|
หนี้และความยากจน
โดย โสภิณ ทองปาน มติชนรายวัน วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา สังคมได้ทราบแนวคิด ทิศทางการพัฒนาประเทศและนโยบายหรือวิธีปฏิบัติของรัฐบาลที่หวังว่าจะนำไปสู่วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน แท็กซี่เอื้ออาทร และอื่นๆ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทั้งในแง่ของผู้บริหารประเทศที่จะใช้นโยบายต่างๆ เพื่อให้คนในสังคมได้รับสวัสดิการเพิ่มขึ้นและในฐานะผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจะได้พิจารณาว่า คณะบุคคลที่เลือกเข้าไปให้ทำประโยชน์อะไรให้บ้าง การใช้นโยบายในแต่ละเรื่องเป็นผลมาจากความเชื่อและความเข้าใจว่าการจะให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ ควรจะเลือกใช้นโยบายเรื่องใด และถ้าสังคมมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันกับผู้ตัดสินใจเลือกนโยบาย โอกาสที่นโยบายนั้นๆ จะประสบความสำเร็จและบรรลุตามวัตถุประสงค์จะมีมากขึ้น ในรอบสองปีที่ผ่านมาได้มีคำปราศรัยคำบรรยาย การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่ออยู่ทุกวัน รวมทั้งวันเสาร์ พอจะสรุปได้ดังนี้ ประการแรก โอกาสที่คนจะหลุดพ้นความยากจนมีเสมอ ถ้าได้มีการลงทุนในการประกอบกิจกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าขายส้มตำหรือขายไก่ทอดข้าวนึ่งทำได้ถ้ามีเงินลงทุน ถ้าไม่มีเงินออมอยู่ที่บ้านก็ต้องกู้ยืมจากสถาบันการเงิน หรือจากตลาดเงิน ทั้งธนาคารพาณิชย์ ธนาคารคนจน ประการที่สอง การที่จะขอกู้ยืมได้ก็ต้องมีผู้ค้ำประกันจะเป็นบุคคลหรือใช้หลักทรัพย์ โดยทั่วไปต้องเป็นหลักทรัพย์ เช่น ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ แต่ถ้าเป็นที่เช่า เช่น เช่าที่วัด เช่าที่ในเขตป่าสงวนฯ ที่ได้รับอนุญาตให้วางขายของจากเขตที่ดิน ส.ป.ก. ก็ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ ที่เรียกว่าแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ครอบครัวที่ไม่มีโอกาสกู้ยืมเงินมาลงทุน จะต้องจนต่อไป ประการที่สาม เมื่อกู้ยืมมาแล้วก็ต้องเป็นหนี้ การเป็นหนี้มิใช่เป็นเรื่องเสียหาย แต่เป็นของธรรมดาสำหรับผู้ที่ต้องทำมาหากิน เมื่อมีรายได้ก็ใช้หนี้ไป หนี้หมดแล้วเห็นช่องทางทำมาหากินใหม่อีก ก็กู้ยืมใหม่ได้ แนวความคิดข้างต้นปรากฏในสื่อบ่อยๆ นานเข้าสาธารณชนก็จะเชื่อไปเอง ผู้เขียนไม่บังอาจสรุปว่า แนวคิดข้างต้นถูกหรือผิด แต่ต้องการแสดงข้อเท็จจริงจากตัวเลขการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เรียกว่าการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ทำมานานทุกสองปี ปีสุดท้ายเพิ่งเผยแพร่ไป คือสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2545 ก่อนนั้นก็สำรวจใน พ.ศ.2543 เป็นข้อสรุปผลการสำรวจครัวเรือนทั้งประเทศ 15 ล้านครอบครัว อยู่ในภาคกลางและภาคเหนือ ภาคละสามล้านกว่า และเกือบหกล้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสองล้านในภาคใต้ สำหรับในกรุงเทพมหานคร และสามจังหวัดใกล้เคียง(นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ) อีกสามล้านกว่าครอบครัวเป็นที่อยู่ของเทวดาผู้มีอันจะกิน บทความนี้จะไม่แตะต้อง รายได้และหนี้สิน พิจารณาผลการสำรวจใน พ.ศ.2543 เปรียบเทียบกับ พ.ศ.2545 โดยเฉลี่ยรายได้ต่อเดือนของครัวเรือนทั้งประเทศเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 12,150 บาท เป็น 13,736 บาท รายได้ของครัวเรือนในแต่ละภาคก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในการสำรวจถามตัวเลขหนี้สินของครัวเรือนในวันสำรวจว่ามีเท่าใด ปรากฏว่า โดยเฉลี่ยมีหนี้สินต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 68,405 ใน พ.ศ.2543 เป็น 82,485 ใน พ.ศ.2545 มีหนี้เพิ่มขึ้นปีละเกือบร้อยละสิบ ขณะที่รายได้ข้างต้นเพิ่มขึ้นร้อยละหกต่อปี รายได้และหนี้สินใน พ.ศ.2545 ที่ลงไปในรายละเอียดเพียงปีเดียวก็เพราะมีตัวเลขมาก เขียนไปก็รำคาญเหมือนกับตอนอ่าน แต่ก็จำเป็น มิฉะนั้นใครจะว่าพูดไปเรื่อยไม่มีตัวเลย รายได้ต่อเดือนของครัวเรือนใน พ.ศ.2545 เฉลี่ยของแต่ละภาคจะตกครัวเรือนละ 14,128 ในภาคกลาง และ 12,847 ในภาคใต้ ตามด้วย 9,530 บาท ในภาคเหนือ และต่ำสุด 9,279 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยากได้รายได้ต่อคนก็เอา 3.5 หรือ 4 หาร ก็พอจะทราบได้ ถ้าจะดูหนี้สินของครัวเรือนในภาคกลางและภาคใต้ ยอดหนี้สินเท่ากับ 76,278 และ 76,124 บาท ตามลำดับ ภาคเหนือมีหนี้ 57,535 บาท ขณะครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีหนี้สูงถึง 66,034 บาท หนี้ของครัวเรือนในภาคกลางมีกว่าห้าเท่าของเงินเดือน หรือรายได้ต่อเดือน และสูงเป็นหกเท่าในภาคเหนือและใต้ แต่หนี้ของครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงถึงเจ็ดเท่าของรายได้ต่อเดือน ดูฐานะการเงินแล้วจะชำระดอกเบี้ยในแต่ละปีก็ยาก เว้นแต่จะขายวัวขายควายมาชำระหนี้ ส่วนจะชำระต้นเงินได้เมื่อใด เทวดาฟ้าดินเท่านั้นจะบอกได้ คำถามต่อไปก็คือ กู้ยืมมาทำอะไรกันหนักหนา ในรายงานสำรวจก็บอกได้ว่า เกือบร้อยละ 60 ของหนี้เอามาใช้จ่ายในครัวเรือน แต่ตัวเลขในตะวันออกเฉียงเหนือสูงถึงร้อยละ 62 ที่ใช้จ่ายทำธุรกิจอย่างอื่นนอกการเกษตรมีเกือบสองหมื่นบาทในภาคใต้ และประมาณหมื่นบาทในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่กู้มาใช้ทำการเกษตรในแต่ละภาคก็ไม่ต่างกันมาก ประมาณหมื่นห้าหรือหมื่นหกในภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ และหมื่นกว่าๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตัวเลขที่ให้ไว้สรุปอะไรได้อีกหาก ที่ชัดเจนคือ เมื่อรายได้ต่ำยิ่งต้องกู้ยืมมาใช้จ่ายในครัวเรือน เป็นค่าปัจจัยสี่ซึ่งต้องรวมเอาค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสื่อสารและอุปกรณ์การสื่อสาร มิได้กู้มาเพื่อลงทุนให้รายได้งอกเงย เพราะมองไม่เห็นโอกาสว่าจะลงทุนอะไร ยิ่งจนมากยิ่งต้องกู้มาก ข้อเท็จจริงอย่างนี้คงจะเป็นต่อไปอีกนาน จนกว่าไม่มีคนจนในเมืองไทย หน้า 7
|
| กลับหน้าแรก |