ภาษีมรดก: ความสะใจของคนจน มั้ง?

มองมุมใหม่ : ดร.สมชัย สัจจพงษ์  กรุงเทพธุรกิจ  วันที่  1  สิงหาคม 2546

หากถามว่า ประเทศไทย มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ของการกระจายรายได้ ระหว่างคนจน และคนรวยหรือไม่นั้น ผมขอตอบแบบฟันธงว่า ไทยมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้แน่นอน และเป็นปัญหาเรื้อรังมานานแล้ว

แม้ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศพยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนจน และคนรวยยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ และหลังช่วงวิกฤติจนถึงปัจจุบัน

ผมขออธิบายก่อนว่า การแก้ไขปัญหาความยากจน กับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้นั้น เป็นคนละเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องกันบ้าง และอย่าเข้าใจผิดว่า หากเราสามารถแก้ไขปัญหาความยากจน ให้หมดไปจากประเทศไทย แล้วจะทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ของการกระจายรายได้หมดไปหรือลดลงอัตโนมัติ

การวัดว่าใครเป็นคนยากจนบ้างนั้น เขาวัดกันที่รายได้ต่อเดือน ในกรณีของไทย หากใครมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 920 บาท ถือว่าคนนั้นมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน (poverty line)

ดังนั้นคนๆ นั้นถือว่า เป็นคนยากจน ซึ่งในเมืองไทยมีคนกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 6-7 ล้านคน หากใช้กลยุทธ์แบบศรีธนญชัย และต้องการให้คน 6-7 ล้านคน นี้รอดพ้นจากชนักติดหลังที่ถูกเรียกว่าคนจน รัฐสามารถนำเงินจากงบกลางไปแจกคนกลุ่มนี้ อย่างน้อยให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่าคนละ 920 บาท เพียงแค่การดำเนินมาตรการแบบศรีธนญชัยเช่นนี้ก็สามารถทำให้คนจนหมดไปจากประเทศไทยแล้วครับ

เห็นหรือเปล่าครับว่า การขจัดคนจนให้หมดไปนั้นง่ายมากกว่าปลอกกล้วยเข้าปากช้างซะอีก ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามไม่มีหลักประกันน่ะครับว่า เมื่อไม่มีคนจนแล้วความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจน และคนรวยจะแคบลง

การวัดความยากจนเป็นเรื่องของการวัดเชิงสัมบูรณ์ (absolute)ในกลุ่มคนจนด้วยกัน โดยเปรียบเทียบกับเส้นความยากจน แต่การวัดปัญหาการกระจายรายได้เป็นเรื่องของการวัดเชิงเปรียบเทียบ (relative) ระหว่างรายได้ของกลุ่มคนจน และรายได้ของกลุ่มคนรวย ถึงแม้ว่าคนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจนถึง 920 บาท และไม่ถูกจัดว่ามีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนอีกแล้ว

แต่หากในขณะเดียวกันกลุ่มคนรวยมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คนจนได้เพิ่ม ถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้ถือว่าคนจนหมดจากประเทศไทยหรือไม่ คำตอบก็คือใช่ และหากถามว่าเหตุการณ์อย่างนี้ถือว่าความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ดีขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่ มิหนำซ้ำปัญหากลับรุนแรงขึ้นอีกครับ

การแก้ไขปัญหาการกระจายรายได้สามารถทำได้ 5 แนวทางดังนี้

แนวทางที่หนึ่ง ได้แก่ การทำให้รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่รายได้ของกลุ่มคนจนมีเท่าเดิม แนวทางที่สอง การทำให้รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนเพิ่มขึ้น แนวทางที่สาม การทำให้รายได้ของคนรวยลดลง ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนลดลงในอัตราน้อยกว่าอัตรารายได้ที่ลดลงของกลุ่มคนรวย

แนวทางที่สี่ การปล่อยให้คนรวยมีรายได้เพิ่มขึ้น ในขณะที่ทำให้รายได้ของกลุ่มคนจนเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอัตรารายได้ที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มคนรวย และแนวทางที่ห้า การทำให้รายได้ของกลุ่มคนรวยเท่าเดิมแต่กลุ่มคนจนรวยขึ้นฝ่ายเดียว

หากรัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหากระจายรายได้ รัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้โดยเลือกกำหนดมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับแนวทางต่างๆ ข้างต้น ซึ่งไม่ง่ายและยากกว่าการแก้ไขปัญหาความยากจน

วันนี้ผมขอแตะเฉพาะส่วนของการทำให้รายได้ของกลุ่มคนรวยลดลง ซึ่งมีหลายวิธี และแต่ละวิธีก็มีความอ่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากมาตรการอะไรก็แล้วแต่ ที่จะมีผลกระทบต่อรายได้ของคนรวยซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติในทุกประเทศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา เช่น ไทย

มาตรการที่ผมจะแตะในวันนี้ ได้แก่ การจัดเก็บภาษีมรดกในประเทศไทย เมื่อพูดถึงภาษีมรดกผมขอใช้คำว่าระบบภาษีมรดก โดยระบบภาษีมรดกที่สมบูรณ์จะต้องมีภาษี 3 ประเภทได้แก่ ภาษีกองมรดก (estate tax) ภาษีการรับมรดก (inheritance tax) และภาษีการให้ (gift tax)

ในประเทศต่างๆ ที่มีการนำระบบภาษีมรดกมาใช้ ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่มีการนำภาษี ทั้ง 3 ประเภทมาใช้พร้อมกันทั้งสามประเภท อย่างมากก็มีเพียง 2 ประเภทเช่น สหรัฐ ที่มีการจัดเก็บภาษีกองมรดกในระดับรัฐบาลกลาง (federal government) และภาษีการรับมรดกในระดับมลรัฐ (state government)

ภาษีกองมรดก เป็นภาษีที่เก็บจากกองมรดกสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น หนี้ภาษี และค่าจัดงานศพ เป็นต้น อัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้ากล่าวคือ กองมรดกสุทธิมูลค่ามาก (น้อย) เสียภาษีในอัตราสูง (ต่ำ) นอกจากนี้จะมีการกำหนดมูลค่าของกองมรดกขั้นต่ำที่จะต้องเสียภาษีกองมรดก (เช่น กองมรดกมูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี) สำหรับภาษีการรับมรดกนั้นเป็นภาษีที่เก็บจากมูลค่าของมรดกที่ทายาทได้รับจากพินัยกรรม อัตราภาษีเป็นแบบก้าวหน้าเช่นกัน แถมยังมีมิติของความใกล้ชิดระหว่างทายาทกับผู้ตายมาประกอบการพิจารณากำหนดอัตราภาษีอีกด้วย เช่น หากผู้ตายกับทายาทผู้รับมรดกมีความใกล้ชิดกันมากเช่น ผู้ตาย และทายาทที่เป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ อัตราภาษีจะต่ำกว่า กรณีผู้ตายและผู้รับมรดกมีความสัมพันธ์ห่างกัน เช่น ผู้ตาย และทายาทที่เป็นเหลน โหลน ลื้อ เป็นต้น ในส่วนของภาษีการให้นั้นเป็นการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มีการให้ด้วยความเสน่หาแก่บุคคลต่างๆ ก่อนที่ผู้ตายจะเสียชีวิตภายในระยะเวลาที่กำหนดในกฎหมายเช่นก่อนเสียชีวิต 1 ปีเป็นต้น

คราวนี้ผมขอถามท่านผู้อ่านว่า หากไทยนำภาษีกองมรดกและภาษีการรับมรดกมาใช้ รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีดังกล่าวจากคนรวยทั้งหลายได้หรือไม่ และหากเก็บได้จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่ คำตอบก็คืออาจจะเก็บได้บ้างและไม่มีทางที่จะเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ยกตัวอย่างเช่น หากผมรู้ว่าผมจะเสียชีวิตแน่นอนจากโรคร้ายภายใน 3 เดือน ผมอาจจะโอนหรือยกทรัพย์สินต่างๆรวมทั้งเงินสดให้ทายาท และผู้ใกล้ชิดผม จนไม่เหลือกองมรดกที่จะนำมาทำเป็นพินัยกรรมมาแจกจ่ายใครหลังผมเสียชีวิตเลย เป็นอันว่าผมไม่เสียภาษีกองมรดกเมื่อผมเสียชีวิต รวมทั้งทายาทผมก็ไม่ต้องเสียภาษีการรับมรดกให้แก่รัฐบาลเลย หากประเทศเราไม่มีการเก็บภาษีการให้ด้วย นอกจากนี้ผมยังมีวิธีหลีกเลี่ยงไม่เสียภาษีกองมรดกได้อีก โดยพยายามทำให้กองมรดกสุทธิของผมมีมูลค่าเพียง 9,999,999.99 บาท หากกฎหมายภาษีกองมรดกกำหนดว่า กองมรดกสุทธิที่มีมูลค่าน้อยกว่า 10 ล้านบาท ไม่ต้องเสียภาษี

จากประสบการณ์ในประเทศที่มีระบบภาษีมรดกพบว่า รัฐบาลไม่สามารถเก็บรายได้จากภาษีนี้ได้มากเพียงพอจนเป็นรายได้หลัก ที่รัฐบาลจะนำรายได้ไปพัฒนาประเทศได้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัญหาด้านการบริหารจัดเก็บภาษีและจิตสำนึกของการเสียภาษีของคนรวยตามตัวอย่างเล็กๆ ที่ผมได้ยกมาข้างต้น

ดังนั้นเราโดยเฉพาะคนจนคงไม่ต้องตั้งความหวังไว้สูงว่า เมื่อไทยมีการนำระบบภาษีมรดกมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นภาษีประเภทใดก็ตาม แล้วคนรวยจะเข้าแถวยาวเหยียดมายื่นภาษี และหวังว่ารายได้ของคนกลุ่มนี้จะลดลง เพื่อให้ความแตกต่างระหว่างรายได้ของคนจน และคนรวยแคบลง

เราคงหวังได้แต่เพียงว่า การมีระบบภาษีมรดกในไทย ก็เพื่อความสะใจของคนจนเท่านั้น ที่อยากจะเห็นคนร่ำรวยล้นฟ้าในประเทศนี้ ต้องเสียภาษีความรวยบ้าง ซึ่งในทางปฏิบัติตามที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น มันไม่เป็นตามนั้นหรอกครับ

 

กลับหน้าแรก