เงินหวยบนดินร้อนๆจ้า

ทัศนะวิจารณ์ : เชษฐ์ บุญประเทือง  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13  สิงหาคม 2546

โครงการใช้ประโยชน์ กำไรหวยบนดิน ก็ควรกำหนดกรอบ และยุทธวิธีการ ที่ลึกซึ้งกว่านี้

หวยบนดิน เป็นคำที่เพิ่งเกิดใหม่สดๆร้อนๆ ที่คนขายสลากเลขท้าย 3 ตัวและ 2 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งหนึ่ง ได้ขึ้นป้ายโฆษณาไว้ หวยบนดิน ก็คือ หวยใต้ดิน หรือ หวยเถื่อนของเอกชนที่รัฐบาลมอบให้กองการสลาก นำขึ้นมาขายแข่งบนดินอย่างถูกกฎหมาย

งวดแรกได้ออกแล้ว ปรากฏว่า กองสลากมีกำไรอย่างงดงามประมาณเกือบ 300 ล้านบาท และยากที่จะหาธุรกิจอะไร ทำกำไรงามเช่นนั้นมาเปรียบเทียบได้ ทำให้นึกถึงเจ้ามือหวยเถื่อนจะร่ำรวยมากเพียงไร เมื่อทำธุรกิจนี้มานานนับสิบปี และมีปริมาณขายที่ใหญ่โตกว่ามาก

คาดว่ากำไรสุทธิการขายหวยบนดินคงจะอยู่ระดับนี้และคุ้มค่าต่อเสียงครหา และการถูกตำหนิว่า รัฐบาลร่วมขบวนการมอมเมาประชาชน

ผมคิดว่า ต่อไปนี้คนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นล่าง ชนชั้นกลาง และชนชั้นสูง จะนิยมหวยบนดินของรัฐบาลมากยิ่งขึ้น ปกติ หวยใต้ดินมักเป็นที่นิยม และเป็นช่องทางรวยลัดของชนชั้นล่างอยู่แล้ว (แต่จริงๆกลับทำให้จนยิ่งขึ้นมากกว่า) เมื่อมีอีกสองชนชั้นเข้าร่วมขบวนการ ก็จะทำให้ธุรกิจนี้ของรัฐบาลได้กำไรมากค่อนข้างแน่นอน โดยเฉพาะจะถือเป็นธุรกิจผูกขาด โดยรัฐบาลต่อไปในอนาคตก็ว่าได้ เพราะกองสลากยังมีตำรวจคอยปราบปรามเจ้ามือหวยเถื่อน มิให้หาญมาแข่งขันอยู่แล้วอีกด้วย

แม้ว่า ในอนาคตเจ้ามือหวยเถื่อน จะเพิ่มรางวัลสูงขึ้นเพื่อสู้การแข่งขัน ซึ่งน่าจะเป็นยุทธวิธีเดียวของเจ้ามือที่พอจะทำได้ แต่รัฐบาลก็คงจะหายุทธวิธีเกทับกลับได้ไม่ยาก สรุปแล้ว รัฐบาลน่าจะเป็นฝ่ายชนะศึกครั้งนี้ได้ไม่ยาก เพราะจะมีกลยุทธ์ต่างๆที่สามารถงัดมาใช้ได้อีกมาก ถ้ารัฐบาลตั้งเป็นบริษัทหวยบนดินจำกัด และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ราคาหุ้นจะต้องสูงมากอย่างแน่นอน

ประเด็นที่บทความนี้จะนำเสนอ คือ การใช้ประโยชน์กำไรสุทธิจากหวยบนดินนี้ ข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์กำไรสุทธินี้ คือ รัฐบาลจะนำไปบำรุงการศึกษาของนักเรียนยากจน โดยให้เขียนบทความพรรณนาถึงความยากจนเสนอมาให้พิจารณาจัดสรรเงินให้

ผมเห็นด้วยกับแนวคิดการใช้เงินกำไร เพื่อวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาดังกล่าว แต่ยังไม่เห็นด้วยทั้งหมด เพราะแนวคิดนั้นยังแคบ และไม่กว้างขวางครอบคลุมมากพอ ตลอดจนยังขาดระบบการใช้ประโยชน์ที่ยั่งยืน และทั่วถึง โดยเฉพาะวิธีการเข้าถึงแหล่งเงินกำไรเช่นนั้น อาจจะเป็นกำแพงกีดกั้นต่อผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษา และสติปัญญาอยู่แล้วก็ได้ เพราะว่าเด็กกลุ่มนี้ ย่อมมีแนวโน้มจะมีปัญหาต่างๆ และมีโอกาสน้อยกว่าเด็กที่มีการศึกษา และมีสติปัญญาอย่างแน่นอน ตัวอย่าง เช่น ไม่แน่ใจว่าเด็กที่ด้อยโอกาสดังกล่าวส่วนใหญ่จะทราบหรือไม่ว่า รัฐบาลมีโครงการนี้

นี่เป็นตัวอย่างปัญหาหนึ่งที่ปิดโอกาสผู้ด้อยโอกาสส่วนใหญ่ ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งรัฐบาลคงไม่ปรารถนาอย่างนั้นแน่นอน เมื่อพูดถึงโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐแบบหลักการตลาดแล้ว ขณะนี้รัฐบาลจะมีวิธีการที่ดีๆเสมอหลายกรณี เช่น กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค และ ธนาคารประชาชนเป็นต้น ดังนั้น โครงการใช้ประโยชน์กำไรหวยบนดิน ก็ควรกำหนดกรอบและยุทธวิธีการที่ลึกซึ้งกว่านี้ได้เช่นกัน

ประเด็นต่างๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ใคร่เสนอให้รัฐบาลพิจารณา คือ ประการแรก กลุ่มเป้าหมายที่จะให้การช่วยเหลือ ควรจะกว้างขวางกว่านี้ ขณะนี้ กลุ่มเป้าหมายที่รัฐบาลได้เปิดเผยแล้วจะมีเพียงกลุ่มเดียว คือ ช่วยเหลือทางการศึกษา แก่เด็กด้อยโอกาส ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยอย่างมาก แต่มันยังมีผู้ด้อยโอกาสอีกหลายกลุ่ม ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ ต้องยอมรับด้วยว่า โครงการใช้เงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นรัฐสวัสดิการทางสังคม (State Social Welfare) หรือเป็นการช่วยเหลือจุนเจือคนที่ยากจนและด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งจะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน และไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงสาเหตุเหล่านั้นด้วย

คนเหล่านี้เป็นพวกที่ตกรถไฟ ขบวนการพัฒนาที่อาศัยกลไกการตลาดเป็นยุทธวิธีเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีทางลุกขึ้นมาวิ่งตามรถไฟขบวนนั้นได้ มีทางเดียวที่จะช่วยพวกเขาได้ คือ วิธีการด้านรัฐสวัสดิการ หรือการช่วยเหลืออย่างครบถ้วนจากภาครัฐ เพื่อให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ตามควรแก่อัตภาพ ภายใต้การแข่งขันของระบบการตลาดของประเทศ

ดังนั้น จึงเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาล คิดหาเงินได้จากแหล่งที่คนมักจะเห็นว่า เป็นอบายมุขอย่างหนึ่ง กลุ่มเป้าหมายที่เสนอให้รัฐบาล ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือด้วยเงินแหล่งนี้ ประกอบด้วยกลุ่มคน ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 และ 9 เรียกว่า กลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม ซึ่งควรประกอบด้วย 
1) เด็กเร่ร่อนจรจัดตามถนนหนทาง 
2) ครอบครัวที่ยากจนแสนสาหัสแบบตลอดกาล ซึ่งจะเห็นตัวอย่างได้จากการนำเสนอทางทีวีเสมอๆ ที่มีลักษณะต่างๆกันและกระจายอยู่ทั่วไป เช่น ครอบครัวยากจนมากที่มีผู้พิการต้องเลี้ยงดู ครอบครัวยากจน ที่ยังต้องเผชิญปัญหาซ้ำเติม เช่น เมื่อเร็วๆนี้ แม่ลูก 7 คน ยากจนมากจนต้องขโมยของมาเลี้ยงลูกๆ เป็นต้น 
3) ครอบครัวคนแก่ทั้งสามีและภรรยาและยากจนมาก 
4) การศึกษาของเด็กยากจนตามแนวคิดของรัฐบาล และ 
5) อื่นๆ

ประการที่สอง วิธีเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เข้าถึงแหล่งเงินนั้นอย่างทั่วถึงได้ รัฐบาลจะต้องวางแนวทาง หรือ ยุทธศาสตร์เพื่อให้กลุ่มเป้าหมาย สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ซึ่งจะต้องมีหลายแนวทางร่วมกัน หลักการสำคัญของยุทธศาสตร์นี้จะต้องอาศัยความร่วมมือ จากองค์กรพัฒนาเอกชน สมาคม และชุมชน ร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โปรดอย่าปล่อยให้หน่วยงานรัฐดำเนินการโดยลำพังเป็นอันขาด

กล่าวคือ จะต้องอาศัยสมาคม องค์กรพัฒนาเอกชน ชุมชนเป็นหลักในการสืบค้นหากลุ่มเป้าหมาย ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทั้งในเขตชนบทที่ห่างไกลและในเขตเมืองที่แออัด ภาคนอกราชการเหล่านี้ จะกระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักรเช่นกัน ซึ่งได้เปรียบในการสืบค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการดังกล่าว โดยให้จดทะเบียน และมอบหมายภารกิจ ให้เป็นผู้สืบค้นหากลุ่มเป้าหมายตามเงื่อนไข  และลักษณะที่รัฐบาลกำหนดไว้ มาเสนอขอการช่วยเหลือ ตลอดจนให้รับผิดชอบภารกิจบริหารงานช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ค้นหามานั้นด้วย

รัฐบาลจะต้องจ่ายค่าบริหารแก่สมาคม องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชนเหล่านั้นสำหรับการดำเนินงาน โดยมีหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลภาคนอกราชการเหล่านี้อีกทอดหนึ่ง

ถ้าสืบค้นคนกลุ่มเหล่านี้ได้ครบถ้วน และตามปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ พร้อมทั้งเก็บเป็นฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาสแห่งชาติ ด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว อาจเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของประเทศไทย และจะเป็นประโยชน์มาก ต่อการบริหารความยากจนแห่งชาติต่อไปด้วย

ถ้ารัฐบาลมียุทธศาสตร์ดังกล่าว และบริหารกำกับดูแลให้รัดกุม เชื่อว่าโครงการใช้ประโยชน์กำไรสุทธิจากหวยบนดิน จะเป็นโครงการรัฐสวัสดิการที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด โดยอาศัยความร่วมมือจากภาคนอกราชการเหล่านั้น ช่วยเหลือแทนการจัดการจากภาคราชการโดยลำพัง

ผลพลอยได้ที่ยืมมือภาคนอกราชการดังกล่าว บริหารโครงการเข้าถึงรัฐสวัสดิการนั้น คือ จะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ของภาคนอกราชการเหล่านั้น นอกจากนั้น ก็ยังเป็นการถ่าย และชดเชยกับบาปเชิงนโยบายที่ก่อไว้ด้วย

โดยสรุป อยากเสนอให้รัฐบาล หันมาพิจารณาวางหลักเกณฑ์การใช้ผลกำไรจากหวยบนดิน ซึ่งถือเป็นอบายมุขของประชาชน ให้ครอบคลุมกลุ่มคนด้อยโอกาส และไม่มีทางขึ้นรถไฟขบวนการพัฒนาของรัฐบาลได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นขบวนกองทุนหมู่บ้าน โครงการลดหนี้เกษตรกร หรือ โครงการ OTOP ได้อีกแล้ว จะมีทางดำรงชีพที่ดีขึ้นได้ก็เพียงโครงการรัฐสวัสดิการอย่างเดียวเท่านั้น

 

กลับหน้าแรก