เรื่องของการเป็นหนี้

เศรษศาสตร์จานร้อน : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ  กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13  สิงหาคม 2546

ในขณะนี้ มีการถกเถียงกัน เกี่ยวกับความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ของการเป็นหนี้ ซึ่งคำตอบคือ การก่อหนี้ เป็นเครื่องมือทางการเงินแบบหนึ่ง ที่เป็นประโยชน์ หากนำไปใช้ให้ถูกต้อง

สมมติว่า ผมจะทำธุรกิจประเภทหนึ่ง ต้องลงทุน 100 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องจักร และเช่าสถานที่เป็นเวลา 10 ปี ฯลฯ โดยจะได้กำไรปีละ 15 บาท เท่ากับผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่ลงทุนซื้อทั้งหมดนั้น จะให้ผลตอบแทน 15% หากผมต้องการความมั่นคงทางการเงินสูงสุด

ผมก็จะค่อยๆ ออมเงิน จนกระทั่งมีเงินครบ 100 บาท จึงจะเริ่มทำธุรกิจดังกล่าว ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี เพราะขณะนี้ มีทุนอยู่เพียง 50 บาท

แต่หากผมนำเอาแผนธุรกิจของผมไปที่ธนาคารและขอกู้เงิน 50 บาท ที่ดอกเบี้ย 8% ผมจะเริ่มทำธุรกิจได้ทันที ซึ่งมีข้อดีคือ

1. ไม่สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ เพราะเริ่มทำธุรกิจได้เร็วกว่าเป็นเวลาถึง 5 ปี ในช่วงนั้น ก็จะสามารถทำกำไรได้เท่ากับ 75 บาท (15x5) เงินดังกล่าว สามารถนำไปจ่ายดอกเบี้ย 20 บาท (4x5) และจ่ายเงินกู้คืนได้ทั้งหมดอีกด้วย

2. เพิ่มอัตราผลตอบแทนของทุน กล่าวคือ ผมจะต้องนำทุนของตัวเองมาลงในธุรกิจเพียง 50 บาท และเมื่อนำกำไรมาหักออกจากดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายแล้วก็จะมีกำไรสุทธิ 11 บาท (15-4) เท่ากับว่าธุรกิจของผมให้ผลตอบแทนต่อทุนในอัตราสูงถึง 22% (11/50)

กล่าวคือ การเป็นหนี้ทำให้ใช้เงินลงทุนของตัวเองน้อยลง และทำให้ผลตอบแทนต่อทุนสูงขึ้นนั่นเอง (22% เทียบกับ 15%)

กล่าวคือ เงินกู้นั้น ต้นทุนถูกกว่าเงินทุน เพราะเงินทุนมีความเสี่ยงกว่าเงินกู้ หากธุรกิจเสียหาย ล้มละลายขึ้นมา เจ้าของทุนจะต้องรับความเสียหายไปจนทุนหมดก่อน จึงจะเริ่มมาหักความเสียหายจากผู้ที่ให้เงินกู้ได้

ปัญหามักจะเกิดขึ้น เพราะผู้ประกอบการมีความมั่นใจในธุรกิจมากเกินไป จึงสร้างธุรกิจที่ใหญ่โตเกินไป ทำให้ต้องกู้เงินมาก ภาระการจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อธุรกิจประสบกับปัญหา เช่น ผลประกอบการไม่ดีอย่างที่คาด กรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู จนกระทั่งเกิดฟองสบู่ ทุกๆ คนคาดหวังสูง จนเป็นการฝันหวาน ไม่ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ซึ่งเกิดขึ้นมาแล้วในประเทศไทย

ในปี 2536-2538 เป็นเหตุผลหลักเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ต่างปล่อยให้เกิดการสร้างหนี้ในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปัญหาอีกด้านหนึ่ง คือ การที่ผู้ประกอบการต้องการ "จับเสือมือเปล่า" และมีความโลภ จึงต้องการลงทุนของตัวเองน้อยๆ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนต่อทุนสูง

เช่นในตัวอย่างข้างต้น หากผู้ประกอบการสามารถกู้ยืมเงินได้ 80 บาท และใช้เงินลงทุนของตัวเองเพียง 20 บาท อัตราผลตอบแทนต่อทุน จะเพิ่มจาก 22% มาเป็น 43% ต่อปี แต่การมีหนี้สินมาก ทำให้ธุรกิจมีความเสี่ยงสูงมาก เช่น หากกำไรต่ำกว่าเป้าครึ่งหนึ่ง (7.50 บาท)

กรณีที่กู้เงินมา 80 บาท จะประสบปัญหาการจ่ายดอกเบี้ย และกลายเป็นเอ็นพีแอลได้ หรือมิฉะนั้น ก็จะต้องขายทรัพย์สินของบริษัท กล่าวคือ เริ่มลดทุนของบริษัท เพื่อนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และจะกระทบกระเทือนธุรกิจที่เพิ่งเริ่มกิจการ แต่ในกรณีที่กู้เงินมาเพียง 50 บาทนั้น ภาระดอกเบี้ยจะเท่ากับ 4 บาท ดังนั้น หากกำไรลดลงครึ่งหนึ่ง

จากที่คาดการณ์เอาไว้ ก็ยังมีเงินพอที่จะจ่ายดอกเบี้ยและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ การเป็นหนี้จึงเป็นประโยชน์ หากทำด้วยความระมัดระวัง และบนข้อมูลที่ครบถ้วน

 

กลับหน้าแรก