|
ใช้หนี้เสร็จ
ชักธงชาติ ประกาศชัย?
โดย เกษียร เตชะพีระ มติชนรายวัน วันที่ 8 สิงหาคม 2546 เพื่อนผู้อ่านฝากเสียงบ่นมาว่า...อะไรกัน เขียนเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเครียดๆ หนักๆ ต่อกันมากว่า 3 เดือน...จนคนอ่านจะโอ้กอ้ากอยู่แล้ว...ควรจะเปลี่ยนมั่ง เปลี่ยนมั่ง...ก็เผอิญข่าวใหญ่เรื่อง ใช้หนี้(ไอเอ็มเอฟ) เสร็จ ชักธงชาติ ประกาศชัยชนะ ดังระเบิดพอดี...จึงขอนุญาตหันมาเขียนเรื่องเบาะๆ เบาๆ ให้ชุ่มชื่นครึกครื้นบ้างเล็กๆ น้อยๆ พอหอมปากหอมคอ แหม, อะไรมันจะเอี้ยมเฟี้ยมถึงขนาดนี้! ที่หลังจากแบก โลน คอนดิชันนาลิตี้ ของ พ่อเจ้าประคุณไอเอ็มเอฟ กันมาหลังยอกหลังอานนาน 6 ปี ในที่สุด...ในที่สุด แอ่น แอ๊น ท่านผู้นำบรมอภิมหานายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ก็กางแขนล้วงกระเป๋า(ธนาคารแห่งประเทศไทย) 1,670 ล้านดอลลาร์ จ่ายหนี้คืนไอเอ็มเอฟไปก่อนเจ้าหนี้จะอ้าปากทวงคืนถึง 2 ปี แถมสำทับตบหน้าอดีตเจ้าหนี้ฉาดใหญ่ไปด้วยว่า...งวดนี้ ยาของยูผิด ทำให้ไอต้องเสียหายมากกว่าที่ควรจะเป็น... พร้อมสาปส่งแฟร์เวล ไม่มีวันที่ไอจะกลับไปหายูอีกแล้ว (เข็ดจริงๆ ให้ดิ้นตาย) ชาตินี้ชาติไหนหวังว่าไอกับยูจะไม่ต้องประสบพบเจอะเจอกันอีกเลย...อาเมน ถึงแม้ความจริงจะมีอยู่ว่าเอาเข้าจริงเราไม่ต้องทำตามเงื่อนไขไอเอ็มเอฟมาตั้งแต่ 21 กันยาฯ 2542 นู่นแล้ว เพราะมีดอลฯ พอใช้ ไม่ต้องเบิกเงินงวดจากหนี้ที่ขอกู้ไว้มาใช้จ่าย ไม่ต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนงที่จะเป็นเด็กดีว่านอนสอนง่ายตามเงื่อนไขใบสั่งยาของคุณพ่อไอเอ็มเอฟ แต่...เอาเถอะ...เอาเถอะ การแสดงอาการใจใหญ่ตัดใจล้วงกระเป๋าใช้หนี้ไปก่อนถึงกำหนดนั้น มันก็ดรามาติกสมศักดิ์ศรี ช่วยกู้หน้ากู้ตาลูกหนี้ชั้นดีอย่างเราได้บ้างอยู่ แถมเป็นโอกาสทองประจวบเหมาะให้ท่านนายกฯได้ปลุกระดม ประกาศชัยชนะ ของลูกหนี้ต่อเจ้าหนี้อย่างอหังการว่า... ให้ช่วยกันชักธงชาติให้เป็นหนึ่ง เหมือนประเทศทุนนิยมที่ประสบผลสำเร็จ เล่นเอาประดากองเชียร์ประชานิยม-รักชาติร้อนวูบวาบเสียวสั่ลลลลทั้งตัวด้วยความปลื้ม แข่งกันเขย่งเท้าสาวมือชักธงจนพานจะลืมหนี้ต่างชาติอีก 55,300 ล้านดอลลาร์ ที่ยังคาอยู่...ไปชั่วคราว ความปลื้มชัยชนะและเสียวสั่ลลลลจากการชักธงไปกับท่านนายกฯอาจจะพลอยทำให้ใครต่อใครลืมมองด้านกลับไปด้วยว่า จะดีจะชั่ว จะถูกจะผิด โลน คอนดิชันนาลิตี้ ของ ไอเอ็มเอฟ มันก็มีด้านที่เป็นสติเตือนใจ เป็นวินัยกำกับมาตรการการเงินการคลังของรัฐ ให้สุขุมรอบคอบระมัดระวังอยู่ด้วยเหมือนกัน ไม่ให้หลงระเริงเพลิดเพลินประชานิยมเลื่อนเปื้อนจนเกินตัว เนื่องด้วยการเล่นเกมพัฒนาทุนนิยมนั้น มันก็เหมือนขี่รถไฟฟ้าเหาะหรือเล่น รัสเซี่ยน รูเล็ตนั่นแหละเพื่อนเอ๋ย...โอกาสที่จะเร่งเครื่องการเงินการคลังเร็วเกินพิกัดจนหลุดหกตกรางหรือคาดเดาเสี่ยงแทง ผิดเหนี่ยวไกดังโป้งแทนที่จะดังแชะแล้วขมับเป็นรูสมองไหลมันก็มีอยู่ นี่คงเป็นเหตุให้ครูเศรษฐศาสตร์อาวุโสอย่าง อัมมาร สยามวาลา เคยร้องทักไม่อยากให้รัฐบาลใช้หนี้ไอเอ็มเอฟเร็วเกินไปนัก เพราะแน่ล่ะ โซ่ตรวนพันธนาการด้านหนึ่งอาจเป็นเครื่องจองจำทำลายอิสรภาพเสรีภาพสำหรับวิญญูชน แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งชักดึงประกันความปลอดภัย และสวัสดิภาพสำหรับคนสติวิปลาสฟั่นเฟือน คุมตัวเองไม่ได้ เช่นคนเมายาบ้า เหมือนกัน และขึ้นชื่อว่าสิ่งเสพติดแล้ว อะไรจะเสพแล้วติดหนักเมาหนักเท่า อำนาจเดี่ยว เห็นจะไม่มี เมื่อปลดโซ่เป็นไทแก่ตัวแล้วเช่นนี้ แทนที่จะด่วนเฉลิมฉลองชัยชักธง 24-7 (ทเวนตี้-โฟร์ เอาเว่อ อะ เดย์-เซเว่น เดย์ อะ วีค) กันอย่างเมามัลลล์ จึงน่าที่จะรีบตั้งสติเพิ่มความสุขุมรอบคอบเข้าไว้ ยิ่งไม่มีโซ่ตรวนจากภายนอกคอยเหนี่ยวรั้งและ อำนาจเดี่ยว ภายในเข้มแข็งกำแหงกล้า ถึงขนาดการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บัญชาการเหล่าทัพ กลายเป็นหัวข้อพับบลิค ดิสคัสชั่นให้เมาธ์กันในครอบครัววงศ์วานว่านเครือผู้นำการเมืองทางหน้าหนังสือพิมพ์รายวันปานนี้... ยิ่งน่าหวาดเสียว และยิ่งต้องเร่งเสริมสร้างกลไกให้สติ ตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจกันเองภายในให้จงหนัก... เพราะขึ้นชื่อว่าอำนาจเดี่ยวแล้ว ทำดีย่อมได้ดีมาก แต่ถ้าทำผิดพลาดก็ยังความวิบัติฉิบหายได้สาหัสกว่าอำนาจคู่หรืออำนาจพหุเป็นไหนๆ การอยู่กับอำนาจเดี่ยวอย่างปลอดภัยจึงต้องช่วยกันถ่วงดุลอำนาจเดี่ยวไว้ให้ดี เตือนสติติดเบรกและเสียดทานอำนาจเดี่ยวไว้ไม่ให้นำพาชาติทั้งชาติพลิกตะแคงเหาะตกรางลงท้องร่องไปเสีย อันจะเป็นผลให้อำนาจเดี่ยวแพ้ภัยตัวเองกลายเป็น อำนาจเหี่ยว ก่อนถึงเวลาอันควร และก็เลยจะพาลเหี่ยวไปด้วยกันทั้งชาติซะก็ไม่แน่ ทว่าดูๆ แนวโน้มการเมืองยุค เชื่อผู้นำชาติพ้นหนี้(ไอเอ็มเอฟ) แล้วก็ออกจะเป็นตรงกันข้าม...คือบรรดาองค์กรอิสระที่มีขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไว้คาน อำนาจเข้มแข็ง ของสตรอง ไพรม์ มินิสเตอร์ ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ, วุฒิสภา, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ฯลฯ ดูจะออกอาการแพ้ อำนาจเดี่ยว มีอันเป็นไปเป็นทิวแถว คือแทนที่จะคานอำนาจบริหารได้ กลับจะถูกอำนาจเดี่ยวเอาขึ้นคานซะมากกว่า เรียกว่าถูกทิ่มแยงแทงเสียบไม่เลือกไม่ยั้งไม่บันยะบันยังแม้เฒ่าชะแรแก่ชราขนาดปู่แคล้ว นรปติ ก็ยังมิวายโดนความพยายามเสียบขึ้นคาน บางองค์กรบางคณะที่ดื้อรั้นทัดทานส่งเสียงโต้แย้งก็คล้ายกับเอาน้ำไปรดหัวตอ คือไม่ทำให้ สตรอง ไพรม์ มินิสเตอร์ สึกหรอสะดุ้งสะเทือนแต่อย่างใด ก็เห็นเฉยๆ อยู่ การละเมิดรัฐธรรมนูญ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดเสรีภาพพลเมือง ละเมิดสิทธิมนุษยชน (ปาหี่ประชาพิจารณ์, ไม่เคารพสิทธิไม่ฟังเสียงทักท้วงของชุมชน, อีไอเอไม่ผ่าน, ส่งตำรวจลุยการชุมนุมยื่นจดหมายร้องเรียนโดยสงบของชาวบ้าน ฯลฯ) ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (ลักลอกนโยบายคู่แข่งอธิการบดี) ละเมิดความเป็นอิสระทางวิชาการ(ห้ามจัดปาฐกถาทางวิชาการ, ผู้บริหารแก้เกรดแทนอาจารย์) ฯลฯ จึงชักจะกลายเป็นแฟชั่นล่าสุดของซีอีโอทุกระดับซะมากกว่าจะเป็นอะไรที่ทำแล้วรู้สึกกระดากอาย ไม่ว่าระดับรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย คนเป่านกหวีดร้องทักหรือวิสเซิ่ล โบลเวอร์เสียอีกที่อาจต้องกลับเป็นฝ่าย "อาย" ที่ยังมัวหน้าด้านหน้าทน ทู่ซี้บรรเลงเพลงนิติธรรม -รัฐธรรมนูญ-สิทธิเสรีภาพ รบกวนโสตประสาทสิ่งมีชีวิตต่างระดับคลื่นเสียงอยู่ได้ ไม่ว่าอาจารย์เสน่ห์ จามริก แห่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, อาจารย์ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ แห่งเสมสิกขาลัยและสถาบันสันติประชาธรรม หรืออาจารย์ชัชวาล ปุญปัน แห่งคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็ตาม คติพจน์ส่งท้าย...การรวบอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการทั้งสิ้นทั้งปวงไว้ในมือ ไม่ว่าจะของคนๆ เดียว ไม่กี่คน หรือหลายคนก็ตามที, โดยที่อำนาจเหล่านั้นจะได้มาโดยตกทอด แต่งตั้งตัวเองหรือได้รับเลือกตั้งมาก็ตามที, ย่อมกล่าวได้โดยชอบว่านั่นคือนิยามของทรราชโดยแท้...เจมส์ เมดิสัน ในเดอะ เฟเดอราลิสต์(ค.ศ.1787) หน้า 6
|
| กลับหน้าแรก |