"ชักธงชาติ "ปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ อย่าลืมตรวจดู"ไส้ใน"เศรษฐกิจ

โดย นงนุช สิงหเดชะ  มติชนรายวัน  วันที่ 4 สิงหาคม 2546

เป็นบรรยากาศที่น่าดีใจ ดูเหมือนมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อไทยประกาศชำระหนี้ก้อนสุดท้ายให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด 1 ปี เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งถึงกับมีการชักธงชาติเฉลิมฉลอง เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าไทยพ้นจากแอกไอเอ็มเอฟได้แล้ว ไม่ต้องทำตามคำสั่งหรือเกรงใจไอเอ็มเอฟอีกต่อไปแล้ว

ในทางการเมืองรัฐบาลก็คงได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีกตามเคย เพราะรัฐบาลสามารถนำเรื่องนี้มากล่าวอ้างได้ว่า เศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วด้วยฝีมือรัฐบาลชุดนี้ จึงทำให้มีเงินเหลือเฟือไปใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ

อันที่จริงการชำระหนี้ให้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนด มีผลดีในแง่ที่สามารถประหยัดดอกเบี้ยและสร้างจิตวิทยา สร้างภาพพจน์ให้กับประเทศ

แต่ถ้าถามว่าสิ่งนี้จะหมายถึงว่านักลงทุนจากต่างประเทศจะกระโดดเข้ามาลงทุนเลยหรือไม่ และจะหมายความว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวยั่งยืนหรือไม่

คำตอบคือ "ไม่แน่"

เพราะอย่าลืมว่าเรายังมี "หนี้" ที่สำคัญอีกสองก้อนใหญ่ที่ต้องชำระและสะสาง นั่นก็คือหนี้สาธารณะ และ "หนี้เน่า"

หนี้อันแรกนั้นเป็นหนี้ที่ต้อง "ชำระ" โดยใช้เงินภาษีอากรของประชาชน

หนี้ก้อนหลังคือหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์ ซึ่งถือว่าเป็น "ปัญหาหนัก" ที่สุดที่ต้อง "สะสาง" ในขณะนี้ เนื่องจากความคืบหน้าในการแก้ไขช้ามาก แม้รัฐบาลจะมีการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขึ้นมาจัดการแล้วก็ตาม โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 49 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) หรือ 2.8 ล้านล้านบาท (ณ พฤษภาคม 2546)

หนี้สองก้อนนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติจับตามองและให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะถือว่าเป็นดัชนีวัด "สุขภาพเศรษฐกิจ" ที่ชัดเจน

ดังนั้นหากจะถามว่านักลงทุนต่างชาติตื่นเต้นกับการที่ไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ก่อนกำหนดหรือไม่ คำตอบคือไม่ แม้ในช่วง 2 ปีนี้ รัฐบาลจะสามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวขึ้นมา(ปีที่แล้ว 5.2 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ตั้งเป้า 6 เปอร์เซ็นต์) จนเป็นดาวเด่นในภูมิภาคนี้ก็ตาม แต่หากฟังสุ้มเสียงของนักลงทุนตลอดจนไอเอ็มเอฟ ก็จะเห็นได้ว่ามีความห่วงใย ในสองเรื่องใหญ่ดังกล่าวข้างต้น โดยเฉพาะหนี้นอกงบประมาณที่เกิดจากนโยบายประชานิยม (ซึ่งจะไม่ปรากฏในหนี้สาธารณะ ทำให้ตรวจสอบได้ยาก) ซึ่งไอเอ็มเอฟได้ออกมาแสดงความห่วงใยทุกครั้ง เมื่อมีการประเมินเศรษฐกิจไทย

แม้รัฐบาลจะอ้างว่าหนี้ที่เกิดจากโครงการประชานิยม มีเพียง 2 แสนล้านบาท แต่ถ้าหากเปิด "ไส้ใน" ดูให้ดีก็จะเห็นว่าเกินกว่า 2 แสนล้านบาท ไปมาก เพราะเป็นงบฯ ที่ซ่อนอยู่ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย ผ่านสถาบันการเงินของรัฐหลายแห่ง

จะเห็นว่าแม้เศรษฐกิจจะขยายตัว แต่ยังเกิดความ "พิกลพิการและผิดปกติ" ในระบบเศรษฐกิจ เนื่องเพราะ

1.สภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบท่วมตลาด การปล่อยสินเชื่อน้อยมาก

2.อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานต่ำมาก ซึ่งหากวิเคราะห์ตามมาตรฐานของนักเศรษฐศาสตร์ ถือว่าเป็นภาวะที่ "เปราะบางและน่าเป็นห่วง" ของเศรษฐกิจ นั่นหมายถึงว่า "สุขภาพ" ของเศรษฐกิจยังไม่แข็งแรงจะมีอาการ 3 วันดี 4 วันไข้ ได้รับยากระตุ้นทีก็ดีขึ้น พอหมดยาก็ทรุดลง

การที่สภาพคล่องล้นธนาคาร อธิบายได้ 2 ลักษณะ

1.แสดงว่าการลงทุนมีน้อย (แม้ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่จะออกหุ้นกู้ได้เองก็ตาม) การที่ลงทุนใหม่น้อย เป็นเพราะเศรษฐกิจไม่น่าลงทุน

2.ธนาคารระมัดระวัง และเข้มงวดการปล่อยกู้ โดยจะปล่อยกู้ให้กับลูกค้าที่เชื่อถือได้ และต้องเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มดี เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้ ไม่เช่นนั้นธนาคารก็ต้องมีภาระต้องกันสำรองหนี้เสียอีก

การที่ธนาคารต้องระมัดระวังมากในการปล่อยกู้เช่นนี้เป็นเพราะยังหวาดผวาจากเหตุการณ์เมื่อปี 2540 ที่ยังส่งผลเจ็บปวดร้าวลึกให้กับธนาคาร การที่ระบบธนาคารยังพิกลพิการนั้น จะไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเลย เพราะสุขภาพที่ดีของสถาบันการเงิน ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ

ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับ "ต่ำมาก" โดยหากไล่ย้อนขึ้นไปในรอบ 14 เดือน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของไทยไม่เคยสูงกว่า 0.5 เปอร์เซ็นต์ เลย

ซึ่งภาวะเช่นนี้นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความกังวลว่าทำให้เกิดภาวะ "กดดันราคาต่ำ"

แม้นายโฆสิตจะหลีกเลี่ยงกล่าวคำว่าภาวะ "เงินฝืด" แต่โดยความหมายก็ไม่น่าจะห่างไกลกันมากนัก เนื่องเพราะภาวะเช่นนี้ หมายถึงว่า ยังมีกำลังการผลิตเหลือในระบบมาก มีการใช้กำลังการผลิตเพียง 66.9 เปอร์เซ็นต์ (เดินเครื่องผลิตไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์) นั่นแสดงว่าไม่มีการลงทุนใหม่ เมื่อไม่มีการลงทุนใหม่จะทำให้เกิดการว่างงานตามมาด้วย

สิ่งที่นายโฆสิตได้ย้ำและเป็นห่วงก็คือ เกรงว่าคนจะไปให้ความสนใจแค่ตัวเลขเศรษฐกิจ เมื่อเห็นว่าโตตั้ง 5-6 เปอร์เซ็นต์ ก็สนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกเสียวไส้กันบ้างเลย

หากเหลือบมองเพียงผิวเผินของเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ ที่รัฐบาลดีอกดีใจว่าเติบโตมากถึง 6.7 เปอร์เซ็นต์ นั้นก็จะดูว่าเป็นภาพที่น่าพอใจอย่างมาก แต่หากเอกซเรย์ดูตับไตไส้พุงให้ดี จะเห็นว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ควรด่วนดีใจ

เนื่องเพราะแท้จริงแล้วเศรษฐกิจไตรมาสแรก มีแรงขับดันอันดับหนึ่งจากการบริโภคภาคเอกชน อันดับสองจากการลงทุน อันดับสามจากการส่งออก (หลายคนอาจเข้าใจว่า การส่งออกเป็นแรงขับดันอันดับหนึ่ง) ซึ่งยังต้องดูกันต่อไปว่า การบริโภคนี้จะขยายตัวอย่างยั่งยืนนานเท่าใด เพราะจะเห็นว่าเป็นการบริโภคที่ขยายตัวในลักษณะ "กระจุกตัว" ในบางหมวดคือยานพาหนะเท่านั้นไม่ได้กระจายอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้เมื่อฟังการแถลง ของกระทรวงการคลังถึงเศรษฐกิจกิจไตรมาสที่ 2 ที่คาดว่า จะขยายตัวเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วก็จะเห็นว่าแรงขับดันจากการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทสำคัญ

แต่จุดที่น่าสนใจซึ่งหลายคนอาจมองข้ามก็คือการที่กระทรวงการคลังระบุว่า "การใช้จ่ายของภาครัฐ กลับมามีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง"

ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่า "ภาคเอกชน" ยังไม่ได้มีบทบาทสำคัญ ในการเป็นหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการทางการคลัง มาอัดฉีดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่พึงปรารถนา

กระทรวงการคลังระบุอีกว่า ในไตรมาสที่ 2 เครื่องชี้วัดการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเก็บรายได้จากภาษีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้น 41 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าเสียวไส้

เพราะอย่าลืมว่าก่อนฟองสบู่แตกคราวที่แล้ว การขยายตัวอย่างสูงของภาคอสังหาริมทรัพย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจพังอย่างรวดเร็ว

มาบัดนี้หนังม้วนเก่า ภาพคุ้นๆ กลับมาอีกแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ก็คงไม่รู้สึกตัวหรือไม่สนใจ เพราะรู้สึกว่าทนทุกข์ประหยัดอดออม มา 6 ปีแล้ว ขอเวลาสนุกสนานใช้จ่ายเพลิดเพลินบ้าง

ยิ่งมาเจอคำปลุกเร้าจากผู้นำประเทศที่กระตุ้นให้คนเป็นหนี้ โดยมีม็อตโต้ว่า "ถ้าไม่เป็นหนี้ก็ไม่มีทางรวย" แล้วก็ยิ่งน่าเสียวไส้ยกกำลังสอง

การชักธงชาติฉลองปลดหนี้ไอเอ็มเอฟเป็นสิ่งที่น่าดีใจและน่าห่วงไปพร้อมกัน น่าห่วงเพราะมันหมายถึงว่าจะไม่มีใครมาขัดคอว่ารัฐบาลจะใช้เงินอย่างไร เท่าไหร่ ซึ่งจะนำไปสู่การภาวะ "ฟองสบู่" รอบใหม่ที่รอวันแตก

ไอเอ็มเอฟอาจ ไม่เป็นที่ชอบขี้หน้าของคนไทย นับแต่คราวให้ "ยาผิด" ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทย และนี่ก็เป็นการง่าย ที่ทำให้รัฐบาลจะชักชวนไม่ให้คนไทยเชื่อไอเอ็มเอฟ แต่อย่าลืมว่าความผิดพลาด ของไอเอ็มเอฟเพียงครั้งเดียว ไม่ควรจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เรา หรือรัฐบาลนำมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ฟังคำเตือนของไอเอ็มเอฟ เนื่องเพราะระยะหลังไอเอ็มเอฟได้ยกเครื่องตัวเองมากเหมือนกัน

ก่อนฟองสบู่จะแตกรอบที่แล้ว ไอเอ็มเอฟก็เคยเตือนไทยแล้ว แต่ไม่มีใครฟัง เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจมันโตตั้ง 9 เปอร์เซ็นต์ ติดต่อกัน 10 ปี(เหมือนในตอนนี้ที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น) แต่ผลก็เป็นอย่างที่เห็น

หนนี้ถ้าไม่ฟังอีกเราก็จะต้องกลับไปดูหนังม้วนเก่าที่ทุกข์ระทม

หน้า 7

 

กลับหน้าแรก