนี้สินประเภทต่างๆ รวมประมาณ 104 พันล้านเหรียญสหรัฐ (เป็นเงินกู้และเงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยสุทธิไทยจึงมีสถานะ IIP เป็นลบ หรือเป็นประเทศลูกหนี้สุทธิ พูดอีกอย่าง ต่างประเทศมีสินทรัพย์ในประเทศไทย หรือมีสิทธิเรียกร้องมากกว่าที่ไทยมีสินทรัพย์ในต่างประเทศโดยสุทธิรวม 46 พันล้านเหรียญสหรัฐ(ลดลงจาก 56 พันล้านเหรียญ ในปี 2543) หรือประมาณ 1.9 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของ GDP การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางด้านหนี้สินของไทยเกิดจากการที่เรามีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลต่อเนื่องมาหลายปี ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยอดเงินกู้จากต่างประเทศลดลงจาก 67.3 พันล้าน หรือ 47.6 พันล้าน อย่างไรก็ตาม ขณะที่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์จากต่างประเทศ(Portfolio Investment) ค่อนข้างทรงตัวที่ 17 พันล้านเหรียญสหรัฐ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศมียอดคงค้างที่เพิ่มขึ้นจาก 25.8 พันล้าน เป็น 38 พันล้าน ด้วยเหตุนี้ ฐานะ IIP ที่ติดลบจึงยังสูงกว่าที่สะท้อนออกมาจากการลดลงของหนี้ต่างประเทศ คงเป็นเวลาอีกยาวนานในอนาคตอันไกลที่ประเทศไทยจะมีสถานภาพเป็น NET CREDITOR NATION หรือมี IIP เป็นบวก ถ้าเราจะมีสถานภาพเป็นเช่นนั้นได้โดยพื้นฐานเราจะต้องเป็นประเทศที่มีการออมมากกว่าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง หรือสามารถผลิตสินค้าบริการมากกว่าที่จะให้คนไทยใช้เอง หรือมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลเป็นระยะเวลายาวนาน ดังเช่น ประเทศอังกฤษ ในศตวรรษที่ 19 หรืออเมริกาในศตวรรษที่ 20 จนกระทั่งปี 1989(สหรัฐในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา มีฐานะเป็นลูกหนี้สุทธิสูงถึง 2,300 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2544) หรือประเทศญี่ปุ่น(เป็นเจ้าหนี้สุทธิประมาณ 1,460 พันล้านเหรียญสหรัฐ) สิงคโปร์(เป็นเจ้าหนี้สุทธิ 46 พันล้านเหรียญสหรัฐ) หรือเยอรมนี ไต้หวัน เป็นต้น ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมาช่วงวิกฤตนี้จะสามารถดำรงอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะช่วงวิกฤตเป็นช่วงที่เราไม่เติบโต พึ่งการนำเข้าน้อย ถ้าการลงทุนของไทยกลับไปเติบโตเหมือนเดิมและต้องพึ่งการนำเข้าในอัตราที่สูงกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งการดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายการเงินที่จะกำกับดูแลระดับดุลบัญชีเดินสะพัดที่เหมาะสม เป็นไปได้ว่าหนี้ต่างประเทศอาจจะลดลงได้มาก แต่ในระยะยาวถ้าเราจะเป็นประเทศเจ้าหนี้สุทธิที่แท้จริงได้เราต้องมี STOCK ของสินทรัพย์ทางวัตถุ หรือมีทุน(CAPITAL) ต่อแรงงานในสัดส่วนที่สูง มีแรงงานที่มีคุณภาพ หรือ Productivity สูง และมีขีดความสามารถทางด้านความรู้วิทยากร ที่ทำให้รายได้ต่อหัวของประชากรสูง ซึ่งจะทำให้ประเทศมีพลังการผลิตสามารถออมได้มากกว่าการลงทุน ไปลงทุนในต่างประเทศได้ วันหนึ่งประเทศไทยอาจจะอยู่ในสถานภาพนั้นได้ การที่เรามีหนี้สินต่างประเทศมากกว่าสินทรัพย์ต่างประเทศ ก็ไม่ได้บอกว่าเรากำลังอับจน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราบริหารแปลงหนี้สินต่างประเทศประเภทต่างๆ เหล่านั้นให้เป็นโอกาสนำมาลงทุน เพิ่มขีดความสามารถการผลิตเทคโนโลยี เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนหรือภาระหนี้ที่ต้องแบก ถ้าเราทำได้ งบดุลของชาติก็จะมีสินทรัพย์เติบโตด้วยความมั่งคั่ง แม้จะมีฐานะเป็นลูกหนี้สุทธิต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การกำหนดประเภทและองค์ประกอบหนี้สินต่างประเทศ เพื่อสร้างสวัสดิการ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยการบริหารเพื่อผลตอบแทนและลดความเสี่ยง จึงมีความสำคัญ หนี้สินต่างประเทศที่เป็นเงินกู้ที่มากเกินไปก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและล้มละลาย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศนั้นแม้จะทำให้ต่างชาติมีบทบาทในอำนาจการจัดการธุรกิจ แต่ก็มีข้อดีในการเพิ่มความแข็งแกร่งในฐานการผลิตและการตลาด ตราบใดที่ทุนต่างชาติไม่ได้เข้ามาครอบงำจนประเทศไทยขาดอิสรภาพหรืออธิปไตยทางเศรษฐกิจ หรือผูกขาดธุรกิจไม่ส่งเสริมการแข่งขัน จากข้อมูล STOCK ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศซึ่งมีไม่ถึง 10% ของ STOCK ของทุนทั้งหมดของประเทศ เราไม่ควรกีดกั้นธุรกิจต่างประเทศที่จะเป็นพาหะในการถ่ายทอดความรู้วิทยากรให้แก่ธุรกิจไทย แต่กลับไปส่งเสริมการผูกขาดจากผู้ประกอบการไทยโดยอ้างความรักชาติที่ไร้สาระและเหตุผล หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |