|
ลาก่อน IMF?
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง โดย ผู้จัดการออนไลน์ วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2546 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศเอกราชทางเศรษฐกิจ เมื่อรัฐบาลไทยชำระหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จนหมดสิ้น เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้ชนชาวไทยร่วมกัน ชูธงเพื่อชูชาติ และมีความภูมิใจในความเป็นชาติ วิกฤติการณ์การเงิน 2540 นับเป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ไทยต้องพึ่งเงินกู้ฉุกเฉิน (Standby Arrangement) จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และตกอยู่ใต้บ่วงอันรัดรึงของเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย (Policy Conditionalities) ขององค์กรโลกบาลแห่งนี้ ความร่อยหรอของทุนสำรองระหว่างประเทศ จากระดับ 39,000 ล้านดอลลาร์อเมริกัน เหลือเพียง 2,800 ล้านดอลลาร์อเมริกัน เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ทำให้สังคมเศรษฐกิจไทยอยู่ในฐานะล้มละลาย แม้ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามหลีกเลี่ยงการพึ่งเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในเบื้องต้น แต่กลับต้องคลานเข้าหาองค์กรดังกล่าวอย่างศิโรราบในเบื้องปลาย เหตุใดวิกฤติการณ์การเงิน 2540 จึงอุบัติขึ้น? นายกรัฐมนตรีเสนออรรถาธิบายชนิดรอมชอมว่า วิกฤติการณ์ดังกล่าวมิใช่ความผิดของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หากแต่เป็นเหตุปัจจัยอันก่อผลสะสมทบทวี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมิได้เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของโลก อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะมิได้ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด นักศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยคงให้อรรถาธิบายแตกต่างจากนายกรัฐมนตรีว่า การปล่อยให้ภาระเศรษฐกิจฟองสบู่ขยายตัว โดยไม่คิดหยุดยั้งนับตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา นับเป็นสาเหตุปฐมฐานของวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ผู้นำรัฐบาลชุดต่างๆ และผู้นำข้าราชการ รวมทั้งขุนนางนักวิชาการต่างได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ ยิ่งภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่เบ่งบานมากเพียงใด ผลประโยชน์ที่ได้รับยิ่งมากเพียงนั้น ความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเร่งรุดสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน (Financial Liberalization) โดยมิได้เตรียมความพร้อมแก่ระบบเศรษฐกิจไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญที่นำหายนภัยมาสู่ระบบเศรษฐกิจไทย วิกฤติการณ์การเงิน 2540 มิได้เกิดจากความไม่เป็นอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายการเงิน หากเป็นเพราะธนาคารแห่งประเทศไทยมีความเป็นอิสระมากเกินไป โดยปราศจากการถ่วงดุลการใช้อำนาจผสมผสานกับความไร้เดียงสาและความไร้สมรรถภาพของรัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยึดกุมระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตายตัว (Fixed Exchange Rate System) ในขณะที่เร่งรุดสู่เส้นทางเสรีนิยมทางการเงิน วิกฤติการณ์การเงิน 2540 มิใช่ความผิดของรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใด หากแต่เป็นความผิดของรัฐบาลทุกรัฐบาลนับตั้งแต่รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นต้นมา จวบจนถึงปี 2540 และต้องนับเป็นความผิดของผู้นำขุนนางนักวิชาการในช่วงเวลาเดียวกันทุกคนด้วย โดยเฉพาะในสังกัดธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง หากปราศจากความผิดพลาดในการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาค วิกฤติการณ์การเงิน 2540 จะไม่รุนแรงเท่าที่เกิดขึ้นจริง ภาวะล้มละลายของระบบเศรษฐกิจไทยในเดือนมกราคม 2540 ทำให้รัฐบาลไทยไม่มีอำนาจต่อรองกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีเอื้อนเอ่ยถึงวิกฤติการณ์การเงินในทศวรรษ 2520 จนต้องขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี 2524 ปี 2525 และปี 2528 ด้วยเหตุที่วิกฤติการณ์การเงินทศวรรษ 2520 ไม่ร้ายแรงเท่าทศวรรษ 2540 รัฐบาลไทยมีอำนาจต่อรองพอที่จะเจรจากำหนดเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย จนได้เงื่อนไขอันผ่อนปรนพอสมควร ต่างกับวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ที่รัฐบาลสูญเสียอำนาจต่อรองจนหมดสิ้น เงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินจึงรัดรึงยิ่ง การขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยและชนชาวไทยต้องสูญเสียอธิปไตยในการดำเนินนโยบายเพราะถูกรัดรึง และผูกมัดด้วยเงื่อนไขการดำเนินนโยบายที่ผูกติดมากับเงินกู้ฉุกเฉินนั้นเอง แต่การสูญเสียอธิปไตยดังกล่าวนี้เป็นผลจากความสมัครใจในภาวะจำยอมของผู้นำรัฐบาลไทยเอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศหาได้ใช้ปืนจ่อขมับผู้นำไทยให้ลงนามในสัญญาขอเงินกู้ฉุกเฉินไม่ รัฐบาลพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ตัดสินใจขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศปลายเดือนกรกฎาคม 2540 โดยได้รับอนุมัติเงินกู้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2540 หากการขอเงินกู้ฉุกเฉินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเป็นการ ขาย ชาติ และหากเงื่อนไขการดำเนินนโยบายเป็นเงื่อนไขที่ผิด รัฐบาลพลเอกชวลิตต้องมีส่วนรับผิดอย่างมิอาจปฏิเสธได้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศถูกโจมตีอย่างหนักในช่วงที่เกิดวิกฤติการณ์การเงินอาเซียบูรพา 2540 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นการให้ ยา ผิดชุด จนก่อให้เกิดวิวาทะในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ผู้นำในการต่อต้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศคนหนึ่งคือ ศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ (Joseph E. Stiglitz) กองทุนการเงินระหว่างประเทศบังคับให้ประเทศที่ขอเงินกู้ฉุกเฉิน เนื่องจากวิกฤติการณ์การเงิน 2540 ต้องรัดเข็มขัดทางการคลัง โดยที่รัฐบาลไทยถูกบังคับให้มีส่วนเกินดุลทางการคลังไม่น้อยกว่า 1% ของรายได้ประชาชาติ การรัดเข็มขัดทางการคลังสร้างผลกระทบซ้ำเติมภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจล่าช้ากว่าที่ควร แม้กองทุนการเงินระหว่างประเทศจะกลับลำในเรื่องนี้ในภายหลัง แต่ความเสียหายที่มีต่อระบบเศรษฐกิจไทยอุบัติขึ้นแล้ว แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศมิได้สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจไทย เพียงด้วยการสั่งให้รัฐบาลไทยรัดเข็มขัดทางการคลังเท่านั้น หากยังสั่งให้รัฐบาลไทยจ่าย เงินดาว (Dow Payment) ก่อนรับเงินกู้อีกด้วย เงินดาว ดังกล่าวนี้ปรากฏในรูปของการประกาศปิดกิจการบริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์จำนวน 42 บริษัท การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% การลดวงเงินงบประมาณประจำปี 2541 ลง 59,000 ล้านบาท การเปิดเผยข้อมูลเงินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และการเปิดเผยฐานะสุทธิของทุนสำรองระหว่างประเทศอีกด้วย มาตรการที่ถือเป็น เงินดาว เหล่านี้ ล้วนทำให้ปัญหาความไร้เสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น นักเศรษฐศาสตร์บางท่าน ดังเช่นศาสตราจารย์โจเซฟ สติกลิตส์ เห็นว่า การสั่งปิดธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์จำนวน 42 บริษัท เป็นเรื่องเกินความจำเป็น กองทุนการเงินระหว่างประเทศสั่งการเกินกว่าหน้าที่ของตน และเกื้อประโยชน์กลุ่มทุน Wall Street ในการฮุบกิจการสถาบันการเงินในประเทศไทยในภายหลัง เพราะธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์บางบริษัทยังสามารถประคองตัวอยู่ได้ เนื่องจากยังได้รับความเชื่อถือจากประชาชน เมื่อถูกสั่งปิดกิจการ แม้จะเป็นการชั่วคราว ย่อมมีผลทำลายความเชื่อถือของประชาชน บริษัทเงินทุนและหลักทรัพย์เหล่านี้จึงตกอยู่ในฐานะ ตายทั้งเป็น อันเป็นการซ้ำเติมวิกฤติการณ์สถาบันการเงินที่อยู่ในภาวะร้ายแรงอยู่แล้ว การบังคับให้รัฐบาลไทยขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม และลดวงเงินงบประมาณประจำปี 2541 มาจากฐานความเชื่อที่ว่า วิกฤติการณ์การเงินที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสืบเนื่องจากการขาดดุลการคลัง แท้ที่จริงแล้ว เกือบตลอดทศวรรษ 2530 ภาครัฐบาลมิได้มีปัญหาการขาดดุลการคลัง การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นผลจากการขาดดุลในภาคเอกชน หาได้เกิดจากการขาดดุลในภาครัฐบาลไม่ การสั่งให้รัฐบาลไทยเปิดเผยฐานะสุทธิของทุนสำรองระหว่างประเทศ และเปิดเผยข้อมูลกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน แม้จะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ในประเด็นเรื่องความโปร่งใส (Transparency) แต่จังหวะเวลาในการบังคับใช้มาตรการนี้สั่นคลอนเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ค่าเงินบาทตกต่ำอย่างฮวบฮาบ จนอัตราแลกเปลี่ยนเหลือเพียง 53 บาทต่อดอลลาร์อเมริกัน อันเกินเลยกว่าพื้นฐานที่เป็นจริงของระบบเศรษฐกิจไทย กองทุนการเงินระหว่างประเทศยังกำหนดเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยถ่ายโอนการผลิตสู่ภาคเอกชน (Privatization) ด้วยการนำรัฐวิสาหกิจออกขาย โดยที่การขายรัฐวิสาหกิจหาได้มีผลในการช่วยฉุดระบบเศรษฐกิจไทยออกจากภาวะวิกฤติแต่ประการใดไม่ การขาดอำนาจต่อรอง เนื่องเพราะระบบเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะล้มละลาย ทำให้รัฐบาลไทยต้องยอมรับเงื่อนไขการดำเนินนโยบาย ซึ่งมีผลซ้ำเติมวิกฤติการณ์เศรษฐกิจ การวิพากษ์กองทุนการเงินระหว่างประเทศในประเด็นการสั่ง ยา ผิดพลาด ปรากฏอย่างแพร่หลายในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์และในนครวอชิงตัน ดีซี ในประเทศไทย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย กลายเป็นเป้าการโจมตี เมื่อปฏิบัติตาม Remote Control ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศอย่างเซื่องๆ แม้รัฐบาลดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในเวลาต่อมา แต่ความเสียหายที่มีต่อระบบเศรษฐกิจอุบัติขึ้นแล้ว กระแสการต่อต้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ พัฒนา ไปเป็นกระแสชาตินิยมทางเศรษฐกิจ โดยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขี่กระแสชาตินิยมในครั้งนี้ด้วย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณมิตรในยามยากที่ให้เงินกู้ประเทศไทยในยามวิกฤติ มิตรเหล่านี้ประกอบด้วยญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย แคนาดาและอินโดนีเซีย นายกรัฐมนตรีย้ำการขอบคุณอินโดนีเซียเป็นพิเศษ แม้อินโดนีเซียจะมีอันเป็นไปก่อนการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศไทย เนื่องจากเผชิญวิกฤติการณ์การเงินดุจเดียวกับระบบเศรษฐกิจไทย แต่ก็แสดงน้ำใจไมตรีในฐานะมิตรในยามยาก ในขณะที่รัฐบาลอเมริกันมิได้คิดแม้แต่จะยื่นมือช่วยเหนี่ยวรั้งมิให้ไทยจมน้ำตาย อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตว่า นายกรัฐมนตรีมิได้เอื้อนวจีกล่าวขอบคุณกองทุนการเงินระหว่างประเทศในฐานะ International Lender of Last Resort แม้แต่น้อย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้ความมั่นใจแก่ชนชาวไทยว่า ประเทศไทยจะไม่กลับไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศอีก ความเชื่อมั่นดังกล่าวนี้อาจตีความได้เป็น 2 นัย นัยหนึ่งก็คือ ระบบเศรษฐกิจไทยภายใต้การกุมบังเหียนของพรรคไทยรักไทย จะไม่มีวันเผชิญวิกฤติการณ์การเงิน ดังนั้น จึงไม่มีเหตุต้องกลับไปขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ อีกนัยหนึ่งก็คือ ถึงระบบเศรษฐกิจไทยจะประสบภัยพิบัติ จะไม่คลานไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศอีกแล้ว หาก พ.ต.ท.ทักษิณ มั่นใจว่า ระบบเศรษฐกิจไทยจะไม่เผชิญวิกฤติการณ์การเงินอีก ต้องนับว่าเป็นความมั่นใจเกินกว่าระดับอันสมควร เพราะไม่มีใครทำนายวิกฤติการณ์การเงินได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ในประการสำคัญ ลักษณะของวิกฤติการณ์การเงินเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แบบจำลองวิกฤติการณ์เงินตรา (Models of Currency Crises) ที่เคยใช้อธิบายวิกฤติการณ์การเงินได้ดี เมื่อลักษณะของวิกฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป ก็มิอาจให้อรรถาธิบายอุบัติการณ์แห่งวิกฤติการณ์การเงินใหม่ได้ ความล้าสมัยของแบบจำลองรุ่นที่หนึ่ง (First-Generation Models) นำมาซึ่งแบบจำลองรุ่นที่สอง (Second-Generation Models) จนบัดนี้ก้าวล่วงมาสู่แบบจำลองรุ่นที่สาม (Third-Generation Models) อนิจลักษณะของวิกฤติการณ์การเงินทำให้การสร้างระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ลำบากยากยิ่ง ด้วยเหตุดังนี้ ถึงจะบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคด้วยความระมัดระวังมากเพียงใด ก็มิอาจป้องกันวิกฤติการณ์การเงินชนิดเต็มร้อยได้ ในประการสำคัญ การยึดกุมแนวนโยบายประชานิยม (Populism) ของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ทำให้โอกาสที่จะพลาดพลั้งจนเกิดวิกฤติการณ์เศรษฐกิจมีอยู่สูงยิ่ง ในระบบการเงินระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำหน้าที่หน่วยกู้ภัย โดยช่วยกอบกู้วิกฤติการณ์การเงินที่เกิดแก่ประเทศต่างๆ กล่าวในเชิงเศรษฐศาสตร์ก็คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศทำหน้าที่ International Lender of Last Resort หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันที่จะไม่กลับไปหากองทุนการเงินระหว่างประเทศอีก ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า หากระบบเศรษฐกิจไทยเกิดวิกฤติการณ์การเงินอีก ใครหรือองค์กรใดจะทำหน้าที่ International Lender of Last Resort ช่วยเหลือไทย Asian Monetary Fund (AMF) ดูเหมือนจะเป็นคำตอบในเรื่องนี้ ความพยายามในการจัดตั้ง AMF ในปี 2540 ประสบความล้มเหลว เนื่องจากการขัดขวางจาก IMF และรัฐบาลอเมริกัน บัดนี้ ASEAN Plus Three ซึ่งบรรลุข้อตกลง CMI (Chiengmai Initiative) กำลังขับเคลื่อนการทำข้อตกลงการเงินระหว่างประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่เกิดวิกฤติการณ์การเงิน หากข้อตกลงเหล่านี้สามารถถักทอเป็นเครือข่าย ย่อมสามารถจัดตั้ง AMF ในท้ายที่สุดได้ กระนั้นก็ตาม AMF มิใช่องค์กรที่จะทดแทน IMF ได้ หากแต่ต้องทำงานเสริมกับ IMF ในประการสำคัญ ขนาดเงินกองทุนตามข้อตกลงความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศภายใต้ CMI มีจำนวนน้อยนัก และมิอาจทำหน้าที่ International Lender of Last Resort ได้อย่างเต็มที่ การผลักดันการจัดตั้ง AMF และการเสริมความเข้มแข็งแก่ AMF นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญก่อนที่จะเปล่งวจี ลาก่อน IMF มิฉะนั้นหากต้องคลานกลับไปหา IMF อีก ก็คงสร้างความครื้นเครงในชุมชนการเงินระหว่างประเทศ
|
| กลับหน้าแรก |