|
วัฒนธรรมสร้างหนี้ใหม่
ลงท้าย, ใครจ่าย?
กาแฟดำ : กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2546 วันเสาร์ที่ผ่านมาเขียนถึงเรื่องของ "วัฒนธรรมหนี้" ที่กำลังปรับโฉมจากเดิมที่เป็นเรื่องของบริษัทมาเป็น credit boom ของชาวบ้าน แต่ก่อนสั่งสอนให้ประหยัด, เจียมเนื้อเจียมตัว และให้สร้างวัฒนธรรมแห่ง "เศรษฐกิจพอเพียง" แต่วันนี้กระแสหลักที่รัฐบาลออกมาส่งเสริมคือ การรู้จักเป็นหนี้เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แนวโน้มนี้ไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทย เท่านั้น หากแต่ความจริงเริ่มมาก่อนที่เกาหลีใต้ ระบาดมาสิงคโปร์ และมาเลเซีย และล่าสุดข่าวคราวจากเมืองจีนก็เป็นไปในทำนองว่าคนจีนเริ่มจะใช้บัตรเครดิตกันอย่างกว้างขวาง และกลาดเกลื่อน การแย่งกันเสนอเงินเชื่อดอกเบี้ยต่ำทั้งจากเอกชนและรัฐบาลเป็นแฟชั่นใหม่ เป็นความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวทางของรัฐบาลในภูมิภาคนี้ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าในระยะกลาง และระยะยาวแล้วจะมีผลทางด้านบวกหรือลบมากน้อยเพียงใด เพียงแต่ว่าเมื่อเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นใหม่อย่างนี้ ก็ต้องตั้งข้อสังเกต และคงจะต้องถามหาบทเรียนกันให้รอบคอบ หาไม่แล้ว ก็จะเกิดการตั้งคำถามในเวลาต่อมาว่า "ไม่เห็นมีใครเตือนมาก่อนนี้เลย?" เพราะผู้บริโภคไทยมีความเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะโทษทุกอย่างที่ขวางหน้า, ยกเว้นตัวเองเท่านั้น นักวางนโยบายเศรษฐกิจของหลายประเทศในแถบนี้ดูเหมือนจะเชื่อตรงกันว่า เมื่อการส่งออกมาปัญหาตลาดใหญ่อย่างมะกัน และยุโรปหดตัว ทางเดียวที่จะรักษาอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเอาไว้ได้คือ การที่ผู้บริโภคต้องใช้เงิน และการกระตุ้นให้ใช้เงินไม่มีอะไรได้ผลเท่ากับที่รัฐบาลนำร่องด้วยการป่าวประกาศให้ประชาชนใช้เงิน และการให้คนใช้เงินง่ายที่สุดก็คือ การให้เงินกู้ง่ายๆ ดอกเบี้ยต่ำๆ เพื่อให้คนผลิตมากๆ จะได้สร้างงานมากๆ ซึ่งก็จะมีผลต่อเนื่องคือทำให้ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมโตขึ้นตามที่รัฐบาลเห็นว่าควรจะเป็น คนที่เห็นด้วยก็บอกว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แหละเศรษฐกิจจึงจะได้รับการกระตุ้น และวงจรของการผลิตกับการใช้ก็จะประสานเข้าหากัน คนที่ไม่เห็นด้วยก็บอกว่านี่เป็นการเอารายได้อนาคตมาใช้ก่อน เป็นการสร้างนิสัยบริโภคที่อันตราย เพราะรายได้ที่แท้จริงของตัวเองไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เริ่มจะใช้เงินเกินตัว เรียกง่ายๆ ว่ายืมเงินอนาคตของตัวเองมาใช้ก่อน สิ่งที่เอาเงินกู้ไปซื้อมาใช้นั้นเป็นประโยชน์สำหรับตัวเองหรือไม่ก็ไม่ชัดเจน และความสามารถในการคืนหนี้ก็เป็นปัญหาอยู่ นิสัยประจำชาติที่ส่งเสริมให้คนใช้เงินเกินตัวนั้นเคยมีตัวอย่างแห่งหายนะมาแล้ว เหตุไฉนจึงกลายเป็นแนวทางใหม่ของการสร้างชาติสร้างบ้านเมืองเช่นนี้ได้? แต่คำถามอย่างนี้ไม่มีใครอยากตอบในยามที่อะไรต่อมิอะไรมาง่ายๆ เกาหลีใต้ซึ่งใช้วิธีการกระตุ้นให้คน spend, spend, spend (ซื้อ, ซื้อ, ซื้อ) ก่อนใครในภูมิภาคนี้ก็กำลังทบทวนนโยบายด้านนี้ เพราะหนี้เสียเริ่มเพิ่ม และพ่อบ้านแม่บ้านที่กู้เงินมาจับจ่ายใช้สอยล่วงหน้าก็เริ่มจะเครียดกับแรงกดดันที่เกิดจากความเกินตัว กลายเป็นทั้งปัญหาเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมาแล้ว แน่นอนว่าหลายคนสงสัยว่าทำไมยอดขายรถยนต์เมืองไทยยังพุ่งพรวดพราด ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย ไม่สอดคล้องกับความเข้าใจของคนทั่วไปว่าคนไทยไม่ได้ร่ำรวยถึงขนาดนั้น หรือนี่เป็นจุดสะท้อนถึงอาการของ "ฟองสบู่" ที่กำลังจะกระจายตัวไปถึงจุดอื่นของสังคมไทยด้วย น่าสังเกตว่าเอเชียเคยเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีการออมสูงในอดีต ต่างกับวัฒนธรรมการใช้เงินอย่างคึกคักของตะวันตก ด้วยเหตุนี้ เอเชียจึงเคยเน้นการที่ให้ประชาชนออมทรัพย์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น รัฐบาลออกกฎการตั้งเงินสะสมต่างๆ ทั้งที่บังคับให้นายจ้าง และลูกจ้างต้องหักเงินบางส่วนทุกเดือนเพื่อ "วันข้างหน้า" เคยเป็นปรากฏการณ์ในเอเชียว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับการซื้อรถ และบ้านนั้นจะต้องสูงเอาไว้เพื่อประหยัดเงินเอาไปสร้างทางหลวง, ท่าเรือและโรงเรียน แต่ก่อนนี้ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของการ "เก็บหอมรอบริบ" แต่วันนี้ หลายประเทศในเอเชียไม่ต้องการเดินตามรอยของญี่ปุ่นซึ่งต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยมากว่า 10 ปีแล้ว วันนี้ ครึ่งหนึ่งของประชาชนคนเกาหลีใต้ 48 ล้านคนมีบัตรเครดิต และแต่ละคนจะมีบัตรเครดิตโดยเฉลี่ยแล้ว 4 ใบ หนีไม่พ้นว่าอัตราคนเบี้ยวหนี้นั้นกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะเดือนมิถุนายน ที่ตัวเลขทางการออกมาแล้วอยู่ที่ร้อยละ 9.5 เทียบกับสังคมมะกันที่ใช้บัตรเครดิตจนกลายเป็นนิสัยประจำชาติ อัตราผู้ใช้บัตรผิดเวลาชำระเงินที่เรียกว่า delinquency rate ตลอดไตรมาสแรกของปีนี้คือ 4.07 เปอร์เซ็นต์ การได้เงินมาง่ายๆ และถูกๆ อย่างนี้ย่อมมีได้มีเสีย...ตอนได้คงไม่มีใครว่าอะไร, แต่คำถามใหญ่ตอนนี้ก็คือว่าตอนเสีย, ความเสียหายที่กระทบไปทั้งระบบนั้น ใครจะสกัดกั้นก่อนที่มันจะหลุดไปนอกเหนือการควบคุม? ของฟรีของถูกระยะสั้นนั้น ต้องมีคนจ่ายราคาจริงมันสักวัน หวังว่าคนที่ต้องจ่ายจริงวันข้างหน้าไม่ใช่คนทั้งประเทศอย่างที่เคยเกิดมาแล้ว
|
| กลับหน้าแรก |