มุมมองที่ควรปรับ ของผู้กำกับกฎแบงก์

คอลัมน์ WWW  ประชาชาติธุรกิจ หน้า 18  วันที่ 07 สิงหาคม 2546  ปีที่ 27 ฉบับที่ 3503(2703)

การเกิดวิกฤติในระบบธนาคารและระบบการเงิน ก่อให้เกิดผลเสียและต้นทุนมหา ศาล จากการประเมินของไอเอ็มเอฟพบว่า 15 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤติในระบบธนาคารมากกว่า 12 ครั้ง มีต้นทุนคิดเป็น 10% ของจีดีพีประเทศเหล่านั้นหรือมากกว่า เช่น ละตินอเมริกาที่ได้รับผลกระทบมาเป็นเวลากว่าทศวรรษ เหมือนหลายๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกไม่เว้นแม้แต่ประเทศร่ำรวยที่ประสบเหตุการณ์ทำนองเดียวกัน ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ข้างต้น คนมักโทษว่าเป็นเพราะนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่ผิดพลาด ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน การควบคุมงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ความจริงสิ่งที่ผู้กำกับดูแลกฎข้อบังคับในระบบธนาคารควรทำมากกว่าก็คือ การป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตขึ้นในระบบธนาคาร

นายคลาวดิโอ โบริโอ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือ BIS ระบุว่า ถ้าผู้กำกับดูแลกฎทำงานได้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ระบบการเงินและเศรษฐ กิจของหลายๆ ประเทศอาจมีเสถียรภาพมากกว่านี้

"กฎข้อบังคับของธนาคารมีส่วนประกอบพื้นฐาน 2 เรื่องคือ หนึ่ง การระมัดระวังในเรื่องจุลภาค ซึ่งเน้นการหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ของธนาคารแต่ละแห่ง และปกป้องผู้ฝากเงินเมื่อเกิดปัญหา สอง การระมัดระวังในเรื่องมหภาค เน้นการหยุดปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบธนาคาร รวมถึงจำกัดความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจ"

ทั้งนี้นายคลาวดิโอมองว่า ที่ผ่านมากฎข้อบังคับของธนาคารเน้นด้านจุลภาคมากเกินไป โดยวิธีหลักคือ การปฏิบัติตามข้อตกลงบาเซิล ที่จำกัดภาระในการรับความเสี่ยงของธนาคาร ด้วยการควบคุมเงินกองทุน อย่างน้อยต้องดำรงไว้เท่ากับสัดส่วนขั้นต่ำของสินทรัพย์ที่ธนาคารมี

กรณีที่ธนาคารประสบปัญหา เงินฝากก็จะได้รับการประกัน ซึ่งไม่ใช่การปกป้องผู้ฝากเงิน เท่านั้น แต่ยังยับยั้งไม่ให้ผู้ฝากเงินถอนเงินออกไป ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตขึ้นในระบบการเงิน

เหตุผลข้อแรกที่ผู้กำกับดูแลกฎข้อบังคับควรเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับด้านมหภาคมากขึ้นคือ ต้นทุนจำนวนมหาศาลทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากวิกฤตการเงินในแต่ละครั้ง เช่น อัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้น

เหตุผลข้อสองคือ การรับประกันเงินฝากอาจจะทำให้ธนาคารต้องเลิกกิจการไปในที่สุด เพราะการที่ประชาชนรับรู้ว่าเงินฝากของตนได้รับความคุ้มครองในทุกกรณี ก็จะทำให้ขาดการตรวจสอบการทำงานของธนาคารพาณิชย์ในการบริหารเงินฝาก ขณะที่บรรดานายแบงก์เมื่อเชื่อว่าผู้ดูแลกฎระเบียบจะไม่ปล่อยให้สถาบันการเงินต้องปิดกิจการลง ก็จะไม่ให้ความสำคัญอย่างเพียงพอต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับสินทรัพย์ของธนาคาร

เหตุผลประการที่สาม เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤตการเงิน เมื่อธนาคารหนึ่งธนาคารใดต้องปิดกิจการลง ปัญหาก็จะลามไปสู่ธนาคารอื่นๆ

แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ระบบการเงินเกิดวิกฤตขึ้น คือ ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเผชิญกับความเสี่ยงที่คล้ายๆ กัน ขณะที่ธนาคารกู้ยืมเงินดอลลาร์มาเป็นจำนวนมาก แต่สินเชื่อส่วนใหญ่จะปล่อยให้กับบริษัทท้องถิ่นในสกุลเงินท้องถิ่น ดังนั้นถ้าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่าขึ้น จะทำให้ทุกธนาคารต้องเผชิญกับปัญหา ในกรณีนี้ผู้กำกับดูแลกฎควรกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ขยายวงกว้างมากกว่าจะกังวลเกี่ยวกับงบดุลของแต่ละธนาคาร

ดิ อีโคโนมิสต์ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีการนำกฎข้อบังคับใหม่ที่เรียกกันว่า บาเซิล 2 มาบังคับใช้ในปี 2550 แต่ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นคือ อาจทำให้ระบบการเงินมีความมั่นคงไม่เพียงพอ โดยกฎข้อบังคับที่ร่างออกมายังเน้นการกำกับดูแลแต่ละธนาคารเป็นหลัก ไม่ใช่การดูแลทั้งระบบ ยิ่งไปกว่านั้นบรรดาผู้กำกับดูแลกฎข้อบังคับให้ความสำคัญกับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์ ที่มีความมั่นคงของธนาคารมากขึ้น

แต่ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือนั้น ถ้าบริษัทจัดอันดับปรับเปลี่ยนวิธีการประเมิน อาจทำให้อันดับความน่าเชื่อถือเปลี่ยนแปลง และส่งผลให้การรับรู้เกี่ยวกับความเสี่ยงของธนาคารนั้นๆ อาจดีหรือร้ายเกินความเป็นจริง และกฎข้อบังคับใหม่ที่ออกมาอาจทำให้มีซัพพลายของเครดิตเพิ่มขึ้นในช่วงเศรษฐกิจรุ่งเรือง ขณะเดียวกันซัพพลายของเครดิตก็จะลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว กลายเป็นอุปสรรคของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้

ดังนั้นถ้าพิจารณาตามมุมมองของนายคลาว ดิโอที่ระบุว่า กฎข้อบังคับควรเน้นไปที่เรื่องมหภาคมากขึ้นนั้น การกำหนดสัดส่วนดำรงเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ก็ควรเข้มงวดมากขึ้นในเวลาที่เศรษฐกิจขยายตัว และผ่อนคลายลงเมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว เพราะการทำงานของนโยบายมหภาค คือ เพิ่มความมีเสถียรภาพด้านงบประมาณโดยอัตโนมัติด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีจัดเก็บภาษี ดังนั้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็จะลดลงในช่วงที่เศรษฐกิจบูมและจะเพิ่มขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย

ในความเป็นจริง การให้น้ำหนักกับเรื่องมหภาคมากขึ้นเป็นเรื่องง่าย เช่นที่นายคลาวดิโอระบุว่า อยากให้ประเมินความเสี่ยงมากกว่า 1 ปีอย่างปัจจุบัน หรือเพิ่มสัดส่วนการดำรงเงินกองทุนของธนาคาร กรณีที่ไม่พอเหมาะกับความเสี่ยงที่มีอยู่ แม้ว่าการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ดังกล่าวจะไม่สามารถหยุดการเกิดวิกฤตในระบบการเงินได้ แต่อย่างน้อยก็สามารถบรรเทาไปได้ระดับหนึ่ง

 

 

กลับหน้าแรก