|
ปรับสูตร "ยาชุด"
ทักษิโนมิกส์ ?
จับกระแส : เบ็ญจวรรณ เผ่าจินดามุข กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 4 สิงหาคม 2546 ต้องถือว่าเป็นจังหวะที่ดียิ่งเมื่อการเปิดโต๊ะสนทนา Young Economist ที่ นสพ.จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 บังเอิญให้พ้องเวลาพอดิบพอดีกับค่ำคืนเฉลิมฉลองการปลดแอกจากไอเอ็มเอฟ เพื่อประกาศความเป็น "ไท" ของประเทศไทย โดยนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บทสนทนาของกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ในวันนั้น ซึ่งโฟกัสไปที่ แนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ถูกเรียกขานอย่างชื่นชมว่า "ทักษิโนมิกส์" จึงเป็นเสมือนการร่วมตรวจสอบว่า ...บนเงื่อนไขใหม่ภายใต้การประกาศฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ "ทักษิโนมิกส์" จะนำพาประเทศไปในทิศทางใด นักเศรษฐศาสตร์ที่รับเชิญร่วมวงสนทนาวันนั้นมาจากต่างที่ ต่างองค์กร ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัย บางคนมาจากหน่วยงานรัฐ แต่พวกเขาล้วนมี "หมวก" ของนักวิชาการที่พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ ที่น่าสนใจก็คือ ในกลุ่มพวกเขาซึ่งมีความแตกต่างด้านความคิด มุมมอง และแบ็คกราวด์ ทั้งพวกที่ยึดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เทคโนแครตของรัฐบาล และแอคทิวิสท์เก่าที่เปิดรับแนวทางเศรษฐศาสตร์การเมือง แต่มีข้อคิดเห็นหนึ่งที่มีข้อสรุปคล้ายกันอย่างมาก แม้จะอยู่ในบรรยากาศเฉลิมฉลองการฟื้นตัวภายใต้ "ทักษิโนมิกส์" แต่ส่วนใหญ่ของนักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้กลับคิดว่า ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลจะหยุดใช้หลัก "ประชานิยม" สุดขั้ว ไม่ใช่เพราะประชานิยมใช้ไม่ได้ ....นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนบนเวที Young Economist ต่างยอมรับว่า แรงผลักที่สำคัญต่อการพุ่งกระฉูดของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็คือ "ทักษิโนมิกส์" ซึ่งมีประชานิยมเป็นองค์ประกอบสำคัญ ซ้ำประชานิยมยังทำให้คนฐานรากเริ่มมีโอกาส และลืมตาอ้าปากได้จาก "เงิน" ที่รัฐใส่เข้าไป แต่ "ประชานิยม" ด้วยการถมเงินผลักดีมานด์ อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของวิถีทางเศรษฐกิจในต่างกรรมต่างวาร ประชานิยม ภายใต้ธีมหลัก Dual Track อาจถูกที่ในเวลาหนึ่งๆ แต่ก็อาจผิดที่ ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ โต๊ะสนทนา Young Economist เห็นพ้องกันว่ารัฐบาลควรไตร่ตรอง ถึงวิธีกระตุ้นเศรษฐกิจจากดีมานด์ของคนฐานราก ที่เรียกรวมๆ ว่า "ประชานิยม" เพราะผลของมันนับจากนี้อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ผ่านมา ขณะเดียวกันควรถึงเวลาที่รัฐบาลจะให้ความใส่ใจกับ การวางรากฐานประเทศในระยะยาว เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างที่หลายคนคาดหวัง ทั้งในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ และขับดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ก่อนที่กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอยจนทำให้โอกาสของการปรับตัวไปในทิศทางใหม่หายไปต่อหน้าต่อตา ในวันประกาศอิสรภาพจากไอเอ็มเอฟ ท่านนายกฯ ทักษิณ กล่าวสรุปบทเรียน กรณีประเทศไทยไว้ว่า "ไอเอ็มเอฟไม่ผิด แต่ให้ยาชุดที่ผิดยุค ผิดสมัย" ดังนั้น "ข้อควรระวัง" ของการใช้ยาชุดประชานิยมอาจจะเป็นไปทำนองเดียวกัน "ประชานิยมไม่ผิด แต่ข้อบ่งบอกการใช้ ต้องดู อาการ เป็นที่ตั้ง" นโยบายเดียวกัน แต่อาการทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน "ผล" ของนโยบายย่อมแตกต่างกันด้วย ถ้าถามว่าเศรษฐกิจไทยในวันนี้สาหัสสากรรจ์ จนถึงขั้นต้องทุ่มหน้าตักเพื่อแลกกับการฟื้นตัวหรือไม่ คำประกาศของนายกฯ ทักษิณ เมื่อวันก่อน คงเป็นคำตอบได้ดีว่า พื้นฐานเศรษฐกิจไทยวันนี้แตกต่างจาก 2-3 ปีก่อนอย่างมาก ฉะนั้นก่อนที่วิถีแห่งหนี้จะลุกลามทั้งในภาครัฐและเอกชน ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องปรับโฟกัสอีกนิด ใส่ใจกับแนวทางการปฏิรูปพื้นฐานเศรษฐกิจโดยรวมให้มากหน่อย พวกเขาต่างชื่นชมว่า "ยาชุดทักษิโนมิกส์" ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ สูตรยา (Neo-Kanesian+ Populist +Dual Track+ Asset Reflation) และ วิธีกินยาสไตล์ซีอีโอ (การตลาดนำ+เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง+Strategic Management) มีประสิทธิผลให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา แต่อาจได้เวลาต้องปรับสูตร หรี่มุมโฟกัสให้รับกับ "อาการ" ของโรค ซึ่งก็คือพื้นฐานประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว นักเศรษฐศาสตร์กลุ่มนี้ยังมั่นใจด้วยว่ารัฐบาลอันชาญฉลาดย่อมตระหนักแก่ใจว่า ต้องทำอะไรในลำดับต่อไป ประชานิยมอย่างแรงอาจไม่ถูกที่ถูกทาง น้ำหนักของสูตรใหม่น่าจะอยู่ที่การสร้างกลไกขับเคลื่อนระยะยาว ส่วนจะทำหรือไม่ .....ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำภาครัฐจะให้น้ำหนักกับเป้าหมายใดมากกว่ากัน ระหว่างเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เรียกร้องการเติบโตที่มั่นคง กับเป้าหมายทางการเมืองที่ต้องการครองใจคนในชาติให้อยู่หมัดภายในช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนฤดูกาลเลือกตั้งครั้งใหม่จะมาเยือน ฟังพวกเขาหน่อยปะไร ... ราวจะต่างสำนัก แต่เสียงเพรียกที่พ้องกันของนักเศรษฐศาสตร์ที่ถือตำรามากันคนละเล่ม ยืนยันได้ว่าพวกเขายึดเอา "ผลประโยชน์ของประเทศชาติ" เป็นที่ตั้ง เช่นเดียวกับท่านเหมือนกัน
|
| กลับหน้าแรก |