ทักษิณชู 'ชาตินิยม' รื้อ ก.ม. 11 ฉบับ

กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  1  สิงหาคม 2546

ฉลองปลดแอกไอเอ็มเอฟ ประกาศตรึงวีเอที 7% คลังระบุ หมดหนี้ไอเอ็มเอฟ และไม่ได้ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ทำให้ประชาชน มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ถึงปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท

ธปท.ชี้หลังหมดหนี้เหลือทุนสำรอง 3.8 หมื่นล้านดอลล์

"ทักษิณ" ฉลองปลดหนี้ไอเอ็มเอฟ เล็งรื้อกฎหมาย 11 ฉบับ พร้อมชูนโยบายชาตินิยม ประกาศหลังไทยพ้นพันธะยืนยันตรึงภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ตลอดไป ย้ำไทยไม่เกิดวิกฤติรอบใหม่แน่นอน

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เมื่อค่ำวานนี้ (31 ก.ค.) เพื่อประกาศ ให้คนไทยทั้งชาติ ได้รับรู้ร่วมกัน ว่า วันนี้ (31 ก.ค.) เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ชำระหนี้ก้อนสุดท้ายให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และประเทศพันธมิตร 8 แห่งเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อตอนกลางวันได้ชำระให้กับธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่น และช่วงกลางคืนของวานนี้ ได้ชำระหนี้ให้ประเทศตะวันตก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายหลังจากที่ไทยได้ชำระหนี้คืนให้กับไอเอ็มเอฟแล้ว ถือว่าไทยได้หมดพันธกรณีที่จะดำเนินตามกรอบ หรือเงื่อนไขที่กำหนดโดยไอเอ็มเอฟอีกต่อไป เรามีอิสระที่จะเลือกนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งหมด

"ทำไมเราถึงกล้าใช้หนี้ก่อนเวลา 2 ปี เพราะเรามั่นใจว่า เราได้ปรับนโยบายและพลิกสถานกาณ์ได้แล้ว มีเงินทุนเพียงพอ ไม่ต้องเก็บหนี้ไว้ การใช้หนี้เร็วนอกจากประหยัดดอกเบี้ยถึง 5 พันล้านบาทแล้ว ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศเห็นว่าเราแข็งแกร่ง"

ฟุ้งตัวเลขศก.แกร่งหลังรัฐบาลทรท.บริหาร

นายกรัฐมนตรี ยังอธิบายตัวเลขบางตัวที่ทำให้มั่นใจว่าเราเข้มแข็งพอ ตั้งแต่รัฐบาลนี้เข้ามา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายสาขา อาทิ ภาคเกษตร รายได้เกษตรกรจากพืชพลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปลายรัฐบาลที่แล้วรายได้ภาคเกษตรกรติดลบ 3.4% แต่ปี 2544 เพิ่มขึ้น 8.1% ปี 2545 เพิ่ม 11.7% ปี 2546 เพิ่ม 25% ภาคอุตสาหกรรม กำลังการผลิตปี 2544 อยู่ที่ 53.5% ปี 2545 ขึ้นมาเป็น 59.9% และครึ่งปี 2546 ขึ้นมาที่ 66.6% ตัวเลขเหล่านี้ชัดเจนถึงความเติบโต ส่วนอัตราการว่างงาน ปี 2543 อยู่ที่ 3.6% ปี 2544 ลดลงเหลือ 3.2% ปี 2545 อยู่ที่ 2.2% และปี 2546 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง

ขณะที่การส่งออกดีขึ้นมา โดยในปี 2544 ติดลบ 1.7% เพราะเหตุการณ์ 11 ก.ย.แต่ปี 2545 เติบโต 5.7% ครึ่งปี 2546 โตถึง 19% การเติบโตยังมีอยู่ต่อไป เมื่อมาดูกำไรสุทธิของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ปี 2543 มีกำไรสุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท ปี

ขึ้นมาสองเท่า 1.12 แสนล้านบาท ปี 2545 ขึ้นเป็น 1.7 แสนล้านบาท ปี 2546 ประมาณการว่าไม่น้อยกว่า 2 แสนล้านบาท

ส่วนรายได้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 9 เดือนแรก ปี 2545 ดุลงบประมาณที่เกรงว่าจะขาดดุลเป็นเวลานาน แต่การขาดดุลกำลังจะหมดไป มาถึงวันนี้งบประมาณเกินดุลอยู่

ตรึงวีเอที 7%-รื้อกฎหมายศก.11 ฉบับ

นายกฯ กล่าวอีกว่า หลังจากใช้หนี้หมดแล้ว เราไม่ต้องทำตามพันธกิจที่ตกลงไว้ เช่น การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือวีเอที เป็น 10% รัฐบาลยืนยันจะคงไว้ที่อัตรา 7% ส่วนกฎหมายเศรษฐกิจ 11 ฉบับ ก็จะแก้ไขบางฉบับ เช่น กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ จะยกเลิกแล้วทำกฎหมายใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนรวมในการเป็นเจ้าของกิจการของรัฐ โดยจะกระจายหุ้นรัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่ขายเพื่อใช้หนี้ เพราะเราหมดพันธกรณีแล้ว

นอกจากนี้ จะแก้ไขกฎหมายล้มละลาย คุ้มครองเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ที่สุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพพิทักษ์ให้การฟื้นฟู

กิจการมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแก้กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรม ยึดประโยชน์ของคนไทย ตลอดจนกลุ่มกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะคดีมโนสาเร่ การพิจารณาล้าหลัง กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารชุด กฎหมายประกันสังคม

"วันนี้มีอีกวาระหนึ่งที่จะต้องบอกคนไทย คือ ผมเพิ่งลงนามเมื่อสักครู่ ระเบียบว่าด้วยการชักธงชาติ และธงต่างชาติ แก้ไขเพื่อให้การชักธงทำได้สะดวกขึ้น เราควรแสดงความเป็นหนึ่ง มีวิจัยเรื่องหนึ่งว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในระบบทุนนิยม คือ การยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก ซึ่งต่างกับการคลั่งชาติ การยึดประโยชน์ของชาติเกิดจากการที่เราคบกับต่างชาติ แต่ยึดประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ผมจึงสั่งหน่วยราชการไปแล้วว่าให้ชูธงตลอดเวลา คนไทยทั่วไปสามารถชูธงได้ตลอดเวลา ไม่ผิดกฎหมาย จึงอยากให้ขอชูธงเพื่อชูชาติ"

ยืนยันไทยจะไม่เข้าไอเอ็มเอฟอีก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยเคยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2524, 2525 และ 2528 ซึ่งทั้ง 3 สัญญา กู้เงินมา 938 ล้านดอลลาร์ และใช้คืนในปี 2533 แต่หลังจากนั้น 7 ปี กับ 4 เดือน เราเกิดวิกฤติรุนแรงที่สุดในปี 2540 และต้องกู้เงินถึง 5.1 แสนล้านบาท

"ไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง แต่เป็นความผิดสะสมที่ไม่ได้เรียนรู้สถานการณ์โลก ไม่ได้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด ทำให้เราได้รับผลกระทบ เหตุการณ์อย่างนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ครั้งนี้จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายที่เราเข้าไอเอ็มเอฟ" นายกรัฐมนตรี กล่าว

หมดหนี้ไอเอ็มเอฟปชช.มีเงินเพิ่มปีละ 6 หมื่นล.

นายสมชัย สัจจพงษ์ รองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การที่ประเทศไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ และไม่เป็นหนี้อีกต่อไปนั้น ทำให้ไทยได้รับประโยชน์หลายอย่าง เช่น ไม่ต้องเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 10% ของราคาสินค้าและบริการตามที่ไอเอ็มเอฟเคยมีเงื่อนไขเอาไว้ และ ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็มีนโยบายชัดเจนแล้วว่า ในช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ไป จะคงอัตราจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ที่ 7% ต่อไป ไม่มีการจัดเก็บเพิ่มขึ้นตามที่สื่อมวลชนบางแห่งรายงานออกมา ส่วนจะปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10% หรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในช่วงนั้นๆ จึงไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ ทั้งนี้ การไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ของราคาสินค้าและบริการนั้น ภาษี 1% ไม่ปรับเพิ่มขึ้น จะช่วยให้ประชาชนมีเงินไว้ใช้จ่ายรวมกันประมาณ 20,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นการไม่ปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 3% จึงทำให้ประชาชนมีอำนาจใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีก 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับเงินกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่มีเงินออกไปสู่มือประชาชนกว่า 7 หมื่นล้านบาท จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวคิดเป็น 1.25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แต่ภาษีไม่จัดเก็บไม่อาจคำนวณในลักษณะนี้ได้ตรงๆ ชี้ไม่ต้องเร่งแปรรูปรัฐวิสาหกิจ นายสมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่ไทยไม่เป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ ยังทำให้ไม่ต้องเร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามกรอบที่ไอเอ็มเอฟกำหนด สามารถดำเนินการได้ตามที่รัฐบาลไทย เห็นว่า เหมาะสมกับสถานการณ์ นอกจากนี้ ยังไม่จำเป็นต้องทำการเปิดเสรีการเงินตามกรอบที่ไอเอ็มเอฟกำหนด สามารถพิจารณาได้เอง ไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการคลังแบบเกินดุล และสามารถแก้ไขกฎหมาย 11 ฉบับที่มีการคัดค้านมาโดยตลอดได้

หลังปลดหนี้เงินสำรองเหลือ 3.8 หมื่นล้านดอลล์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า หากชำระคืนหนี้ไอเอ็มเอฟหมดทั้งจำนวนแล้ว จะส่งผลให้เงินสำรองทางการเหลืออยู่ที่ 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการปรับประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็น 4.5-5.5% นั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เป็นการปรับที่สอดคล้องกับตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ที่ปรับตัวดีขึ้นจริงๆ ทั้งการบริโภคภายในประเทศ การส่งออก และการลงทุนที่ช่วง 2 เดือนหลังที่ผ่านมาดีขึ้น มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเดิมที่ขยายตัวเพิ่มในอัตราที่ลดลง "ตอนแรกสายนโยบายการเงินยังกั๊กเรื่องการลงทุนภาคเอกชนไว้ก่อน แต่ตอนนี้การกลับมาดีขึ้นแล้ว และเชื่อมั่นว่าแนวโน้มยังดีขึ้นต่อเนื่อง ก็เลยปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้น" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว ส่วนการขยายตัวของสินเชื่อนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ในเดือน พ.ค.สินเชื่อทั้งระบบขยายตัว 6% โดยหากมองเป็นรายธนาคารมีการขยายตัว 6-11% และพิจารณาแล้วว่าสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเป็นสินเชื่อที่มีคุณภาพ

 

กลับหน้าแรก